Gap 2560/05/29 09:00
Thumb lg 16041

ง่วงก็ต้องกิน! 10 อาหารเติมพลังงาน เสริมสร้างความ Alert ให้ตัวเองแบบเต็ม ๆ

742 Pepper

การที่เราจะมีสุขภาพที่ดี มีความกระฉับกระเฉงว่องไว สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด ทำงานไวปานซุปเปอร์แมน นอกจากการนอนหลับให้เพียงพอ การออกกำลังกายที่เหมาะสมแล้ว อาหารที่ดี...

อาหาร สุขภาพ แก้ง่วง ตื่นตัว

การที่เราจะมีสุขภาพที่ดี มีความกระฉับกระเฉงว่องไว สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด ทำงานไวปานซุปเปอร์แมน นอกจากการนอนหลับให้เพียงพอ การออกกำลังกายที่เหมาะสมแล้ว อาหารที่ดีก็มีส่วนเป็นอย่างมากที่ทำให้เราเป็นคนสมาร์ท การเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์จึงมีชัยไปกว่าครึ่ง

วันนี้เราจะมาโฟกัสถึงเรื่องอาหารการกิน ที่มีประโยชน์ ทำให้เราพร้อมสำหรับการทำงาน แน่นอนว่าอาหารทุกชนิดให้พลังงาน แต่ไม่เท่ากันมากบ้าง น้อยบ้าง บางอย่างให้พลังงานมาก แต่ก็มีโทษมากด้วย อาหารนอกจากให้พลังงานแก่เราแล้ว ยังให้ความอบอุ่น ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรง และซ่อมแซม สิ่งที่สึกหรอ
ช่วยสร้างกำลังเพื่อต้านทานโรค บำรุงสุขภาพ ช่วยให้อายุยืนยาว ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดวงตาแจ่มใส ฟันดีแข็งแรง ผมดกดำ และไม่แก่ก่อนวัย และช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ในสภาพปกติ ซึ่งก็เป็นผลทำให้เรามีสมรรถภาพในการทำงาน ทำให้ปัญญาดี ซึ่งจะช่วยให้เด็กนักเรียนเรียนดีขึ้น ทำให้นักกีฬาแข็งแกร่งขึ้น ทำให้อารมณ์ดีไม่เกิดโมโหหิว ฯลฯ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงพบว่าการอดอาหารจะไม่สามารถทำให้บรรลุธรรมได้ เมื่อกลับมาฉันอาหารตามปกติแบบทางสายกลางแล้วจึงทรงตรัสรู้ อาหารจึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

เราขอแนะนำ 10 เมนู อาหารเติมสมอง ที่จะทำให้สุขภาพดี มีแรง แคล่วคล่องว่องไวในการทำงาน ในการเรียน หรือทำกิจกรรมระหว่างวัน แน่นอนอาหารเช้านั้นดีที่สุด ตื่นเช้ามาอย่าลืมเติมพลังงานด้วยการทานอาหารเช้า และนี่คือ 10 เมนูที่เราแนะนำ

1. แซลมอน

แซลมอน เป็นปลาที่สะอาดและสามารถรับประทานสดได้อย่างปลอดภัย อุดมไปด้วย โอเมก้า 3 ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญในการเสริมสร้างระบบประสาทและสมอง โดยโอเมกา3 จะทำหน้าที่บำรุงสมอง ช่วยให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถในการจดจำสามารถลดความตึงเครียดหรืออาการวิตกกังวลซึ่งเกิดจากการทำงานของสมองได้ดี และ โอเมก้า 3 ยังช่วยลดไขมันเสียตามผนังเลือดและหลอดเลือด ลดอัตราการเกิดเส้นเลือดอุดตันรวมไปถึงโรคหัวใจได้ดี นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับกรดอะมิโนจะช่วยป้องกันความเสื่อมของระบบประสาทเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นถ้ารับประทานแซลมอนเป็นประจำจะทำให้อัตราการเกิดโรคทางประสาทจำพวก โรคพาร์กินสัน ลดน้อยลง

