Aya Phong 2560/05/17 14:12
Thumb lg 15573

7 ขั้นตอนการ "ดึงสติ" ให้กลับมาจดจ่อกับงานอีกครั้ง

243 Pepper

หากคุณกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตคนทำงานออฟฟิศ หรืออาชีพอิสระอื่นๆ แต่ไม่รู้จะเรียกพลังกลับคืนมาให้ตัวคุณเองได้อย่างไร เรามี 7 ขั้นตอนดีๆ ให้คุณทดลองนำไปใช้

ทำงาน หมดไฟ เติมไฟ แรงบันดาลใจ ดึงสติ

หลายคนอาจกำลังรู้สึกเบื่อกับชีวิตพนักงานประจำที่มีเวลาเข้าออกงานชัดเจน ที่คุณอาจมองว่าจำเจ ไร้ความท้าทาย หรือบางคนอาจมีอาชีพอิสระก็ตาม แต่ในบางครั้ง คุณกลับรู้สึกหมดไฟในการทำงานไปเสียดื้อๆ โดยไร้สาเหตุ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คุณเคยคิดย้อนถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
.
แต่หากคุณยังหาสาเหตุไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ เรามี 7 ขั้นตอนดีๆ ที่จะช่วยจุดประกายไฟในตัวคุณให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง พร้อมความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระหายอยากที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ขึ้นมาซะงั้น ไม่เชื่อลองนำไปใช้ดูนะคะ

1. อาหารคือพลังในการทำงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด

รถที่ไม่มีน้ำมันไม่สามารถวิ่งบนท้องถนนได้ฉันใด คนไม่มีอาหารก็ไม่สามารถมีเรี่ยวแรงทำงานได้ฉันนั้น ตราบใดที่ท้องยังหิว คงไม่มีใครมีสมาธิหรือจิตใจที่คิดจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้แน่นอน ในเมื่อร่างกายคุณต้องการพลังงานที่ได้จากการรับประทานอาหาร ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกหลักโภชนาการวันละ 3 มื้อ หรือ 2 มื้อเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นนักบวช) จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียไม่ได้
.
เพราะเมื่อท้องอิ่ม สมองก็พร้อมที่จะคิด จะทำอะไรดีๆ ขึ้นมาโดยทันที ดังคำโบราณที่ว่า "กองทัพต้องเดินด้วยท้อง"

2. พื้นที่ทำงานส่วนตัวต้อง "เนี้ยบ"

การมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี เริ่มต้นจากการจัดระเบียบโต๊ะทำงานให้สะอาดตา ขจัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ในการทำงานออกไปให้หมดจากพื้นที่ แล้วคุณจะพบว่า ความสะอาดคือบ่อเกิดแห่งความรู้สึกสบายตา เมื่อสบายตาแล้ว ก็จะสบายใจตามไปด้วย

.
เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งแวดล้อมย่อมมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ สิ่งแวดล้อมดีก็จะก่อให้เกิดความสบายกายสบายใจ แต่หากสิ่งแวดล้อมแย่ คงทำให้เรารู้สึกแย่ตามไปด้วย คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธและเถียงว่า "ฉันมีความสุขเหลือเกินภายใต้สิ่งแวดล้อมที่แสนจะสกปรกรกรุงรัง เต็มไปด้วยข้าวของหรือกองขยะเหลือใช้"

.
เมื่อสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย ย่อมเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ส่งผลให้ใจพร้อมสู้งานหนักได้เช่นเดียวกัน จริงมั้ย?

3. "นั่งสมาธิ" เป็นนิจ ชีวิตจะดีขึ้นจนคุณเองต้องประหลาดใจ

การใช้เวลาเพียง 2-5 นาที ในการนั่งสมาธิ โดยจดจ่อกับลมหายใจเข้า-ออก ในตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือก่อนเริ่มต้นทำงาน สำหรับบางคนอาจทำก่อนนอนก็ไม่ถือว่าผิดกติกาใดๆ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน หากคุณทดลองทำเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน สิ่งหนึ่งที่คุณสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนคือ คุณมีสมาธิหรือจิตใจที่จดจ่ออยู่กับการคิดหรือสร้างสรรค์งานมากขึ้น และดูเหมือนว่าสมองของคุณจะทำงานได้อย่างลื่นไหลเหมือนใส่สเก็ตอีกต่างหาก
.
นี่คือผลจากการนั่งสมาธินั่นเอง เพราะสมาธิทำให้จิตใจคุณสงบ เย็น และหนักแน่นมากยิ่งขึ้น ไม่อ่อนไหวไปตามสิ่งเร้าภายนอกได้อย่างง่ายดาย สมาธิดี งานก็ย่อมต้องดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน

4. ทำงานด้วยจังหวะหรือเวลาที่บ่งบอกความเป็นคุณ

คงไม่มีสิ่งใดดีกว่าไป "การรู้จักตนเอง" หรือตัวตน อุปนิสัยที่เราเป็นอยู่ เพราะหากคุณเข้าใจในความเป็นคุณ เข้าใจในสิ่งที่คุณเป็นแล้ว คุณย่อมเข้าใจอะไรต่างๆ ภายนอกตัวคุณได้โดยไม่ยากนักเช่นเดียวกัน

.
การทำงานก็เช่นกัน แต่ละคนอาจมีลักษณะนิสัยในการทำงานแตกต่างกัน หรือช่วงเวลาที่คุณมีความพร้อมที่จะจดจ่อกับงานไม่เหมือนกัน บางคนตื่นมาตอนเช้าด้วยสมองที่ปลอดโปร่ง จึงเกิดความรู้สึกอยากคิดอยากทำโน่น นี่ นั่น ต่างๆ มากมาย ในขณะที่อีกคน อาจรู้สึกว่าการมีไอเดียบรรเจิดที่จะสร้างสรรค์งานดีๆ ขึ้นมาสักชิ้น จำเป็นต้องบิวท์บรรยากาศกันสักหน่อย รอให้พระอาทิตย์ตกดินเสียก่อน เพราะความมืดมักจะมาพร้อมความสว่างทางความคิดก็อาจเป็นได้

.
ลองถามใจตัวคุณเองดีๆ ว่าคุณต้องการแบบไหน เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ลุยกันเลยจะรอช้าทำไม โบนัสก้อนโต รอคุณอยู่รู้หรือไม่!?

5. ตัดขาดจากโลกภายนอกและใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้าง

คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่ว่า อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ทำให้คุณไม่มีสมาธิจดจ่อกับงานเท่าที่ควร เพราะมัวแต่กังวลว่าจะมีใครจะส่งข้อความเข้ามาหาคุณบ้างหรือไม่ หรือเพื่อนของคุณยังไม่โทรมาตามที่นัดหมายกันไว้ เป็นต้น ขอบอกว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของคุณให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หากคุณยังคงยอมที่จะตกเป็นทาสของมัน

.
ลองหาเวลาตัดขาดจากโลกภายนอกหรือบุคคลรอบข้าง ตัดขาดการสื่อสารหรือรับรู้ข่าวสารทุกชนิดบางขณะที่คุณต้องใช้สมาธิในการทำงาน หายใจลึกๆ และปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการเหล่านี้ คุณจะพบว่าคุณเองก็มีสมองที่ปราดเปรื่อง สามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ จนตัวคุณเองต้องร้อง "ว้าว!" ได้เลยทีเดียว

6. รับประทานเฉพาะเวลาหิวเท่านั้น!

บางคนอาจติดนิสัยชอบรับประทานของขบเคี้ยวในเวลางาน เรียกสั้นๆ ก็คือ "กินไป ทำงานไป" นั่นเอง โดยที่ส่วนใหญ่แล้ว คุณอาจจะยังไม่รู้สึกหิว หรือยังไม่ถึงเวลามื้ออาหารหลักเสียด้วยซ้ำไป

.
เราขอแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมแบบนี้หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะนอกจากจะทำให้คุณเสียภาพลักษณ์ในสายตาเจ้านายและเพื่อนร่วมงานแล้ว อาจมีผลเสียทั้งต่อร่างกาย คือท้องอืด อาหารไม่ย่อย และทางจิตใจ คือ เสียสมาธิในการทำงาน เพราะมัวไปจดจ่อกับอาหารที่กินแทนที่จะจดจ่อกับงานที่ทำนั่นเอง

7. หาเวลาไปสัมผัสธรรมชาติเพื่อสร้างพลังชีวิต

การอุดอู้ ซุกตัวอยู่แต่ภายในตึกหรืออาคารที่ทำงานที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน บางครั้งอาจทำให้สุขภาพของคุณแย่ลงโดยไม่รู้ตัว ไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไม บางคนยิ่งอายุงานมีมากขึ้น โรคภัยกลับเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อสุขภาพกายไม่ดี ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือความอยากทำงานก็จะลดน้อยลงตามไปด้วยนั่นเอง
.
การพาตัวเองออกไปสูดอากาศภายนอก รับวิตามิน D จากแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าหรือเย็น หรือหาเวลาไปนั่งดูท้องฟ้าสีคราม ให้ร่างกายและจิตใจได้รู้สึกผ่อนคลายบ้าง จะทำให้คุณมีพลังชีวิตในการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมาจากธรรมชาติ การอยู่กับธรรมชาติและใช้ธรรมชาติในการบำบัดความเครียด หรือเหนื่อยล้าทางจิตใจ จึงเป็นสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้เลยในการดำรงชีวิต
.
แปลเพื่ออ้างอิงเนื้อหาจากบทความ "7 Steps to Mindful Work" จาก rawayurveda.com/11966/seven-steps-to-mindful-work

คิดว่าขั้นตอนไหนจำเป็นสุด?

Preload

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg c8d77243 f65e 41e5 9702 cfbdc2eeda3d

Aya Phong