Sujate Wanchat 2560/03/20 15:16
Thumb lg 3c3407f6e02d53431596c2ab60855032

เปิดประวัติรถสปอร์ตสัญชาติญี่ปุ่น "Nissan Skyline GT-R" ก็อตซิล่าแห่งแดนซามูไร!

13654 Pepper

รถสปอร์ตชื่อดังที่สุดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยที่ได้ไปประกอบหนังดังหลายต่อหลายเรื่อง วันนี้เราพามาเปิดประวัติของสปอร์ตสายพันธุ์ญีปุ่นนี้กัน

Car vehicle Nissan Skyline GTR

ถ้าจะพูดถึงรถสปอร์ตสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่มีเรื่องราวเเละประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน น่าหลงใหลเเล้วก็คงหนีไม่พ้นรถสปอร์ต Nissan Skyline GT-R ซึ่งมีประวัติความเป็นมาถึง 50 ปี นับจากรุ่นเเรก Prince Skyline เปิดตัวในปี 1957 มาจนถึงรุ่นปัจจุบน Nissan Gt-r R35 เปิดตัวในปี 2008 ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตสองประตูขุมกำลังเครื่องยนต์ถูกวางไว้ที่ตำเเหน่งด้านหน้า เเล้วส่งกำลังขับเคลื่อนไปที่ล้อหลังซึ่งยังคงเป็นลักษณะเด่นของรถรุ่นนี้ ในขณะที่รถรุ่นอื่นๆ ที่ผลิตขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ถูกออกเเบบให้เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้าเกือบทั้งหมด รถนิสัน Skyline GT-R จะถูกออกเเบบให้มีเครื่องยนต์ขุมกำลังที่มีกำลังมากกว่ารถรุ่นทั่วไป การได้ขับรถนิสสันรุ่นนี้จะทำให้ผู้ขับได้สัมผัสกับสุนทรียภาพเเห่งการขับขี่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นเเห่งโลกยนต์กรรมสุดล้ำที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

ประวัติความเป็นมาของเเบรนด์ นิสสันสกายไลน์

ความเป็นมาเริ่มขึ้นจากบริษัทรถยนต์ขนาดเล็กของญี่ปุ่นชื่อ พรินซ์ มอเตอร์ (Prince Motor Company) ซึ่งชื่อเดิมคือ ทาชิคาว่า เเอร์คราฟ (Tachikawa Aircraft) ซึ่งดำเนินกิจการผลิตเเละขายรถยนต์ซีดานชื่อ สกายไลน์ (Skyline) ซึ่งผลิตขึ้นครั้งเเรกในปี 2500 ก่อนที่จะควบรวมกิจการกับบริษัทนิสสัน-ดัสสัน ในปี 2509 สำหรับชื่อรุ่นกายไลน์นั้น ที่อเมริกาเหนือจะเรียกรถรุ่นนี้ว่า อินฟินิตี้ จี 35 (Infinity G35) ซึ่งถ้านับตั้งเเต่ปี 2500 เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน เราจะเเบ่งรถนิสสันรุ่นนี้ออกได้เป็น 12 เจนเนอเรชั่น ดังนี้

เจนเนอเรชั่น 1 (1957-1963)

ในปี 1957 รถยนต์นิสสันตระกูลนี้ถูกยังคงถูกผลิตขึ้ภายใต้ยี่ห้อ สกายไลน์ โดยเปิดตัวรุ่นเเรกออกมาคือ ALSI-1 ในเดือนเมษายน โดยมีสเปคของรถดังนี้
- เครื่องยนต์ GA -30 ขนาด 1482 ซีซี
- กำลัง 60 เเรงม้า
- รอบการการทำงานของเครื่องยนต์ 4,400 รอบต่อนาที
- น้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม
ในสมัยนั้นรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงมีกำลังของเครื่องยนต์ไม่มากนัก เเละวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม. เเต่รถสกายไลน์รุ่นนี้สามารถด้วยความเร็วสูงสุดถึง 160 กม./ชม. ซึ่งเป็นอะไรที่ล้ำมากในสมัยนั้น
ตัวถังของรถรุ่นนี้มี 2 เเบบคือ
- ซีดาน 4 ประตู
- สเตชันวากอน 5 ประตู