ประโยชน์ของแซลมอนยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากแซลมอนเป็นปลาที่อุดมไปด้วยโปรตีนที่ดูดซึมได้ง่ายกว่าโปรตีนจากสัตว์บกหรือสัตว์ปีก ผู้ที่รับประทานปลาแซลมอนเป็นประจำจะช่วยลดอัตราเสี่ยงของอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อที่เป็นอาการเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคกล้ามเนื้ออักเสบหรือโรครูมาตอยด์ นอกจากนั้นยังไม่มีสารก่อมะเร็งสามารถรับประทานได้อย่างสบายใจ ยิ่งไปกว่านั้นแซลมอนยังอุดมไปด้วยวิตามิน A, B และ D รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัสและธาตุเหล็กที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดี

การรับประทานปลาแซลมอน ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ดีอีกทางหนึ่ง โดยเมื่อร่างกายมีการเผาผลาญได้ดีก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ลดลงและกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งกระบวนการนี้จะเป็นการลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้ดีอีกด้วย

ประโยชน์อันสุดท้ายปลาแซลมอนจะอุดมไปด้วยคอลาเจนบริสุทธิ์ตามแบบฉบับของปลาน้ำลึก เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยเพิ่มความสดใสให้ผิวพรรณ ทำให้ดูมีน้ำมีนวลและอ่อนกว่าวัย

2. ผลไม้จำพวก ส้ม (Citrus)

ส้ม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามิน C และวิตามินอื่นๆ เช่น วิตามินเอ (เบตาแคโรทีน) วิตามินบี วิตามินดี รวมทั้งมีแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และคอลลาเจน เรากินส้มสด 100 กรัม จะได้รับเบต้าแคโรทีนถึง 82 ไมโครกรัม และวิตามินซี 42 มิลลิกรัม เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายต่อวัน จะช่วยชะลอความเสื่อมในร่างกาย ทำให้ผิว เส้นผม มีสุขภาพดี ทั้งยังทำให้ผนังหลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยแข็งแรง ช่วยรักษาอาการโรคเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก ช่วยลดภาวะความเครียด นอนไม่หลับ เนื่องจากส้มมีคอลลาเจน เมื่อเรากินส้มเป็นประจำจึงช่วยลบเลือนริ้วรอยแห่งวัย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก ทำให้หน้าใส แคลเซียมที่ได้จากส้มจะไปเสริมสร้างกระดูก และยิ่งได้รับวิตามินซี และวิตามินดีที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้เปลือกส้มยังมีสารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยกรองสารพิษในตับ หากกินส้มที่เสิร์ฟพร้อมเปลือกคู่กับอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะช่วยย่อยอาหารที่มีไขมันสูงได้ดี และทำลายเซลล์มะเร็งได้ น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มก็ ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ดี

3. ไข่

อาหารพื้นบ้าน สามัญ ราคาถูก เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี แม้จะเป็นอาหารพื้นๆ แต่ไข่กลับมีคุณประโยชน์มากมาย เพราะอัดแน่นไปด้วยสารอาหาร เมื่อก่อนผู้ที่รักสุขภาพมากมายเคยไม่ชอบไข่ เพราะกลัวโคเลสเตอรอลที่มากับไข่แดง บางคนเลือกกินเฉพาะไข่ขาว เอาไข่แดงทิ้ง แต่หารู้ไม่ว่าไข่แดงกลับมีคุณค่าทางอาหารที่ดีที่สุด เพราะในไข่แดงมีสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินเอ โฟเลตโคลีน และบรรดาเกลือแร่ต่างๆ ทั้งแคลเซี่ยม และเหล็ก มหาวิทยาลัย North Carolina สหรัฐอเมริกา จึงสนับสนุนให้กินไข่ทุกวัน เพราะเป็นแหล่งสารอาหารที่ถูกมากโดยเฉพาะโคลีนที่มีมากในไข่แดง ซึ่งช่วยให้ระบบเซลล์สื่อประสาททำงานได้ดี ช่วยเรื่องความจำ เด็กๆ ควรกินสม่ำเสมอเพราะไม่ต้องห่วงเรื่องโคเลสเตอรอล

