TBQwerty 2560/05/29 08:54
Thumb lg 15913

ตำนานสปอร์ตอเมริกัน! 10 รถยนต์ "Dodge" รุ่นเด่นจากค่ายดังที่ทุกคนฝันอยากเป็นเจ้าของ

1277 Pepper

สำหรับคนที่รักรถและรักความเร็วแล้วละก็ จะต้องมีรถในดวงใจที่ทุกคนใฝ่ฝันว่าอยากจะมีไว้ในครอบครองสักคันหนึ่งหรือแค่เพียงได้จับต้องให้ได้กระชุ่มกระชวยก็ฟินมากแล้...

รถยนต์ รถดอดจ์ Dodge car

สำหรับคนที่รักรถและรักความเร็วแล้วละก็ จะต้องมีรถในดวงใจที่ทุกคนใฝ่ฝันว่าอยากจะมีไว้ในครอบครองสักคันหนึ่งหรือแค่เพียงได้จับต้องให้ได้กระชุ่มกระชวยก็ฟินมากแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนคงจะนึกถึงรถยนต์ซูปเปอร์คาร์ที่ราคาแสนจะแพง แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะเจ้ารถซูปเปอร์คาร์ประเภทเดียวเท่านั้นที่มีราคาแพง กลุ่มรถยนต์ประเภท Muscle Car รุ่นเก่าๆ ที่นักสะสมทั้งหลายชอบสะสมกันก็แพงไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น Pontiac, Buick, Ford Mustang, Chevrolet หรือรุ่นอื่นๆ อีกหลายรุ่น

แต่สำหรับวันนี่เราได้รวบรวมรถยนต์ ''America Muscle Car'' ที่โด่งดังไม่แพงคันอื่นที่ได้บอกไปเลยไล่มาตั้งแต่ยุคที่ Muscle Car เริ่มเฟื่องฟูจวบจนถึงปัจจุบัน นั้นก็คือ เจ้า Dodge ซึ่งบอกได้เลยว่าเจ้ารถของค่ายนีดีกรีระดับตำนานนะครับ บรรดานักสะสมทั้งหลายต่างก็หมายปองที่อยากจะได้มาครอบครอบ แต่บอกเลยว่ามีน้อยซะเหลือเกิน

แต่เดิมนั้นทางค่าย Dodge เป็นผู้ค้าชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ของรัฐดีทรอยต์ และพวกเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงแค่ขายอะไหล่ยนต์ให้กับบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น พวกเขาได้เริ่มทดลองสร้างรถยนต์ขึ้นมาให้เป็นแบรนด์ของตนเองในปี 1913 แต่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Dodge มากที่สุดมาจนถึงปัจจุบันนั้นเริ่มขึ้นเมื่อ Dodge ได้หันมาเปิดตลาดรถยนต์คันใหญ่สไตล์อเมริกันที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 ขนาดใหญ่หรือ Muscle car ในช่วงปลายปี 1960 เจ้ารถจากค่าย Dodge รุ่นที่ผลิตขึ้นครั้งแรกและได้รับความสนใจอย่างมากนั้น คือ Dodge Charger ซึ่งถูกผลิตในปี 1966 สิ้นสุดสายพานการผลิตในปี 1978 แต่ตัวที่ได้รับความนิยมจะอยู่ในช่วงปี 1968-1970 ซึ่งมีลักษณะเป็น B-Body เอกลักษณ์ในแต่ละปีจะแตกต่างกันออกไป แต่จะมีรถรุ่นไหนกันบ้างไปรับชมกันได้เลยครับ

1. Dodge Coronet A990 Clone 1965

Dodge Coronet ถือว่าเป็นรถรุ่นแรกๆ ก่อนที่ Dodge จะเป็นที่นิยมในท้องตลอดรถยนต์สมัยนั้น ในปี 1950 Dodge เริ่มออกวางตลาดรถในรูปแบบรถยนต์ขนาดใหญ่ (ปี 1949-1959) แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนักจากคนส่วนใหญ่ จนในปี1960 Dodge ได้เริ่มทำการผลิตรถยนต์ประเภท Muscle Car จนเป็นที่นิยมอย่างมากจึงได้หันกลับมาพัฒนาและทำการผลิตเจ้ารุ่น Coronet อีกครั้ง (ปี 1965-1976) ซึ่งรถตระกลู Coronet นี่ ถูกต่อยอดไปเรื่อยๆ จนมีถึง 7 Generation ด้วยกัน

