cutterlily อัพเดทเมื่อ 11:30 14/06/2559
Thumb lg page

10 อันดับหูฟัง In-Ear หลากสไตส์ ในราคาไม่เกิน 5000 บาท!

11602 Pepper

เราขอแนะนำหูฟัง In-Ear ราคาไม่เกิน 5000 เราได้รวม 10 อันดับของ In-Ear ในหลากหลายสไตส์ หลายยี่ห้อ และหลายรุ่นมาให้คุณผู้อ่านได้เลือกชมประกอบการตัดสินใจซื้อ

หูฟัง In-Ear Fender Shure SOL Republic Sennheiser marshall Tfz Skullcandy MeElectronic Kz asaki In-Ear หลากสไตส์

สวัสดีค่ะ วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำ 10 อันดับหูฟัง In-Ear ที่คิดว่าน่าจะ สวย เท่ ประสิทธิภาพดี ถูกใจคุณๆท่านๆพี่น้องพ้องเพื่อนค่ะ หลายท่านคงจะลำบากกับการตัดสินใจเลือกและวุ่นวายกับการหาข้อมูลที่เยอะแยะมโหฬารใช่ไหมค่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงได้รวบรวมหูฟัง In-Ear หลากหลายยี่ห้อมาให้ทุกท่านได้เลือกชมกันค่ะ โดยเรียงตามลำดับราคาสูงที่สุดนั้นคือเกือบ 5,000 บาท จนถึงราคาที่ถูกที่สุดเกือบ 200 บาท ถ้าพร้อมแล้วตามมาเลยค้า

10. Fender DXA1 - 4,490 บาท

สำหรับหูฟังอันดับแรกของเรา ขอแนะนำ Fender DXA1 เป็นหูฟัง In-Ear จากแบรนด์ผู้ผลิตกีต้าร์ระดับตำนานสัญชาติอเมริกาที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Fender โดย Dxa1 เป็นหูฟัง In-Ear Monitor ของ Fender รุ่นแรกที่ได้ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน NAMM 2016 ซึ่งเป็นงานที่เต็มไปด้วยสินค้าใหม่ๆสำหรับคนรักดนตรีและเสียงเพลง Fender DXA1 ซึ่งออกแบบมาให้สามารถใส่แบบคล้องด้านหลังใบหู ให้โทนเสียงที่ค่อนข้างสมดุลในทุกย่านแบบพอดี ทั้งเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงสูง ทุกย่านทำได้ดีโดยไม่รบกวนย่านอื่น สามารถใช้งานได้ทั้งการทำเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี ตัดต่อเพลง หรือใช้ฟังเพลงทั่วไปก็ได้ ราคาลดแล้วอยู่ที่ 4,490 บาท จากราคาเต็ม 4,990 บาทในเว็บขายหูฟัง มาพร้อมกับ กระเป๋าพกพาระดับ deluxe ‘SureSeal™’, ยางหูฟังและอุปกรณ์ทำความสะอาด ถึงแม้ราคาจะเกือบๆ 5000 แต่ถ้ามันเหมาะกับไลฟ์สไตส์ของคุณมันก็คุ้มไม่ใช่หรือคะ

9. Shure SE215

มาต่อกับอีกอันดับหูฟัง In-Ear สำหรับคนฟังเพลง จากแบรนด์สัญชาติอเมริกันอีกแบรนด์หนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเราและต่างประเทศมาช้านานมีนามว่า Shure โดย Series ที่ได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือ SE ซึ่งเป็นหูฟังประเภท In-Ear Monitor ที่ศิลปินนักร้องนักดนตรีมักนิยมใช้กัน เกริ่นมาพอสมควรแล้วเราขอพูดถึง Shure SE215 ตัวนี้กันเลยดีกว่า หูฟังตัวนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถใส่แบบคล้องด้านหลังซึ่งทำได้ง่ายและรวดเร็วเพียงแค่ดัดตัว Ear Guide ให้แนบกับหลังใบหูซึ่งทำให้เกิดความกระชับและสบายตรงส่วนใบหู นอกจากนี้ตัวสายนั้นสามารถถอดเปลี่ยนได้ ให้เสียงสูงไม่พร่า ปลายเสียงไม่สุดแต่พุ่งและเป็นประกายดี เสียงกลางเป็นธรรมชาติและฟังสบาย ส่วนเสียงเบสมีความชัดเจน ให้รายละเอียดที่ลงไปถึง Deep Bass และมีความเที่ยงตรง ด้านเวทีเสียงและมิติจะอยู่ในระดับปานกลาง ไม่กว้างและไม่แคบ แต่มีอิมเมจโฟกัสที่แม่นยำและชัดเจนมาก สามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ 90% หูฟัง Shure SE215 มีให้เลือกสองสีระหว่างสีใสและสีดำในราคา 3,990 บาท นอกจากนี้ยังมีสีฟ้าที่เป็นรุ่น limited edition ซึ่งมีราคาแพงกว่าเท่าตัว มาพร้อมกับกระเป๋าเก็บหูฟังแบบพกพา และยางหูฟังขนาดต่างๆในกล่อง