ในปี 1956 ได้มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ชื่อ ALSI-2 ออกมาโดยมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยคือ
- เครื่องยนต์ GA-4 ขนาด 1484 ซีซี
- กำลัง 70 เเรงม้า
- รอบการทำงานของเครื่องยนต์ 4,800 รอบต่อนาที
สำหรับรถสกายไลน์นี้ ในสมัยนั้นถือได้ว่าเป็นรถครอบครัวในระดับหรูหรา

ในปีเดียวกันนี้ยังได้เปิดตัว
=> รถสปอร์ตที่มีชื่อรุ่นว่า ฺBLRA-3
=> รถกระบะที่มีชื่อรุ่นว่า Prince Miler
=> รถตู้ที่มีชื่อรุ่นว่า Skyway

รวมเเล้วรถสกายไลน์เจนเนอเรชั่นที่ 1 มียอดขายทั้งสิ้น 33,759 คัน (ไม่รวมรุ่น Miler เเละ Skyway)

เจนเนอเรชั่นที่ 2 (1963-1968)

เอกลักษณ์ของรถยนต์สกายไลน์เจนเนอเรชั่นเเรกได้ถูกส่งมายังเจนเนอเรชั่นที่สองดัวฝีมือการออกเเบบของนักออกเเบบรถยนต์ระดับโลกชาวอิตลาลีอย่าง จีโอวานนี่ มิเชลอตติ (Giovanni Michelotti) ทำให้รถผสานรูปทรงเเบบคูเป้ของอิตาลีมาด้วย ผลิตด้วยจำนวนที่จำกัดเพียงเเค่ 200 คันเท่านั้น รถเจนเนอเรชั่นนี้เปิดตัวครั้งเเรกในปี 1963 มีชื่อรุ่นว่า S50 ใช้เครื่องยนต์ G-1

ในปี 1964 ได้เปิดตัวรุ่น S54 ซึ่งเป็นรุ่นสปอร์ต ที่ได้รับความนิยมใกล้เคียงกับรถสปอร์ตปอร์เช่รุ่น 904 รถรุ่นนี้กลับมาใช้รูปแบบของรถยนต์สี่ประตูเหมือนกับรุ่นแรกอีกครั้งนอกจากจะเป็นรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไปแล้วมันยังถูกนำไปใช้แข่งขันในสนามแข่งรถยนต์ทางเรียบประเภท Gt ของทีมแข่งในญี่ปุ่นอีกด้วยความแรงของเครื่องยนต์ทำให้มันสามารถกำชัยชนะเหนือรถยนต์จากยุโรปบางค่ายได้จากเครื่องยนต์ที่มีความจุและจำนวนกระบอกสูบเพิ่มขึ้น

ในปี 1967 รถสกายไลน์ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ออกมามีชื่อรุ่นว่า S57 ที่มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ช่วงนี้ปริ๊นได้รวมสายการผลิตเข้ากับนิสสันเเล้ว ทำให้รถรุ่นนี้เป็นรุ่นเเรกที่ใช้เครื่องยนต์ของนิสสัน เเละเครื่องยนต์ของรถรุ่น S57 นี้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1487 ซีซี มีกำลัง 88 เเรงม้า เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่เเรงที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น รวมเเล้วรถสกายไลน์เจนเนอเรชั่นที่ 2 มียอดขายทั้งสิ้น 114,238 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 3 (1968-1972)

สำหรับเจนเนอเรชั่นนี้มีรหัสว่า C10 เเละมีการเเบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ 2 รุ่นคือ GT-R เเละ GT-X เป็นครั้งเเรก รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1958 ซีซี เป็นรถยนต์สปอร์ต ทำให้สกายไลน์เริ่มกลายเป็นที่รู้จักในฐานะรถสปอร์ตซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นรถครอบครัวในเจนเนอเรชั่นก่อนๆเริ่มจางหายไป มันกลายไปเป็นรถแข่งชั้นดีที่สามารถใช้แข่งขันได้ทั้งในสนามแข่งรถรวมถึงการแข่งขันแบบแรลลี่ทั่วโลก วัยรุ่นของญี่ปุ่นที่ชื่นชอบในความเร็วต่างพากันซื้อรถรุ่นนี้และมักจะนำออกมาขับแข่งขันบนท้องถนนในยามค่ำคืนจนเกิดเป็นที่มาของการเเข่งรถ Mid Night Racing ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดศูนย์รวมของพวกบ้าความเร็วที่มักจะรวมตัวกันในคืนวันหยุดสุดสัปดาห์และพากันตระเวณไปทั่วบนท้องถนนของกรุงโตเกียว เเต่ความเป็นรถสปอร์ตของสกายไลน์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก รถในเจนเนอเรชั่นที่ 3 นี้มียอดขายรวม 310,447 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 4 (1972-1977)