2. Dodge Super Bee: 1968-1971

รถ Super Bee เป็นรถยนต์ Muscle Car รุ่น limited edition ที่ผลิตในช่วง ปี 1986-1970 ซึ่งถือเป็นรถตระกลูเดียวกับ Dodge Coronet ในช่วงที่ทาง Dodge ได้ประสบความสำเร็จจากรถยนต์ในรุ่น Plymouth Road Runner ทางด้านฝ่าย designer ของ Dodge ก็ได้รับมอบหมายให้สร้าง Logo รถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จนทำให้ Super Bee ถือกำเนิดขึ้น

ส่วนเครื่องยนต์ของเจ้าตัวนี่จะมีทั้ง 383 Magnum [6.3 ลิตร บล็อคใหญ่, 335 แรงม้า], 426 Hemi [7 ลิตร, 425 แรงม้า] และ 440 [7.2 ลิตร Hemi, 390 แรงม้า] cubic V8s มาพร้อมกับระบบเกียร์ธรรมดา 4 สปีด

จนถึงปี 1971 จึงถูกย้ายให้ไปอยู่กับทางรุ่น Charger และเหลือเพียงเครื่องยนต์ 340 4-bbl บล็อคเล็ก [5.6 ลิตร V8, 275 แรงม้า] เท่านั้น และหลังจากนั้นอีก 40 ปีต่อมา เจ้า Super Bee กลับมาอีกครั้งในรุ่น limited edition “Detonator Yellow” STR8 ที่มีเครื่องยนต์ Hemi 425 แรงม้า 6.1 ลิตร สีเหลืองมีอยู่ 1,000 คัน (ปี2007) สี B5Bule 1,000 คัน (ปี2008) และ สีส้ม 425 คัน (ปี2009) ที่ได้มีการผลิตออกมา

3. Dodge Charger Daytona 1969 (Fast & Furious 6)

Charger Daytona ถูกนำออกสู่ตลาดในปี 1969 ด้วยรูปลักษณ์ที่สร้างความฮือฮาในหมู่คนเล่นรถ Muscle Car กับหน้าตาที่ไม่เหมือนใคร ด้วยกระจังหน้าแบบโค้งมน (NOSE PIECE) โดยต่อเติมจากกระจังหน้าเดิมของ ชาร์เจอร์ รุ่นปี 1968 และบนฝากระโปรงท้ายมีหางเป็นรูปปีกสูง 23 นิ้ว สร้างประวัติศาสตร์โดยทำความเร็วสูงสุดต่อรอบ ที่ 200 ไมล์/ชม. และได้รับชัยชนะในการแข่งขันรายการ NASCAR ช่วงปี 1969-1970 เป็นจำนวนถึง 22 ครั้ง จนทำให้ผู้จัดการแข่งขัน ต้องเปลี่ยนแปลงกฎกติกาใหม่ ไม่ให้รถแข่งที่ติดตั้งปีก หรือหาง (AERO CARS) ลงแข่ง เลยเป็นเหตุให้รถรุ่นนี้ กลายเป็นรถที่มีค่า และมีแค่ 70 คันทั่วโลกเท่านั้น ราคาซื้อขายกันตอนนี้ ราคาเกิน 300,000 เหรียญสหรัฐ ฯ (10ล.กว่าบาท ไม่รวมภาษี) และในปี 2013ที่ผ่านมา จะเห็นรถรุ่นนี้ในหนังเรื่อง FAST&FURIOUS 6 เลยทำให้ Dodge charger daytona เป็นรถที่มีค่าและเป็นรถที่อยู่ในหัวใจของคนเล่นรถ Muscle Car

ในส่วนของเครื่องยนต์มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ 426 Hemi 426 cu in (ประมาณ 7242 cc.) 7.0 ลิตร V8 และ 440 Magnum 440 cu in (ประมาณ 7480 cc.) 7.2 ลิตร V8 ระบบส่งกำลังมีทั้ง เกียร์ธรรมดา 4 สปีด และ automatic Torqueflite 727 แบบ 3 สปีด