การกินไข่ทำให้โคเลสเตอรอลตัวดีอย่าง HDL เพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ การมี HDL ทำให้อัตราส่วนโคเลสเตอรอลรวมกับ HDL ดีขึ้น มีข้อแนะนำในการกินไข่ คือ เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ให้ไข่แดงต้มสุกผสมกับข้าวบดให้ครั้งแรกปริมาณ น้อยๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น เด็กอายุ1 ปีขึ้นไป จนถึงวัยรุ่นบริโภคได้วันละ1 ฟอง วัยทำงานสุขภาพปกติ บริโภค 3-4 ฟอง/สัปดาห์ ผู้ป่วย ที่เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรบริโภคไข่ 1 ฟอง/สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์

4. ถั่ว

ถั่ว เป็นของรับประทานง่าย คนไทยเราคุ้นเคยกับอาหารชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งเป็นอาหารว่าง และนำไปปรุงกับอาหารอื่นๆ เป็นอาหารจานหลัก ถั่วอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ซึ่งโปรตีนของถั่วนั้นเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ช่วยบำรุงร่างกาย และทำให้รู้สึกอิ่มได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับไขมันอิ่มตัวสูงเหมือนเนื้อสัตว์ ถั่วมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน คือ แป้งในถั่วที่เป็นแป้งสุขภาพเพราะมีดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำกว่าแป้งขัดขาว หรือน้ำผลไม้ที่ประกอบด้วยน้ำตาลเป็นหลัก ถั่วเป็นแหล่งใยอาหารชั้นดีเพราะมีครบทั้งชนิดที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ปกติ อีกทั้งยังช่วยป้องกันน้ำตาล และไขมันส่วนเกินได้ด้วย และถั่วเป็นพืชกลุ่มพฤกษเคมี เป็นของดีจำพวกวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในถั่วประเภทต่างๆ โดยเฉพาะในถั่วสีต่างๆที่มีอยู่หลายชนิดในบ้านเรา

ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองมีโปรตีนชั้นดีที่เข้มข้นจนสามารถนำไปทำเนื้อสัตว์เทียมได้ แต่โดยทั่วไปเรามักนำถั่วเหลืองมาทำเป็นเต้าหู้, เต้าหู้ยี้, เต้าฮวย, น้ำเต้าหู้ ในถั่วเหลืองยังมี “พฤกษฮอร์โมน” ที่มีประโยชน์ช่วยชะลออาการวัยทองโดยธรรมชาติ นอกจากนั้นถั่วเหลืองยังมีสาร “เลซิทิน (Soy Lecithin)” ซึ่งเป็นสารอาหาร “บำรุงสมอง” ชั้นดีอีกด้วย

ถั่วเขียว

ถั่วเขียวมีโปรตีนสูง เช่นเดียวกับถั่วเหลือง ถั่วเขียวเต็มไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายนำไปใช้ได้โดยตรงมากมาย ได้แก่ กรดกลูตามิก, ไลซีน, ลิวซีน รวมถึง “อาร์จินีน (Arginine)” ที่ช่วยเสริมสุขภาพของหลอดเลือดได้ นอกจากนี้ถั่วเขียวยังมีโพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง มีสารต้านเอนไซม์โปรตีเอสซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็งในปริมาณสูง อุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย อุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ช่วยขับร้อน แก้อาการร้อนใน และช่วยแก้พิษในฤดูร้อน ช่วยกระตุ้นประสาท เพราะถั่วเขียวเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ช่วยทำให้สมองทำงานได้ฉับไวมากขึ้น และยังอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและสมอง ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ตาสว่าง และรักษาตาอักเสบ รับประทานถั่วเขียวต้มครั้งละ 15-20 กรัมเป็นประจำช่วยแก้อาการตาพร่า ตาอักเสบ อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 ที่ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชาได้เป็นอย่างดี และถั่วเขียวอุดมไปด้วยโฟเลตสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้