เจนเนอเรชั่นนี้มีรหัสประจำว่า C110 ในบางประเทศจะรู้จักในชื่อ ตัตสัน เค-ซีรีส์ (Datsun K-series) เเละยังคงมีรุ่น GT-R ขายด้วย นิสสันสกายไลน์เจนเนอเรชั่นนี้มียอดขายสูงถึง 670,562 คัน ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่ขายดีที่สุดของสกายไลน์

เจนเนอเรชั่นที่ 5 (1977-1981)

สำหรับรถในเจนเนอเรชั่นนี้มีรหัสประจำว่า C210 เป็นรุ่นที่มีกระโปรงหน้ายาว ใช้เครื่องยนต์เเบบ 6 สูบ มีการผลิตรุ่น GT-EX ซึ่งรุ่นนี้ก็เป็นรุ่นเเรกของสกายไลน์ที่ใช้เครื่องยนต์เเบบเทอร์โบ เเต่สำหรับรุ่น GT-R นั้นไม่มีผลิตในเจนเนอเรชั่นนี้ สกายไลน์เจนเนอเรชั่นนี้มียอดขายรวมทั้งสิ้น 539,727 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 6 (1981-1985)

สำหรับในเจนเนอเรชั่นนี้ มีรหัสว่า R30 ซึ่งเป็นรถสกายไลน์รุ่นเเรกที่ออกเเบบให้เป็นรถยนเเบบ 5 ประตู โดยที่ไม่มีกระโปรงหลัง ประตูด้านหลังสามารถเปิดออกได้คล้ายกับรถฮอนด้าเเจ๊ซ เเละโตโยต้ายาริส ในเจนเนอเรชั่นนี้ไม่ได้ผลิตรุ่น GT-R ออกมาเเต่มีการผลิตรุ่นเสริม ที่เป็นรุ่นพิเศษชื่อว่า พอล นิวเเมน ซึ่งออกเเบบมาเพื่อรำลึกความสัมพันธ์ระหว่างนิสสันกับนิวเเมน ซึ่งเป็นผู้กำกับเเละนักเเสดงชื่อดังในเวลานั้น ที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการขายรถนิสสันมาเป็นระยะเวลายาวนาน สกายไลน์รุ่นนิวเเมนจะมีลายเซ็นของนิวเเมนอยู่บนกระโปรงหน้ารถ เเละรถรุ่นนี้ยังถือได้ว่าเป็นของสะสมชั้นดี เป็นที่ต้องการจากนักสะสมทั่วโลก เเละมีราคามากในปัจจุบัน รถเจนเนอเรชั่นนี้ของสกายไลน์ มียอดขายรวมทุกรุ่นอยู่ที่ 406,432 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 7 (1985-1989)

สำหรับเจนเนอเรชั่นนี้ มีรหัสประจำว่า R31 ในเจนเนอเรชั่นนี้มีการพัฒนาเปลี่ยนเเปลงเทคโนโลยีไปจากเจนเนอเรชั่น 6 มาก เป็นเจนเนอเรชั่นเเรกที่มีการปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์เเบบ RB มีการออกเเบบรูปลักษณ์ของรถให้ดูทันสมัย ดูเป็นความเป็นรถสปอร์ตขึ้นมาก ทำให้จากนี้ไปรถสกายไลน์เริ่มเป็นที่รู้จักต่อผู้คนว่าเป็นรถสปอร์ตชั้นดี เเต่เจนเนอเรชั่นนี้ก็ยังไม่ได้ผลิตรุ่น GT-R เเละ R31 นี้ก็ถือได้ว่าเป็นเจนเนอเรชั่นสุดท้ายที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลังเพียงระบบเดียว เพราะจากนี้ไป สกายไลน์จะสามารถขับเคลื่อนได้ 2 ระบบคือระบบขับเคลื่อนล้อหลังกับขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งเป็นเช่นนี้จนถึงปัจจุบัน สกายไลน์เจนเนอเรชั่น 7 นั้นมียอดขายรวมทั้งสิ้น 309,716 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 8 (1989-1994)