4. Dodge Charger R/T 1969 (General Lee - Dukes Of Hazzard 2005)

เจ้า Charger R/T ปี 1969 ที่ถือว่า มีหน้าตาหล่อที่สุดในบรรดา B- Body ของ Dodge มีการเปลี่ยนรูปแบบไฟท้ายเป็นแบบแถวยาว และเปลี่ยนกระจังหน้าให้ดูเท่ขึ้น และยังเป็นตัวเดียวกับที่นำมาใช้โดดเนิน พลิกคว่ำ ในหนังเรื่อง Duke Of Hazzard เป็น TV Series ในช่วงปี 1979-1983 ซึ่งส่ง ผลให้รถ Charger เป็นรถขวัญใจอันดับหนึ่งของคนอเมริกัน ถึงกับมีการจัด Duke of Hazzard Festival ขึ้นเป็นประจำทุกปี ถือ เป็นพิมพ์นิยมของบรรดานักสะสมครับ และในปี2005 เจ้า General (Charger r/t 1969) ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ใหม่ ให้ทุกคนได้หายคิดถึงกัน

เครื่องยนต์ของ Charger 1969 R/T นี่เป็นตัว Hemi dual 4-barrel RB V8 425 แรงม้า ที่ 5000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด

5. Dodge Charger RT ปี 1970 (Fast and Furious)

สำหรับ Dodge Charger R/T ในปี 1970 นั้น ถือว่าเป็นรุ่นสุดท้ายของ Charger ใน generation ที่ 2 มีกันชนหน้าโครเมี่ยมขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้แบ่งกระจังหน้าตรงกลางเหมือนรุ่นก่อนแล้ว ไฟท้ายยังใช้แบบที่คล้ายกับ ปี1969 ซึ่งในรุ่นนี่หลายคนคงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เพราะเจ้า Charger 1670 ตัวนี่เป็นรถคู่ใจของ Dominic 'Dom' Toretto จากเรื่อง The Fast and the Furious ที่เปิดตัวมาในภาคแรก กับการแต่งรถแบบอนุรักษ์นิยม มีเพียงซูเปอร์ชาร์จโผ่ลขึ้นมาขู่ ไม่ให้ใครมาแหยม จะมีก็ Toyota Supra กับเครื่อง 2J แต่งเต็มของ Brian O'Conner เท่านั้น ที่พยายามเทียบรัศมีในตอนท้ายเรื่องก่อนจบ กับในภาค 5 ที่มีการคุยกันว่า Charger ปี 70 คันนี้ จัดหนักมาจนมีม้ามากถึง 900 ตัว (แต่จริงๆแล้วในภาพยนต์คันที่ใช้ถ่ายจริงนั้น เป็น Chevy บล็อกเล็ก ที่มีแค่ 400 แรงม้าเท่านั้นครับ ส่วนคันที่ใช้ถ่ายเป็นหน้าเป็นตานั้น เป็นบล็อก 528 Hemi แบบวี 8 ขนาดความจุ 8.6 ลิตร 610 แรงม้า ซึ่งเป็นบล็อกใหญ่ที่สุดสำหรับเครื่องธรรมดาที่จะซื้อหาได้จากโรงงาน (สั่งพิเศษที่ Mopar) โดยซูเปอร์ชาร์จ Blowintake ของ BDS ที่โผล่ขึ้นมาเหนือฝากระโปรงนั้น ทำไว้ขู่เฉยๆ)

6. Dodge Spirit 1989-1995

มาถึงรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในรถยนต์ของ Dodge ในยุค 1990 ขนานใหญ่ คือตัว Dodge Spirit ที่ออกแบบมาให้เป็นรถ sedan ขนาดกลาง 5-6 ที่นั่ง จนได้รับคำชมว่าเป็นรถที่ออกแบบมาได้ดีเหมาะที่จะใช้งานในครอบครัวและยังมีที่เก็บของขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับ Tempo ของทางค่าย Ford และเมื่อ Spirit ได้ทำการแก้ไขเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตรเรียบร้อยแล้วได้ใส่เครื่องยนต์ V6 เกียร์ธรรมดา 3 สปีด ซึ่งถือได้ว่าวงการรถยนต์ของ Dodge พัฒนารถมาจนทำให้มีรูปร่างใกล้เคียงกับรถในปัจจุบันมากอีกด้วย

7. Dodge Charger LD 2011 (John Wick 2014)

Charger 2011 เป็นรถ R/T รุ่นใหม่ ใน Generation ที่ 2 ของตระกูล ที่ยังคงความยาวของตัวถังกระโปรงหน้ารถเอาไว้เหมือนเมื่อยุค 1960 Charger เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังสี่ประตู ตัวถังแบบซีดานซึ่งเป็นจุดเด่นของตัวนี่ และมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ 3.6 ลิตร Pentastar V6 แทนที่เครื่องยนต์ 2.7 ลิตร V6 และเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตรที่ให้กำลังสูง มันถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับตัว 2011 Challenger SRT8 392 เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดและ 8 สปีด