ถั่วแดง

ถั่วแดงถือว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งเส้นใยช่วยสุขภาพป้องกันมะเร็ง มีส่วนของเส้นใยที่อุ้มน้ำ เมื่อรับประทานเข้าไปก็จะพองในท้องทำให้อิ่มเร็วและอิ่มได้ทน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ส่วนในสีที่เข้มนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิด “โพลีฟีนอลส์” อยู่ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ถั่วแดงมีคาร์โบไฮเดรต จึงเป็นอาหารที่ให้พลังงาน รับประทานได้อิ่มเร็ว ถั่วแดงมีธาตุเหล็ก จึงเหมาะที่จะรับประทานเพื่อบำรุงเลือด ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย อีกทั้งยังมีแคลเซียมสูงช่วยเรื่องของความแข็งแรงของกระดูกและฟัน และมีวิตามินหลายชนิด ทั้งเอ บี และซี จึงมีประสิทธิภาพในแง่ของการต้านอนุมูลอิสระที่มีในร่างกาย ถั่วแดงยีงมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยให้มีการขับถ่ายของเสียได้ดีอีกด้วย

ถั่วดำ

ถั่วดำมีโปรตีนสูงแต่กรดไขมันไม่มากนัก และเป็นชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ต้องเสี่ยงอ้วนมากไป มีธาตุเหล็กสูง มีคุณสมบัติในการช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากในถั่วดำมีสัดส่วนของโปรตีนถึง 40% และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20% โดยอุดมไปด้วยสารลดความอ้วนและสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ มีคำกล่าวว่าการรับประทานถั่วจะช่วยทำให้ฉลาดขึ้น เนื่องจากมีสารเลซิตินที่ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในการทำงานของสมอง จึงมีผลดีต่อผู้ที่ต้องใช้ความจำ และสำหรับคนชราก็สามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

ถั่วขาว

ถั่วขาวให้สารอาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และมีใยอาหารสูง ที่พิเศษกว่านั้นถั่วขาวยังมีสารที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์อะไมเลส ที่ใช้ย่อยอาหารประเภทแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นน้ำตาลที่มีโมเลกุลขนาดเล็กเพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ ด้วยคุณสมบัติพิเศษของถั่วขาวที่สามารถยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์อะไมเลส จึงไม่สามารถย่อยแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปให้เป็นน้ำตาลได้ ร่างกายจึงได้รับพลังงานจากแป้งได้น้อยลง ถั่วขาวจึงนิยมนำมาสกัดเป็นยาลดความอ้วน

ถั่วลิสง

ถั่วลิสง นอกจากมีโปรตีนแล้วยังมีสารโคลีน ซึ่งมีส่วนช่วยในการควบคุมความจำ เอนไซม์ทื่ชื่อว่าโปรติเอส ซึ่งช่วยต้านการเกิดมะเร็ง มีสารที่ช่วยลดปริมาณไขมันชนิดร้าย หรือที่เราเรียกว่า LDL ช่วยต้านการเกิดโรคหัวใจได้ ช่วยลดอาการของแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอินซูลินในร่างกาย ช่วยลดการไอเรื้อรัง ช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนทางเพศให้คงที่ได้ บำรุงน้ำนม และช่วยต้านอนุมูลอิสระ

ถั่วลันเตา

ถั่วลันเตาสามารถนำมาทำอาหารได้หลายชนิด ทั้งฝักอ่อน และเมล็ดมีสรรพคุณสำคัญคือ ช่วยบำรุงสายตา, บำรุงผิว และบำรุงกระดูกได้ดีจาก “เบต้าแคโรทีน” ที่มีอยู่ในสีเขียวสดกับแคลเซียมที่มีมากกว่าถั่วฝักยาวถึง 4 เท่า นอกจากนั้นยังเหมาะกับท่านที่ความดันสูงเพราะมี “โพแทสเซียม” สูงช่วยปรับความดัน

5. วอลนัท

วอลนัต อุดมไปด้วย โอเมกา-3 สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี หรือสารคุณค่าพืชผักที่ละลายได้ในน้ำมัน และมีส่วนช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลได้ ช่วยลดเสี่ยงมะเร็งเต้านม โดยทำให้เป็นมะเร็งช้าลง นอกจากนี้วอลนัตยังประกอบไปด้วยโปรตีน, ไฟเบอร์, วิตามินต่างๆ ซึ่งนักค้นคว้ากล่าวว่า จะดีต่อสุขภาพหากเรารับประทานถั่ววอลนัต 7 ลูกต่อวัน