สำหรับเจนเนอเรชั่นนี้มีรหัสประจำว่า R32 มีอยู่ 2 ร่นหลักๆคือ
- Nissan Skyline GT-S R32 ใช้เครื่องยนต์ RB20DET
- ์Nissan Skyline GT-R R32 (BNR32) ใช้เครื่องยนต์ RB26DETT
เจนเนอเรชั่นนี้กลับมาผลิตรถรุ่น GT-R อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานถึง 4 เจนเนอเรชั่น เเละการกลับมาครั้งนี้ของ GT-R ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มันสร้างชื่อเสียงจนดังเป็นพลุเเตกด้วยการที่สามารถชนะการเเข่งขันรถยนต์ทางเรียบในญี่ปุ่นไปได้ถึง 29 รางวัลเเละชนะเลิศซุบเปอร์จีที 2 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ยังสามารถชนะการเเข่งขันออสเตรเลี่ยนทัวริง 3 ปีติดต่อกันระหว่างปี 1991-1993 จนทำให้ในปี 1994 ต้องมีการเปลี่ยนเเปลงกติการเพื่อไม่ให้รถรุ่น GT-R สามารถลงเเข่งขันได้

รถยนต์นิสสันสกายไลน์เจนเนอเรชั่นที่ 8 นี้เป็นรุ่นเเรกที่มีการผลิตระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดออกมาขาย ซึ่งปัจจุบันบางรุ่นยังมีเเค่ 4 สปีด ยอดขายทั้งสิ้นของเจนเนอเรชั่นนี้อยู่ที่ 296,087 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 9 (1994-1999)

เจนเนอเรชั่นนี้มีรหัสประจำว่า R33 ผลิตรถยนต์ออกมา 2 รุ่นหลักๆ คือ
- Nissan Skyline GT-S R33 เครื่องยนต์ RB25DETT
- Nissan Skyline GT-R R33 เครื่องยนต์ RB26DETT 156.7 cu.in./ 2,568 ซีซี 400 เเรงม้า
นิสสันสกายไลน์เจนเนอเรชั่นนี้มียอดขายรวมทั้งสิ้น 217,113 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 10 (1999-2003)

เจนเนอเรชั่นนี้ มีรหัสประจำคือ R34 มีรถอยู่ 2 รุ่นหลักคือ
- ์Nissan Skyline GT-S R34 (ER34) เครื่องยนต์ RB25DET Neo6 เกียร์อัตโนมัติ
- Nissan Skyline GT-R R34 (BNR34) เครื่องยนต์ RB26DETT 156.7 cu.in. / 2,568 ซีซี

สำหรับในเจนเนอเรชั่นนี้ไม่ได้ทำระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดออกมาขาย จะมีเพียงระบบเกียร์ธรรมดา 6 เกียร์ (GT-R) เเละเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเท่านั้น เเต่เจนเนอเรชั่นนี้มีการสร้างระบบเกียร์เเบบ Tripponic ออกมา ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ระบบเกียร์เเบบอัตโนมัติ หรือเเบบธรรมดา เเละเป็นครั้งเเรกของนิสสันสกายไลน์เช่นกันที่มีการทำ Sunroof ในร่น GT-S ส่วน GT-R นั้นไม่มี Sunroof นิสสัสสกายไลน์เจนเนอเรชั่นนี้มียอดขายรวมทั้งสิ้น 64,623 คัน

เจนเนอเรชั่นที่ 11 (2003-2009)

เจนเนอเรชั่นนี้มีรหัสว่า V35 ถือเป็นการเปลี่ยนเเเปลงครั้งยิ่งใหญ่ของนิสสัสสกายไลน์ เพราะทางนิสสันได้ตัดสินใจเเยกสายการผลิตของ GT-R ซึ่งเป็นรถสปอร์ตออกไป ทำให้นิสสันสกายไลน์กลับมาเป็นรถครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งนิสสันสกายไลน์รุ่นนี้ได้มีการผลิตระบบเกียร์รุ่นใหม่ออกมา เป็นระบบเกียร์ CVT (Contiuuously variable transmission) ซึ่งเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติที่ซอยย่อยเป็นหลายสปีด เพื่อให้ความต่างของอัตราทดน้อยลง ทำให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากขึ้น

เจนเนอเรชั่นที่ 12 (2009-2016)

