QUAY 2560/03/29 16:45
Thumb lg 12903

ล่ม และ เละ! 15 ภาพยนตร์ยุคโลกล่มสลาย (Dystopia) ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 21

21881 Pepper

ถ้าสังคมแบบยูโทเปียคือโลกในฝันของใครหลายคน ดิสโทเปียก็เป็นโลกที่ไม่มีใครหวังจะให้เกิดขึ้นจริง!

ภาพยนตร์ Dystopia

ถ้าสังคมแบบยูโทเปีย (Utopia) คือโลกในฝันของใครหลายคน ดิสโทเปีย (Dystopia) ก็เป็นโลกที่ไม่มีใครหวังจะให้เกิดขึ้นจริงครับ มันคือโลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษย์ล่มสลายไปหมดแล้ว และก็เต็มไปด้วยความโหดร้ายไม่น่าอยู่ ซึ่งต้องบอกว่าดิสโทเปียเป็นสังคมในจินตนาการที่มีคนนำมาตีความแตกต่างกันไปมากมายหลายแบบครับ ทั้งในงานวรรณกรรมและภาพยนตร์ด้วย วันนี้มี 15 ภาพยนตร์แนว Dystopia ที่น่าสนใจมาแนะนำให้รู้จักกันเบา ๆ 15 เรื่องครับ

15. Oblivion (2013)

เปิดกันมาด้วยภาพยนตร์แนวไซ-ไฟ ในโลกอนาคตที่ไกลมาก เป็นเรื่องของ แจ็ค ฮาร์เปอร์ นำแสดงโดยทอม ครูซ ที่รับบทบาทเป็นช่างซ่อมเครื่องบินไร้คนขับกลุ่มสุดท้ายบนโลกที่มีภารกิจการเก็บทรัพยากรสำคัญหลงสงครามที่ชีวิตต้องพลิกผันไปเพราะดันไปช่วยเหลือสาวแปลกหน้าจากยานอวกาศที่ร่อนลงฉุกเฉิน การมาถึงของเธอกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องที่บีบให้เขาต้องตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่เขารู้และทำให้ชะตากรรมของมนุษยชาติอยู่ในกำมือของเขา กำกับโดยผู้กำกับเดียวกับ TRON: Legacy ครับ

14. Battle Royale (2000)

เรื่องนี้ต้องบอกว่าขึ้นหิ้งเป็นหนังคลาสสิกไปเรียบร้อยแล้วครับ ภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่นที่สุ่ม (หลอก) พานักเรียนกลุ่มหนึ่งไปทิ้งไว้บนเกาะร้างเพื่อเล่นเกม Battle Royale โดยให้นักเรียนฆ่ากันเองจนเหลือเพียงแค่คนเดียว (ซึ่งถ้าไม่ทำก็จะถูกฆ่าตายทั้งหมด) ซึ่งเรื่องนี้นอกจากความโหดแล้วก็มีเรื่องให้คิดต่ออยู่มากมายทีเดียวครับ แนะนำ

13. Dredd (2012)

เป็นงานรีเมคภาพยนตร์ Judge Dredd เมื่อปี 1995 ที่นำแสดงโดยซิลเวสเตอร์ สตอลโลน คราวนี้รับบทโดยคาร์ล เออร์บัน กับบาทของตุลาการสายโหดที่สามารถตัดสินชี้เป็นชี้ตายอาชญากรตรงหน้าได้ทันที ถือเป็นภาครีเมคที่เปิดตัวตำรวจเหล็กคนนี้ได้ยิ่งใหญ่ดีเหมือนกันครับ ภาคนี้มีคู่หูสาว คาสซานดร้า (โอลิเวีย เทิร์ลบี้) เพื่อจัดการหัวหน้าแก๊งค้ายา บอกเลยว่าเดือดครับ

12. Idiocracy (2006)

แต่หนัง Dystopia ก็ไม่ได้มีแต่หนังเครียด ๆ นะครับ Idiocracy นี่น่าจะเป็นหนังแนวคอมเมดี้ในโลกยุคนี้ไม่กี่เรื่องเลยก็ว่าได้ เป็นเรื่องของพลทหาร โจ บาวเออร์ อาสาเข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่องการยืดชีวิตมนุษย์ด้วยการ "แช่แข็ง" โดยกำหนดการตื่นขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี แต่ด้วยความผิดพลาดทางเท็คกะนิค เขากลับตื่นขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไป 500 ปี ในยุคที่โลกมีแต่คนโง่ บ้าบอคอแตก เขาเลยกลายเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก เอ้าแค่เรื่องย่อก็ระห่ำขนาดนี้แล้วใครอยากขำกรามค้างก็ไปดูกันได้เลย