8. SOL Republic Shadow Wireless

หูฟัง In-Ear ดีไซด์หรูรุ่นนี้เป็นสินค้าของ SOL Republic แบรนด์สัญชาติอเมริกันที่ทุกคนรู้จักกันดี SOL Republic Shadow Wireless เป็นหูฟังบลูทูธแบบ In-Ear มีความทดทานต่อละอองน้ำและเหงื่อพร้อมทั้งไม่รู้สึกรำคาญเมื่อใส่หูฟังในขณะที่ออกกำลังกายเนื่องจากออกแบบมาให้สายสามารถคล้องคอได้และยังมีความยืดหยุ่นสูงเนื่องจากวัสดุที่ใช้ผลิตเป็นซิลิโคนทั้งหมดและเพราะว่าใช้วัสดุที่เป็นซิลิโคนนี้เองในการผลิตหูฟังรุ่นนี้จึงมีน้ำหนักเบาเพียง 34 กรัมเท่านั้นเอง นอกจากนี้ความพิเศษของหูฟังบูลทูธรุ่นนี้คือสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกพร้อมกันได้ถึงสองเครื่อง สมมุติว่าเราฟังเพลงใน ipad และต้องการย้ายมาฟังเพลงใน iphone ก็สามารถฟังได้เลยโดยไม่ต้องต่อสัญญาณใหม่ และยังมีฟังชั่นอื่นๆอีก ได้แก่ มีรีโมท 3 ปุ่ม มีไมโคนโฟนในตัว และสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ถึง 8 ชั่งโมง ในเรื่องของเสียงหูฟังรุ่นนี้ให้เสียงที่ดังมาก และให้เสียงเบสที่นุ่มลึกและความคมชัดอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าเป็นหูฟังที่ดีเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัวในขณะที่สวมใส่หูฟังซึ่งราคาของหูฟังรุ่นนี้อยู่ที่ 3,790 บาท มีสองสีคือ สี Rich grey และสี Steel Black มาพร้อมกับสายชาร์ตและยางหูฟังให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 ขนาด

7. Sennheiser CX 686G Sport

คราวนี้มาดูหูฟัง In-Ear ของแบรนด์ฝั่งเยอรมันกันบ้าง นั่นก็คือ Sennheiser ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ถือว่ามีมายาวนานกว่า 70 ปีแล้ว Sennheiser CX 686G Sport ถูกออกแบบมาให้เหมาะแก่การใส่ฟังเพลงในขณะออกกำลังกายเช่นเดียวกัน มีความปลอดภัยและสะดวกสบาย อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนความพอดีในการใส่ได้กับทุกคนด้วยการใช้ระบบ Slide-to-Fit แถมยังถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อความชื้นและต้านเชื้อแบคทีเรียเพื่อให้เหมาะแก่การใส่ฟังเพลงยามออกกำลังกายเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมี inline remote ให้คุณได้ควบคุมการฟังเพลงในขณะออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น Sennheiser CX 686G Sport นอกจากจะใช้ได้กับ iphone แล้วยังสามารถใช้ได้กับมือถือระบบ Android, Windows Mobile และ Blackberry devices อีกด้วย ให้เสียงสูงที่คมชัด เสียงกลางที่เข้มข้น และเสียงเบสที่สงบจึงทำให้เสียงฟังดูมีน้ำหนักเบา เมื่อฟังเพลง Tear in My Heart ของ Twenty One Pilots ที่ให้เสียงลึกพอสมควรด้วยเสียงสั่นที่ต่ำและให้ความบริสุทธิ์สูง แต่เมื่อฟังเพลง Love Lockdown ของ Kanye West กลับให้ความรู้สึกโชติช่วงด้วยเสียงเบสที่กรรโชกทำให้เสียงเพลงมีความทรงพลัง ซึ่งสองเพลงนี้เป็นเพลงมีสไตส์ของเสียงดนตรีที่แตกต่างกัน แสดงถึงหูฟัง Sennheiser CX 686G Sport นี้สามารถใช้ฟังเพลงได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเพลงเสียงใสๆ เบาๆอย่าง Tear in My Heart หรือ เพลงเสียงหนักๆทรงพลังอย่าง Love Lockdown ซึ่ง หูฟัง Sennheiser CX 686G Sport พร้อมฟังชั่นการใช้งานที่น่าสนใจนี้สนนราคาอยู่ที่ 3,290 บาท มาพร้อมกับ กระเป๋าเก็บหูฟัง, ที่หนีบสายหูฟัง และ ยางหูฟังสามขนาด S, M, L อีกทั้งยังสามารถป้องกันเสียงรบกวนได้ดี