เจ้าตัว Dodge Charger 2011 ตัวนี่เราจะคุ้นเคยกันดีในภาพยนต์เรื่อง John Wick ที่พระเอกของเรา ขับรถ Dodge สีดำไล่ล่า Chevrolet Tahoe 2007 สีดำ จนคนทางฝั่งยุโรปแซวว่าเจ้ารถคันนี่นั้นไม่ใช่รถ แต่เป็นอาวุธอีกอย่างหนึ่งของ John มากกว่า

9. Dodge Challenger SRT HellCat 2015

Dodge Challenger SRT HellCat 2015 เป็นรถรุ่นพิเศษที่ไม่เน้นอะไรอื่นนอกจากสมรรถนะการขับขี่ที่มีความจัดจ้านมากกว่าที่มันเป็น โดย Dodge ได้ให้ หน่วยงาน SRT ทำการปรับแต่งรถคันนี้จนมีสมรรถนะที่แม้แต่รถสปอร์ตชั้นนำ ถ้าไม่เก๋าจริง ยังอาจจะต้องพ่ายแพ้ให้กับมัน

อย่างที่บอกไปแล้วว่า รถคันนี้เป็นการแนะนำในเรื่องของสมรรถนะในการขับขี่ และ Dodge ก็เน้นไปที่เครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะมากกว่า โดย Hellcat จะมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศ ซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ ให้กำลังกว่า 600 แรงม้า

แต่ถ้าใครไม่ชอบเครื่องยนต์แบบมีซุปเปอร์ชาร์จ Dodge ก็ยังมีรุ่น V8 Hemi เครื่องยนต์ที่เลื่องชื่อไว้ให้ได้สัมผัส โดยในครั้งนี้มีการปรับกำลังเพิ่มอีก 15 แรงม้า และมีแรงบิดมากขึ้นอีก 5 ปอนด์ ฟุต จนมีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 485 แรงม้า และทำแรงบิดกว่า 475 ปอนด์-ฟุต ขุมพลังสมรรถนะแรงทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมระบบเกียร์ธรรมดา 6 สีปีดใช้ในการรีดสมรรถนะ และ หากใครต้องการขับสบายยังมีรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Torque Flite ให้เลือกด้วย

9. Dodge Viper 2013-2017

Dodge Viper เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนตร์กลางลำหน้า ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง (RMR) 2 ประตู 2 ที่นั่ง เริ่มผลิตครั้งแรกใน ค.ศ. 1992 และปิดสายการผลิตลงในปี ค.ศ. 2010 เนื่องจากปัญหาทางการเงิน แต่ถึงอย่างก็ตาม ในปี 2013 ไวเปอร์ ก็ได้ออกสู่สายตาชาวโลกอีกครั้ง ในโฉมที่ 5 หลังจากเหินหายไป 3 ปีนับจากปีที่ยุติการผลิต

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Dodge Viper เป็นรถธง ของบริษัท Dodge มาโดยตลอด สร้างชื่อเสียงมหาศาลให้บริษัท ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์ วี10 (V10) ทำให้เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงมาก สามารถใช้เป็นรถแข่งได้ดี จนมีการนำ Dodge Viper ไปออกสื่อต่างๆมากมายทำให้ Dodge Viper เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการรถ โดยเฉพาะวงการรถสปอร์ต และวงการรถแข่ง

มาในครั้งนี่ Dodge Viper โฉมที่ 5 หรือบางครั้งเรียกว่า SRT Viper หรือ VX เปิดตัวครั้งแรกที่งานนิวยอร์ก ออโต้ โชว์ ปี 2012 นับเป็นโฉมที่ออกมาแตกต่างจากโฉมอื่นๆอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระโปรงหน้ารถด้านหน้าซึ่งออกแบบมาให้ยาวมาก และเน้นท้ายสั้นๆ ซึ่งนับเป็นโฉมใหม่ที่สุดหลังจากห่างเหินไปถึง 3 ปีนับจากปี 2010 สำหรับตัวรถ ได้รับการออกแบบโดย Scott Krugger ไว้ตั้งแต่ปี 2010 เครื่องยนต์ได้พัฒนาเป็นขนาด 8.4 ลิตร V10 ให้กำลังสูงถึง 640 แรงม้า (477 kW; 649 PS) และแรงบิดสูงสุดที่ 600 lb·ft (813 N·m) ทำให้ไวเปอร์สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 206 ไมล์/ชม. (331 กม./ชม.) ซึ่งเร็วกว่าโฉมก่อนหน้านี้ทั้งหมด