6. ผักใบเขียว

ผักทุกชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักใบเขียว สีเขียวในผักประกอบไปด้วยคลอโรฟิลล์ เบต้าแคโรทีนและวิตามินอีซึ่งมีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ช่วยบำรุงสมองและความจำ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ควบคุมสมดุลของระดับแคลเซียม ผักใบเขียวมีแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญมากนั่นก็คือแคลเซี่ยม แคลเซี่ยมช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยในการทำงานของระบบประสาท การหดตัวและขยายตัวของกล้ามเนื้อและแคลเซียมยังช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็วเมื่อมีบาดแผล ตัวอย่างของผักใบเขียวที่มีปริมาณแคลเซี่ยมสูงเช่น ใบยอ ใบชะพลู ผักแผว ยอดแค ยอดกระถิน ผักกะเฉด ยอดสะเดา เป็นต้น ซึ่งผักเหล่านี้ก็สามารถหารับประทานได้ง่าย ราคาไม่แพง

ประโยชน์ของการรับประทานผักใบเขียวไม่ได้มีเพียงแค่ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ผักใบเขียวยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ไม่เป็นโรคท้องผูก อึดอัดท้อง เนื่องจากมีกากใยอาหารสูง

7. ธัญพืช

ธัญพืช คือ พืชจำพวกหญ้าที่มนุษย์เพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวเมล็ด มี ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวไรน์ ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต เป็นต้น ธัญพืชนิยมใช้ทำเป็นอาหารมาเนิ่นนาน และได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ให้โปรตีนสูง และมีไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยมากมายพูดถึงประโยชน์ของการทานธัญพืช ว่าช่วยบำรุงร่างกายในด้านต่างๆ ช่วยต้านความเสื่อมถอย ช่วยชะลอวัย ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก และลดไขมันในร่างกายได้

ลูกเดือย

ลูกเดือย มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว หาซื้อได้ง่ายและมีราคาไม่แพง มีกรดอะมิโนต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ช่วยบำรุงร่างกาย เสริมกำลัง บำรุงอวัยวะภายใน ช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย มีกากใยสูงช่วยในการขับถ่าย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้หลับสบาย สามารถช่วยแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ลูกเดือยยังมีที่ช่วยยับยั้งการเกิดเนื้องอก คือสารคอกซีโนไลด์ (Coxenolide) ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ และยังช่วยยับยั้งอาการตกขาวระหว่างรอบเดือนอีกด้วย

ข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่มีคาร์โบไฮเดรต ทั้งอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 และบี 2 มีเบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของระบบร่างกาย และผิวพรรณ ช่วยบำรุงสายตา มีโฟเลตสูง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความดัน และลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ มีกากใยสูง ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย และลำไส้ให้ทำงานได้ดีขึ้น

ข้าว

ประชากรโลกกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก แน่นอนคนไทยเรานั้นบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ข้าว เป็นอาหารที่ให้พลังงานแก่เราในแต่ละวัน กองโภชนาการ ได้กำหนด "9 ข้อ เพื่อการกินดี มีสุข" เพื่อให้เป็นข้อปฏิบัติในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย หนึ่งในนั้นมีอยู่ข้อหนึ่งที่กำหนดไว้ว่า กินข้าวเป็นอาหารหลักและสลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ

ข้าวที่มีคุณค่าอาหารมากก็คือ ข้าวกล้อง คือมีโปรตีนประมาณ 7-12 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าว และมีแร่ธาตุมากมาย ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย คือ มีวิตามินบีรวม ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก อาการเป็นแผลที่มุมปาก ทั้งสองข้าง ริมฝีปากบวม และบรรเทาอาการอ่อนเพลีย แขน ขา ไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง มีฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน มีแคลเซียม ช่วยลดอาการเป็นตะคริว มีทองแดง ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด และมีเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางและช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือด

8. ดาร์ก ช็อคโกแล็ต หรือ ช็อคโกแล็ตดำ

นักวิจัยจาก Hershey Center for Health & Nutrition ได้เปรียบเทียบสารอาหารและโภชนาการในดาร์กช็อคโกแลตกับน้ำผลไม้ พบว่าในดาร์กช๊อกโกแล็ตนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระหรือ antioxidant ในปริมาณที่มากกว่า

ดาร์กช็อกโกแลตมีสารเซโรโทนินโดพามีนและฟีนิลไทลามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ ทำให้ประสาทต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองให้น­­­านขึ้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีทั้งธาตุเหล็ก, แคลเซียม, สังกะสี และทองแดง ซึ่งมีส่วนช่วยเร่งการผลัดเซลล์ใหม่ แถมยังมีสรรพคุณในเรื่องการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจน นอกจากนี้การทานช็อกโกแล็ตจะทำให้สามารถลดความอยากอาหารได้ เมื่อไม่มีความอยากอาหารก็สามารถลดน้ำหนักได้

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การกินดาร์กช็อกโกแล็ตอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเ­­­สียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้สูงถึงร้อยละ 44 ทั้งนี้เป็นเพราะปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแล็ตนั้นช่วยป­­­รับสมดุลความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจมากขึ้น ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวที่จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบตันในเว­­­ลาต่อมา

9. กาแฟ

มีผลการวิจัยเกี่ยวกับกาแฟจากหลายสถาบัน ซึ่งแต่ละสถาบันก็พบสรรพคุณความดีของกาแฟมากมาย เช่น ภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือที่วิจัยพบว่า หากดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน จะสามารถพัฒนาความจำ และปฏิกิริยาตอบโต้ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับการวิจัยของอีกสถาบันหนึ่งที่บอกว่า ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หากดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้ ส่วนมหาวิทยาลัยเซาท์ฟรอริด้าก็เผยว่า คนอายุล่วงเข้าวัยกลางคน ควรดื่มกาแฟประมาณ 4-5 แก้วต่อวัน เพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF สารที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ด้วย ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปี 2002 ก็พบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีลดลงประมาณ 25% เช่นเดียวกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วย ต่อด้วยการวิจัยพบว่าคนที่ดื่มกาแฟประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน จะลดความเครียดได้ประมาณ 15 % แต่หากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะสามารถลดความเครียดได้ถึง 20% เลยทีเดียว นับได้ว่ากาแฟมีประโยชน์มากมายทีเดียว

ที่สำคัญในกาแฟมี "คาเฟอีน" ที่มีคุณสมบัติไม่ต่างจากสารกระตุ้นดีๆ ชนิดหนึ่ง สามารถปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้ในระยะเวลาสั้นๆ ยืนยันด้วยการทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ดื่มกาแฟระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่า นักกีฬากลุ่มที่ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

เอ้าว่าแล้ว ถึงเวลากาแฟกันหรือยัง?

10. น้ำสะอาด

นอกจากอาหารที่มีส่วนสำคัญต่อร่างกายแล้ว น้ำก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ร่างกายจะขาดไม่ได้ น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตรองลงมาจากอากาศ ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 60-75 % หรือ 3 ใน 4 ของน้ำหนักตัว น้ำมีความสำคัญต่อระบบการย่อยอาหาร สารอาหารต่างๆ ต้องละลายน้ำก่อนจึงจะผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่ร่างกายตามกระแสโลหิตและหลอดน้ำเหลืองได้

น้ำช่วยในการขับถ่ายสารอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการใช้ออกจากร่างกาย และยังช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายด้วย น้ำซึ่งมีอยู่ในร่างกายจะถูกขับออกในรูปของเหงื่อและปัสสาวะทุกวัน ฉะนั้นเราจึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อไปทดแทนนํ้าซึ่งถูกขับถ่ายออก และเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายทั่วไปให้สดชื่นสมบูรณ์ โดยปกติเราควรดื่มน้ำประมาณ 7 - 8 แก้วต่อวัน

คิดว่าอาหารพวกนี้จะช่วยได้จริงมั้ย?

Preload

Author

Thumb lg 6132a7f9 642b 44f4 a498 95a7f72fa40f

Gap

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!