6. Marshall Mode

In-Ear ตัวนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของค่าย marshall บริษัทสัญชาติอังกฤษที่โด่งดังมาจากการผลิตแอมป์กีตาร์คุณภาพดี และช่วงหลังก็เริ่มผลิตหูฟังจำหน่าย อันที่จริง marshall ได้แบ่งย่อยรุ่น mode ออกเป็นสองรุ่นย่อยคือ marshall mode และ marshall mode eq ซึ่งลักษณะภายออกไม่แตกต่างกันมากนัก marshall mode eq จะเปลี่ยนสีตรงเส้นวงกลม ตัวอักษรรูป M และชื่อยี่ห้อ จากสีขาวเป็นสีทอง และมีราคาแพงกว่าหน่อย ซึ่งในวันนี้เราจะขอรีวิวแค่ตัว marshall mode หูฟัง In-Ear รุ่นออกแบบโดยใช้วัสดุเป็นพลาสติกคุณภาพดีดูทนทาน รูปทรงที่ออกแบบมาเหมาะแก่การล็อคหูไม่ให้หูฟังหลุดออกโดนง่าย และที่เป็นจุดเด่นคือ marshall ออกแบบให้ไมค์และปุ่มกดรับหรือวางสายอยู่แยกกันซึ่งช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับคนชอบคุยโทรศัพท์เป็นอย่างยิ่ง แต่ตรงตัวปุ่มจะไม่มีปุ่มสำหรับเพิ่มและลดเสียงเพลงจะทำได้แค่กดเปิดปิดเพลงหรือกดรับวางสายเท่านั้น หูฟังรุ่นนี้ยังมีจุดที่แตกต่างไปจากหูฟัง In-Ear ส่วนใหญ่ก็คือ สายหูฟังที่ออกแบบให้กลมง่ายต่อการพันกันซึ่งน่าจะเป็นข้อเสียอีกข้อหนึ่งของหูฟังรุ่นนี้แต่ถ้าตัดประเด็นนี้ออกไปมาโฟกัสเรื่องเสียงก็นับว่าใช้ได้เพราะ marshall mode ตัวนี้ให้เสียงเบสที่มีอิมแพคดี สัมผัสได้ถึงแรงปะทะ เสียงกลางพุ่งนิด ๆ ปลายแหลมค่อนข้างทำได้ดีมีรายละเอียด แต่ก็ไม่ใช่แหลมที่พลิ้วไหว เวทีเสียงกว้างขึ้นพอสมควรเมื่อใช้แอมป์ เหมาะสำหรับการฟังเพลงแนวร็อค เมทัล ไปจนถึง hip-hop ที่ไม่เน้นรายละเอียดของชิ้นดนตรีมาก สนนราคาอยู่ที่ 2,290 บาท มาพร้อมกับยางหูฟังสี่ขนาดซึ่งพิเศษตรงที่ยางหูฟังทุกคู่มีตัวอักษรบอกไซด์ S M L XL กำกับไว้ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเทียบไซด์แต่ละข้างสามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้เลย เป็นอะไรที่ง่ายมากเลยค่ะ