เจนเนอเรชั่นนี้มีรหัส V36 เป็นสกายไลน์ที่เป็นรถครอบครัว ตัวถังมีให้เลือกหลายเเบบคือ
- 4 ประตู
- 2 ประตู คูเป้
- 2 ประตู เปิดประทุน
- 5 ประตู SUV (ใช้ชื่อนิสสัน สกายไลน์ครอสโอเวอร์ ผลิตในปี 2009 )

เครื่องยนต์มีให้เลือก คือ 2.5,3.5และ3.7 V6 เกียร์มีให้เลือก5,7 สปีดออโตเมติก,ธรรมดา 6 สปีด ความยาวระยะฐานล้อ ยาว 2,850 มม. รุ่นนี้ใช้อีกชื่อในอเมริกา ในแบรนด์ Infiniti G35,G37 ส่วนนิสสัน สกายไลน์ครอสโอเวอร์ในอเมริกาจะใช้ชื่อ Infiniti EX

เจนเนอเรชั่นที่ 13 (2016-ปัจจุบัน)

มาในชื่อรุ่น HV37 เป็นนิสสันสกายไลน์รุ่นล่าสุด ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2014 เป็น Skyline Hybrid ด้วยให้ความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้กำลัง 359 แรงม้า เป้าหมายการตลาดของ Nissan Skyline เจนเนอเรชั่นที่ 13 นี้จะแตกต่างออกไปจากรุ่นก่อน คือเน้นไปที่ผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นสกายไลน์ที่ให้ความหรูหรามากกว่าดูสปอร์ตเหมือนวัยรุ่น ในเจเนอเรชั่น 13 นี้จะไม่มีตัวถังแบบคูเป้ เพราะ Nissan GT-R ได้แยกไลน์การผลิตไปแล้ว และยังมีนิสสัน 370z ให้เลือกสำหรับคนชอบรถสปอร์ตอีกด้วย ทำให้ Nissan Skyline จะเริ่มดูเป็นรถผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

นิสสัน GTr-R35

หลังจากที่รถนิสสันสกายไลน์ในเจนเนอเรชั่นที่ 10 ได้มีการเเยกสายการผลิตรถนิสสัน GT-R ซึ่งเป็นรถสปอร์ตออกไป ทำให้รถสปอร์ต GT-R ของนิสสันเป็นอิสระในการพัฒนารถสปอร์ตหรู เเละสามารถคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการเป็นรถสปอร์ต

นิสสัน จีที-อาร์ (อังกฤษ:Nissan GT-R) หรือชื่อในทางเทคนิค R35 เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์หน้าลำ ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทนิสสันจากญี่ปุ่น จีที-อาร์ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 6 ธันวาคม ปี 2007 ที่ญี่ปุ่น และที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2008 ส่วนประเทศอื่นๆ ในเดือน มีนาคม ปี 2009 ได้รับการออกแบบโดย ชิโร นากามูระ (Shiro Nakamura)

นิสสัน จีที-อาร์ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นรถซูเปอร์คาร์ ไม่กี่คันที่มาจาก ประเทศญี่ปุ่นและสามารถเทียบชั้นได้กับ ซูเปอร์คาร์จากยี่ห้อดังในยุโรปเช่น เฟอร์รารี่,ลัมโบร์กีนี,ปอร์เช่ เป็นต้น จึงทำให้ภาพพจน์รถยนต์ของญี่ปุ่นดูสูงขึ้นมาก เพราะนิสสันจีที-อาร์ เป็นรถคันเดียวของญี่ปุ่นที่สามารถเป็นรถ คูเป้ ที่เร็วที่สุดของโลกได้ เมื่อเทียบกับแต่ก่อนที่ รถจากญี่ปุ่นขึ้นชื่อเป็นรถราคาถูก ด้อยคุณภาพ ไม่สามารถเทียบชั้นได้กับ รถในสหรัฐ และ รถในยุโรป นิสสัน จีที-อาร์ ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊ค ปี 2011 ว่า เป็นรถ 4 ที่นั่งที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก (Fastest 0–60 mph acceleration by a four seater production car) แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันสถิตินี้ถูกลบไปแล้ว โดย Ferrari F12 Berlinetta

แหล่ง: https://www.youtube.com

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg eb7b4221 d84f 4008 b0b4 c08ee0b74733

Sujate Wanchat