11. Snowpiercer (2013)

แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่หนังจากฝั่งฮอลลีวูดอย่างเดียวที่ทำออกมาได้ดี ฝั่งเอเชียก็มีเช่นกัน เรื่อง Snowpiercer เป็นงานสัญชาติเกาหลีที่ว่าด้วยโลกที่หนาวจัดจนไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้อีกต่อไป ยกเว้นขบวนรถไฟลำหนึ่งที่วิ่งอยู่ตลอดเวลารอบโลกเป็นสถานที่พำนักสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ เรื่องนี้เล่าเกี่ยวกับชนชั้น การลุกขึ้นสู้ได้น่าสนใจดีครับ มีหลายอารมณ์มาก ทั้งบู๊ ดราม่า นอกจากมันแล้วได้คิดอะไรอีกมากเกี่ยวกับโลกนี้และสังคมจริง ๆ ครับ

10. Elysium (2013)

หนึ่งในประเด็นที่มักจะได้เห็นกันในโลกยุค Dystopia ก็คือเรื่องของการลุกขึ้นสู้ครับ เพราะผู้อยู่รอดมักจะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่คือคนรวยที่อยู่สุขสบาย และคนจนที่ต้องดิ้นรนมากกว่าเดิม Elysium ก็เป็นแบบนั้นเช่นกันโดยแบ่งเป็นสังคมบนโลกของคนจน และสังคมบนฟ้าที่คนรวยหนีไปอยู่กันกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และชีวิตที่ดีเหมือนฝัน ใครที่อินกับหนังแนวลุกขึ้นสู้กับชนชั้นที่สูงกว่าแนะนำเรื่องนี้อีกหนึ่งเรื่องครับ

9. A.I. Artificial Intelligence (2001)

ด้วยชื่อของสตีเวน สปีลเบิร์กแล้วเราก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเรื่องต้องมีอะไรน่าสนใจเหมือนกันครับ เป็นเรื่องราวของ เดวิด หุ่นยนต์เด็กที่ถูกส่งไปเลี้ยงในครอบครัวมนุษย์ทีอยากมีลูก สุดท้ายแล้วความต่างของเผ่าพันธ์ุก็ทำให้ไปกันไม่ได้ ทั้งกับมนุษย์และกับหุ่นยนต์ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการค้นหาตัวเอง กับสถานที่ที่เจ้าตัวจะอยู่ได้อย่างสบายใจ ใครมองหาภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก (แต่แสดงนำโดยหุ่นยนต์) แนะนำเรื่องนี้ครับ

8. V for Vendetta (2006)

เรื่องนี้ต่อให้ใครไม่เคยดูหรือไม่รู้จักก็ต้องเคยเห็นหน้ากาก Guy Fawkes สีขาวอันโดดเด่นกันได้เป็นอย่างดีครับ เรื่องนี้ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถ้าใครอินกับประเด็นการปลดแอก ปลดปล่อย ปฏิวัติอะไรพวกนี้จะต้องไม่พลาดดูครับ มีทั้งความซับซ้อนในโครงสร้างสังคม การเมือง และอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ มองหาภาพยนตร์ที่มีคีย์หลักเป็น ความยุติธรรม, คอรัปชัน, ปลดปล่อย ต้องเรื่องนี้เลยครับ

7. A Scanner Darkly (2006)

เรื่องนี้โดดเด่นทั้งในส่วนของการเล่าเรื่อง นักแสดง และวิธีที่นำเสนออกมาครับ บ๊อบ อาร์คเตอร์ (นำแสดงโดย คีนู รีฟส์) สายสืบงานยาเสพติดให้กับทางตำรวจ ในการตามจัดการยา D ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วเมือง แต่เจ้ากรรม เขาเองก็กำลังติดยา D ยาที่ทำลายประชาชนในอนาคตเจ็ดปีข้างหน้า ยาจะทำลายสมองทำให้สมองสองฝั่งทำงานไม่สอดคล้องกัน เกิดอาการประสาทหลอน และ แตกแยกทางบุคลิกภาพ ซึ่งอเมริกามีผู้ติดยากว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าภาพโดดเด่นก็คือการถ่ายทำด้วย digital roboscoping ที่ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนดูแอนิเมชั่นมากทีเดียวครับ

6. The Road (2009)

ใครอยากได้ความรู้สึกแบบดราม่าเค้นอารมณ์ต้องเรื่องนี้เลยครับ The Road เล่าเรื่องราวของสองพ่อลูกที่มีกันและกันแค่เพียงเท่านั้นในโลกที่ล่มสลายไปแล้วด้วยอะไรบางอย่างซึ่งเราเองก็มิอาจทราบได้ นอกจากการพยายามเอาตัวรอดจากโลกอันโหดร้ายแล้วพวกเขายังต้องเอาตัวรอดจากมนุษย์ด้วยกันในโลกที่ไม่มีมนุษยธรรมหรือกฎหมายหลงเหลืออยู่อีกต่อไป พล็อตน่าสนใจทีเดียวนะครับ