5. Skullcandy (In-Ear) 50/50 w/Mic 3

มาถึงครึ่งอันดับหลังซึ่งราคาเริ่มจะสบายกระเป๋าพี่ๆเพื่อนๆน้องๆมากขึ้นแล้วใช่ไหมค่ะ แต่สำหรับผู้เขียนยังคิดว่าหนักกระเป๋าอยู่ดีค่ะพอดีช่วงนี้ไส้แห้งไปหน่อย ใครอยากสงเคราะห์ป้าก็ติดต่อมาได้นะคะ 555 พอก่อนที่จะออกทะเลไปมากกว่านี้ดีกว่านะคะ มาต่อกันที่แบรนด์ Skullcandy จากอเมริกาที่สัญลักษณ์แบรนด์เป็นที่เตะตามากนั่นก็คือรูปหัวกะโหลกเห็นปุบรู้ปั๊บว่าเป็นหูฟังของแบรนด์นี้อย่างแน่นอน หูฟังรุ่นนี้ออกมาหลายสีด้วยกันแต่ที่นำมาแนะนำคือสีขาวสลับดำ ตัวสายมีลักษณะแบนตามรูปแบบ In-Ear ทั่วไป มีปุ่ม control talk สามารถเพิ่ม/ลดเสียง รองรับการรับสาย/วางสาย เล่นเพลง/ หยุดเพลง และเล่นเพลงถัดไป/ย้อนกลับไปเล่นเพลงก่อนหน้า และรองรับการทำงานได้ครบทุกคุณสมบัติบน iPhone/iPad/iPod ตัวหูฟังด้านนอกใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียม ส่วนด้านในจะเป็นพลาสติกเกรดดีเยี่ยม เพื่อให้ได้เสียงและดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน มีเสียงเบสที่ลึก เสียงกลางอิ่ม และเสียงสูงใสพอประมาณ สามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี สนนราคาที่ 1,790 มาพร้อมกับกล่องเหล็กสำหรับพกพา และยางหูฟัง 3 ขนาด

4. Tfz Series1 Inear 2Drivers

อันดับนี้จะขอแนะนำหูฟังจากแบรนด์น้องใหม่ TFZ ซึ่งเปิดตัวหูฟังรุ่นแรก Series 1และได้รับการตอบรับอย่างดีแม้จะบอกว่าเป็นบริษัทน้องใหม่แต่ฝีมือนั้นไม่ใหม่ เพราะเขาเป็นผู้ผลิตที่ทำ OEM ให้หูฟังยี่ห้อดังหลายแบรนด์ในตลาด จุดเด่นของหูฟังรุ่นนี้คือ “คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเงินที่คุณจ่าย 2 เท่า” เพราะใช้ไดรเวอร์แม่เหล็กแบบ N50 magnet ขนาด 5micron แบบ Titanium crystal diaphram แบบใหม่ล่าสุด ซึ่งให้คุณภาพเสียงชัดเจน สามารถ Monitor เสียงต่างๆได้เป็นอย่างดี ใช้ Loudspeaker unit ซึ่งภายในบรรจุขดลวดเสียงแบบ 2 ชั้น ทำให้ได้เสียงร้องที่กังวาลกว่าเดิมถึง 2 เท่า ตอบสนองเสียงย่านสูงได้ดีกว่า โดยไม่แทรกเสียงย่านต่ำ ทำให้รายละเอียดเสียงนั้นสดใส และมีเสียงเบสที่หนักแน่น คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนขนาดนี้แต่มีราคาเพียง 1,490 บาท พร้อมของแถมมาในกล่องได้แก่ กระเป๋าใส่หูฟัง 1ใบ จุกหูฟังยาง 6 คู่ จุกโฟมอย่างดีเนือนุ่ม 1คู่ ที่คล้องหู 1 คู่ และแถบลอกลายสำหรับบอดี้ 1 ชุด มีหลายสีให้เลือกมากมายแต่ละสีสวยดูดีมีสไตส์มากๆค่ะ