10. The Dodge Challenger SRT® Demon 2018

ดอดจ์เปิดตัว Challenger SRT Demon เป็นที่เรียบร้อยในนิวยอร์คฯ เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา โดยเครื่องยนต์ V8 HEMI 6.2 ลิตร Hellcat มีการเปลี่ยนชื่อรหัสเป็น “Demon” (HEMI® Demon V-8) ซึ่งตัวเลขพละกำลังที่ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการนั้น ยังผลให้ Challenger SRT Demon กลายเป็นรถเครื่องยนต์ V8 เดิมๆ จากโรงงานที่ทรงพลังที่สุดในโลกทันที

เครื่องยนต์ V8 Demon บล็อคนี้ผลิตกำลังได้ถึง 840 แรงม้า (HP) +133 HP เมื่อเทียบกับ V8 Hellcat ใน Challenger/Charger SRT แรงบิดสูงสุด 106.4 กก.-ม. ทำอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง 0-30 ไมล์/ชม. (48 กม.) ภายใน 1 วินาที, 0-60 ไมล์/ชม. (96 กม.) ภายใน 2.3 วินาที และวิ่งควอเตอร์ไมล์ได้ใน 9.65 วินาที (ใช้ความเร็วสูงสุดในขณะนั้น 225 กม./ชม.) ตัวรถสามารถสร้างแรงดึงได้ถึง 1.8 g ในขณะเร่งความเร็ว ซึ่งตัวเลขนี้นับว่าสูงที่สุดในบรรดาโปรดัคชั่นคาร์จากโรงงานที่ไม่ได้มีการโมดิฟายเพิ่มเติมจากจูนนิงช๊อป

จุดรับอากาศทั้ง 3 จุดนี้ช่วยให้เครื่อง V8 Demon มีปริมาณอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ที่วัดได้จากแอร์โฟลว มิเตอร์ มากกว่าเครื่อง Hellcat ราว 18% หรือคิดเป็นปริมาณรวมมากกว่า 32,500 ลิตร/นาที นอกจากนี้ ระบบจำกัดกำลังหรือโหมด Valet ยังคงมีให้ใช้งานแบบเดียวกับ Challenger/Charger SRT Hellcat นั่นคือกุญแจ 2 สี ดำ-แดง โดยในขณะใช้กุญแจสีดำ ระบบอิเลคทรอนิคจะจำกัดกำลังสูงสุดเอาไว้ที่ 500 แรงม้า ส่วนกุญแจสีแดงจะสามารถใช้พละกำลังได้ทั้งหมด 840 แรงม้า

ดอดจ์จะเริ่มผลิต Challenger SRT Demon ที่โรงงาน Brampton Assembly ในออนทาริโอ ประเทศแคนาดา ภายในปี 2017 นี้ เบื้องต้นในสหรัฐฯ จะจำกัดจำนวนการผลิตเอาไว้ที่ 3,000 คัน และในแคนาดา 300 คัน ราคาจำหน่ายยังไม่ระบุครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับรถจากทางฝั่งอเมริกา Dodge แต่ละคันที่นำมาเสนอนี่ไม่ธรรมดากันเลย แถมเรื่องราคานี่ไม่ต้องพูดถึง ขนาดขายซากพวกปี 1960 ยังหลักแสนปลายๆ เกือบล้าน และจากที่สังเกตจุดเริ่มต้นของ Dodge จะทำแต่รถ Muscle Car เรื่อยมาจนมาถึงปลายยุค 90s นี่แหล่ะครับที่เริ่มมีการพัฒนารถจาก Muscle Car มาเป็นรถสปอร์ต เพื่อเกาะกระแสตลาดรถ มาถึงตอนนี่ผู้อ่านทุกท่านคงจะเริ่มคันไม้คันมืออยากจะมีไว้ในครอบครองใช่ไหมละครับ แต่ราคาแบบว่าเกินจะเอื้อมถึงจริงๆเลยยยยย

คิดว่ารถยนต์ของค่าย Dodge น่าสนใจหรือไม่?

Preload

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 506aefa9 c01a 4d9c 9f42 53309667c8cc

TBQwerty