5. Mad Max: Fury Road

เป็นเรื่องที่พีคเหมือนกันนะครับที่ภาพยนตร์ดังเมื่อปี 1979 อย่าง Mad Max เมื่อกลับมาทำภาคใหม่อีกครั้งหลังจากหายไปนานถึงกว่า 30 ปี ก็ยังสามารถทำออกมาได้ดีมันระห่่ำฉบับต้นทุนต่ำเช่นเคยกับชื่อภาพว่า Mad Max: Fury Road ภาคนี้ได้พี่ทอม ฮาร์ดี้คนดังมาแสดงนำด้วยครับ กับบทบาทแม็กซ์ ร็อคเก็ทแทนสกี้ ที่มาพร้อมกับเรื่องย่อว่า “เมื่อความเสื่อมสลายมาเยือนสู่อารยธรรมอันยาวนานของมนุษย์ในโลกอนาคต บ้านเมืองไร้กฎหมาย เต็มไปด้วยผู้คนป่าเถื่อน สังคมฟอนเฟะเกินเยียวยา และต้องเผชิญกับภัยแล้งขั้นรุนแรง จนนำไปสู่ความแร้นแค้นและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและน้ำมัน ซึ่งถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในยุคที่ทุกพื้นที่ของโลกร้อนระอุดั่งเปลวเพลิง” แค่นี้ก็รู้กันแล้วว่าจะระห่ำแค่ไหนกัน

4. Cloud Atlas (2009)

อันนี้จะบอกว่าเป็น Dystopia เน้น ๆ ก็ไม่เชิงครับ Cloud Atlas เล่าเรื่องราวการเวียนว่ายตายเกิดและเชื่อมโยงกันของตัวละครมากมายภายในเรื่อง ตั้งแต่ยุคก่อนอารยธรรม ไล่มาจนถึงโลกอนาคตสุดไฮเทคจนกลับมาล่มสลายอีกครั้ง เล่าสลับไปมาได้น่าสนใจและไม่งงอย่างที่คิด ที่เจ๋งคือการเวียนว่ายตายเกิดที่บางทีดูแทบไม่ทันเลยครับว่าเป็นคนเดียวกัน ชอบมาก ๆ

3. The Zero Theorem (2014)

อธิบายด้วยเรื่องย่อเลยละกัน: "The Zero Theorem (2013) ทฤษฎีพลิกจักรวาล …โคเอ็น (คริสทอฟ วอลท์ซ) The Zero Theorem อัจฉริยะคอมพิวเตอร์สุดเพี้ยนและปลีกตัวจากสังคมต้องทนทุกข์จากการมีอยู่ของความทุกข์ทรมานบนโลกใบนี้ แต่ด้วยคำชี้แนะของบุคคลลึกลับที่รู้จักเพียงในนาม “ผู้บริหาร” (แมตต์ เดม่อน) โคเอ็นจึงลงมือค้นหาคำตอบจาก “ทฤษฏีชีโร่” สูตรคณิตศาสตร์ที่ค้นหาคำตอบว่าชีวิตคืออะไร ในผลงานไซไฟเรื่องล่าสุดจากผู้กำกับจินตนาการหลุดโลกแห่ง 12 Monkeys และ The Brothers Grimm!!!”

2. WALL-E (2008)

พอพูดถึงหนังแนว Dystopia แล้ว คนส่วนมาก (แทบจะทั้งหมด) คิดไปในทางเดียวกันว่ามันจะต้องดูเป็นอะไรที่สิ้นหวังและหดหู่เอาซะมาก ๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปหรอกครับ! เป็นเรื่องราวการผขญภัยของ "วอลล์ - อี" หุ่นยนตร์ตัวสุดท้ายที่ถูกทิ้งไว้บนโลก 700 ปี ที่โลกเต็มไปด้วยขยะมากมาย จนมนุษย์ต้องอพยพไปอยู่ในอวกาศในทุกๆวัน "วอลล์ - อี" ต้องทำหน้าที่เก็บกวาดขยะตามที่ได้ถูกตั้งโปรแกรมไว้จนกระทั่งการมาถึงของ "อีฟ" หุ่นยนตร์สาวสุดวาววับแสนไฮ-เทค ที่จะทำให้ชีวิตอันแสนจะธรรมดาของเขาเปลี่ยนไป -- ก็เป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่สดใสน่ารักดีนะครับ อาจจะแหวกไปจากเรื่องทั้งหมดที่แนะนำมา แต่ก็ลองดูกันก่อนน่า!

1. Children of Men (2006)

ปิดท้ายกันด้วยภาพยนตร์ที่โดดเด่นด้วยฉาก long shot ระดับตำนานและฉากแอ็คชันที่เข้มข้นครับ Children of Men เล่าเรื่องราวของโลกที่ผู้ชายไม่สามารถผลิตทายาทได้อีกต่อไปแล้ว (ใกล้สูญพันธ์นั่นแหละ) และก็ดันมีผู้หญิงคนนึงเกิดท้องขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์ และพระเอกของเรื่องเราก็จำเป็นจะต้องพาเธอไปยังที่ปลอดภัยเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทำการช่วยเหลือและสืบทอดมนุษยชาติต่อไป

คิดว่าโลกยุค Dystopia จะเกิดขึ้นในชีวิตเรามั้ย?

Preload

Author

Thumb lg a1efe3d5 aac6 4169 b184 98a4e34df5ff

QUAY

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!