3. MeElectronic M6

กลับมาที่หูฟังสำหรับคนชอบฟังเพลงไปด้วยขณะออกกำลังกายหรือผู้ที่ชอบความคล่องตัวกันบ้างดีกว่าค่ะ หูฟังรุ่น MeElectronic M6 จากแบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้มาพร้อมสายแบบ Memory wire ช่วยให้สามารถใช้หูฟังแบบคล้องหูด้านหลังได้ทำให้เกิดการล็อคหูฟังกับหูได้ดีเหมาะแก่การใส่ออกกำลังกายแต่จะไม่ต้านทานต่อความชื้นและเหงื่อ ข้อเสียของหูฟังรุ่นนี้ผู้เขียนคิดว่าคือการไม่มี ปุ่ม control talk และไมโครโฟน แต่ถ้าเราตัดสองประเด็นนี้ออกไปก็คุ้มมากกับราคา 990 บาท ที่ให้เสียงย่านปานกลาง และ สูงที่สดใส ในขณะที่ขับพลังเสียงเบสได้อย่างดุดัน นอกจากนี้ยังสามารถใส่เล่นกีฬาได้หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น Running, jogging หรือ weight lifting นอกจากนี้ในกล่องยังแถมกระเป๋าใส่หูฟังสามารถพกพาได้ ยางหูฟังที่ให้มาถึง 6 ขนาด และคลิปหนีบสายหูฟัง ทั้งยังมีสีของหูฟังให้เลือกถึง 7 สีด้วยกัน

2. Kz Ate

เป็นหูฟัง In-Ear อีกตัวที่สามารถใส่ฟังเพลงขณะออกกำลังกายได้ด้วยราคาที่ถูกลงมาหน่อย หูฟังตัวนี้ออกแบบมาให้สามารถใส่คล้องหูด้านหลังได้ทำให้เกิดความรู้สึกกระชับเวลาสวมใส่แต่จะไม่ต้านทานต่อความชื้นและเหงื่อ มีไมค์ในตัว เสียงแนวโปร่ง เบสปานกลางกำลังดี เหมาะใช้ฟังเพลงแบบสบายๆ ที่เน้นรายละเอียดเครื่องดนตรีต่างๆ ด้วยราคาค่อนข้างสบายกระเป๋าเพียง 650 บาท มาพร้อมกับกล่องใส่หูฟังพกพาได้ และยางหูฟัง 3 ขนาด

1. asaki - A-K620MP

มาถึงอันดับสุดท้ายของหูฟังที่เราจะรีวิวกันในวันนี้จากแบรนด์ asaki ที่เรามักเห็นวางจำหน่ายตาม 7-11 ซึ่งแน่นอนราคาชั่งสบายกระเป๋าเสียนี้กระไร แถมยังมีฟังชั่นมากมายตั้งแต่ control remote และ ไมโครโฟน รองรับการใช้งานสมอลทอล์คได้กับ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน (เฉพาะระบบปฏิบัติการ iOS) แท็บเล็ต หรือใช้ฟังเพลงได้จาก คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค รวมไปถึงเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลทั่วไป มีเทคโนโลยีสายแบนช่วยลดปัญหาสายพันกัน เสียงสเตอริโอ 2 แชนแนล ให้เสียงที่จัดจ้าน กลางเด่น แหลมเปิดปลาย เวทีเสียงกว้าง อิ่มและมีความสมจริงมาก เบสแน่นมาเต็ม ไม่บวมและเบลอ สนนราคาแค่ 199 บาท มาพร้อมกับของแถมในกล่องอาทิ จุกยางซิลิโคน 2 ขนาด (เล็ก, ใหญ่) คลิปหนีบสายหูฟัง และที่พันเก็บสายหูฟัง นอกจากนี้ยังมีสีให้เลือกกว่า 3 สีได้แก่ สีฟ้า สีชมพูม่วง และสีดำแดง ว่าแล้วก็ขอไป 7-11 ก่อนนะคะอยากได้ In-Ear สักตัวอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวของจะหมด ถูกและดีแบบนี้ อิอิ

ก็ผ่านกันไปแล้วกับ 10 อันดับหูฟัง In-Ear หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะถูกใจหนึ่งในสิบอันดับนี้บ้างนะคะ ขอให้ได้เจอกับ In-Ear ที่ใช่และเหมาะสมกับท่านผู้อ่านเร็วๆนะคะ ขอบคุณสำหรับการติดตามนี้ค่ะ^^

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 8189a741 e3d7 4aea aafb 975a7026d75e

cutterlily

สวัสดีค่ะ ขอความกรุณาแนะนำนักเขียนมือใหม่ด้วยนะคะ^^