วันวนัทธ์ 2560/06/15 09:33
Thumb lg 17485

ย่อเล่มมาไว้ในจอ: 10 ภาพยนตร์ดีที่สร้างจากหนังสือดัง ควรค่าแก่การดูให้ครบ

1743 Pepper

"การสร้างภาพยนตร์โดยดัดแปลงมาจากหนังสือถือเป็นอีกสูตรสำเร็จของวงการภาพยนตร์ หลายเรื่องทำออกมาได้น่าผิดหวัง ส่วนหนึ่งเพราะหนังสือทำมาตรฐานไว้ได้สูงมาก ๆ"

หนัง ภาพยนตร์ หนังสือ Movie book Film

การสร้างภาพยนตร์โดยดัดแปลงมาจากหนังสือถือเป็นอีกสูตรสำเร็จของวงการภาพยนตร์ หลายเรื่องทำออกมาได้น่าผิดหวัง ส่วนหนึ่งเพราะหนังสือทำมาตรฐานไว้ได้สูงมาก ๆ หรืออีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแฟนหนังสือรับการตีความของภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่ได้
.
แต่ในขณะเดียวกันก็มีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง บางเรื่องทำให้หนังสือขายดิบขายดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ในขณะที่บางเรื่องก็ทำได้ดีกว่าหนังสือด้วยซ้ำ ได้ไปทั้งเงินทั้งกล่อง ...และนี่คือ 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สร้างมาจากหนังสือ

10. Forrest Gump (1994)

จากหนังสือ...

หนังสือเรื่อง Forrest Gump เป็นบทประพันธ์ที่เขียนขึ้นในปี 1986 โดย "วินสตัน กรูม" นักเขียนชาวอเมริกัน ซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึกและถูกส่งไปรบในสงครามเวียดนามมาก่อน ตอนที่หนังสือวางขายในปี 1986 มันไม่ได้ขายดีอะไรนัก แต่หลังจากถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1944 หนังสือก็ขึ้นแท่น Best Seller ขายได้ถึง 1.7 ล้านเล่มทั่วโลก

...มาสู่หนัง

Forrest Gump เล่าเรื่องของ "ฟอร์เรสท์ กัมป์" (ทอม แฮงค์) ชายหนุ่มไอคิวต่ำกว่ามาตรฐานผู้มีจิตใจดีและมองโลกในแง่ดี ภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.1950 - 1970 ผ่านชีวิตของกัมป์ จากเด็กชายร่างกายไม่สมประกอบ ไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล เป็นทหารในสงครามเวียดนามและได้เหรียญกล้าหาญ เป็นนักกีฬาปิงปอง เป็นกัปตันเรือกุ้ง เป็นนักวิ่งมาราธอนข้ามประเทศ ...ทุกอย่างที่เขาทำ เขามีความสุขกับมันและเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันเสมอ

Forrest Gump ได้ทั้งเงินทั้งกล่อง ทำเงิน 1,400 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก พร้อมคว้า 6 รางวัลออสการ์ รวมทั้ง 3 รางวัลสำคัญอย่างนักแสดงชายยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม (โรเบิร์ต เซเมคคิส) และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขึ้นแท่นหนังคลาสสิคและหนังสร้างแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยม มันส่งสารอันทรงพลังถึงคนดูว่า "ทุกคนสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตตนเองได้"

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

9. The Hobbit Trilogy (2012 - 2014)

จากหนังสือ...

หนังสือ The Hobbit มีอายุ 80 ปีเต็มในปีนี้ (ตีพิมพ์ครั้งแรกในอังกฤษเมื่อปี 1937) เป็นนิยายแฟนตาซีสำหรับเด็ก ประพันธ์โดย "เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน" ซึ่งเดิมทีเขาเพียงแค่ต้องการแต่งนิทานสนุก ๆ ไว้เล่าให้ลูกฟังเท่านั้น ครั้นเมื่อกลายมาเป็นหนังสือ มันกลับขายดีสุด ๆ จนต้องพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำให้โทลคีนต้องตัดสินใจเขียนภาคต่อ ซึ่งก็คือ The Lord of the Rings นั่นเอง

...มาสู่หนัง

The Hobbit กลายมาเป็นหนังมหากาพย์ไตรภาค โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ภาค ดังนี้
The Hobbit: An Unexpected Journey (2012)
The Hobbit: The Desolation of Smaug (2013) และ
The Hobbit: The Battle of the Five Armies (2014)
โดยที่หนังสามารถเก็บรายละเอียดทุกอย่างจากหนังสือต้นฉบับได้ครบครัน แถมด้วยนวัตกรรมการถ่ายทำใหม่ล้ำยุค ให้ภาพที่สวยคมชัด อลังการ จนคนดูแทบลืมหายใจ ผู้กำกับ "ปีเตอร์ แจ็คสัน" ได้รับการยกย่องอย่างมีอารมณ์ขันว่าสามารถเอานิทานหลอกเด็กมาหลอกผู้ใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยม

The Hobbit เล่าเรื่องของ "บิลโบ แบ๊กกิ้นส์" ฮอบบิทผู้เดินทางไปยังดินแดนตะวันออกในมิดเดิลเอิร์ธ เพื่อช่วยเหลือเพื่อน ๆ คนแคระช่วงชิงอาณาจักรและทรัพย์สมบัติกลับคืนมา ระหว่างทางบิลโบได้พบเรื่องแปลกประหลาดน่าระทึกใจมากมาย รวมถึงการต่อกรกับมังกรสม็อกผู้ยิ่งใหญ่ และที่สำคัญอีกประการคือ การเดินทางครั้งนี้ทำให้บิลโลได้ครอบครองแหวนวงหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ตามมาใน The Lord of the Rings

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

8. Willy Wonka and The Chocolate Factory (1971)

จากหนังสือ...

Charlie and the Chocolate Factory เป็นผลงานการประพันธ์ของ "โรอัลด์ ดาห์ล" นักเขียนชาวเวลส์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1964 เป็นวรรณกรรมเยาวชนชั้นเยี่ยมที่สนุก แฟนตาซีล้ำยุคและร่ำรวยจินตนาการ ถึงแม้ตอนนี้หนังสือจะมีอายุกว่า 50 ปีแล้ว แต่หยิบมาอ่านก็ยังไม่รู้สึกว่าเชยแม้แต่น้อย หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ "โรงงานช็อคโกแล็ตมหัศจรรย์" และไทยยกให้เป็น 1 ในวรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต

...มาสู่หนัง

หนังและหนังสือเล่าเรื่องของ "วิลลี่ วองก้า" เจ้าของโรงงานทำช็อกโกแลต ช็อกโกแลตของเขาอร่อยเลิศล้ำด้วยสูตรอันวิจิตรพิสดารกว่าโรงงานอื่น ๆ แต่เขาไม่เคยยอมให้ใครเข้าไปดูโรงงานแสนมหัศจรรย์ของเขาเลย จนในที่สุดวันหนึ่ง วองก้าก็ตัดสินใจเชิญเด็ก 5 คนผู้โชคดีที่ได้ตั๋วสีทองที่ซ่อนอยู่ในแท่งช็อกโกแลตให้เข้าชมโรงงาน โดยหนึ่งในนั้นคือ "ชาร์ลี บั๊กเก็ต" เด็กชายยากจนผู้ร่ำรวยน้ำใจ

หนังสือเล่มนี้ถูกสร้างเป็นหนัง 2 ครั้ง คือ Willy Wonka and The Chocolate Factory (1971) กำกับโดย "เมล สจ๊วต" นำแสดงโดย "จีน ไวล์เดอร์" และครั้งที่สองใช้ชื่อตามหนังสือคือ Charlie and the Chocolate Factory (2005) กำกับโดย "ทิม เบอร์ตัน" และได้ "จอห์นนี่ เด็ปป์" มารับบทวิลลี่ วองก้า
.
ทั้งสองเวอร์ชั่นเล่าเรื่องต่างกันมาก ในขณะที่เวอร์ชั่นแรกเป็นเหมือนกระจกของบทประพันธ์ แต่เวอร์ชั่นที่สองถูกตีความใหม่และมุ่งสำรวจแง่มุมส่วนตัวของวิลลี่ วองก้า ทำให้เวอร์ชั่นแรกยังคงครองความเป็นที่สุดในใจแฟนหนังสือ คนดูและผู้อ่านบอกว่า วิลลี่ วองก้าในเวอร์ชั่นแรกดึงเด็ก ๆ เข้ามาในชีวิตตนเพื่อตัวเด็ก ๆ แต่ในเวอร์ชั่นหลังเหมือนเขาทำเพื่อตัวเองมากกว่า

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

7. The Green Mile (1999)

จากหนังสือ...

Green Mile เป็นบทประพันธ์ของราชานิยายสยองขวัญ "สตีเฟ่น คิง" ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1996 หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 หนังสือที่ดีที่สุดของเขา ชื่อหนังสือ Green Mile มาจากทางเดินสู่ห้องประหารนักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่งซึ่งทาด้วยสีเขียว อันเป็นสถานที่ในการดำเนินเรื่อง

...มาสู่หนัง

Green Mile เล่าเรื่องของ "จอห์น คอฟฟีย์" (ไมเคิล คลาร์ก ดันแคน) นักโทษใหม่ที่ถูกส่งมายังเรือนจำเพื่อรอการประหารในข้อหาข่มขืนและฆ่าเด็กหญิง 2 คน "พอล เอดจ์คอมบ์" (ทอม แฮงค์) หัวหน้าผู้คุมนักโทษ ไม่ชื่อว่าเขาจะเป็นคนทำ เพราะแม้จะเป็นคนผิวดำและมีรูปร่างใหญ่โต แต่คอฟฟีย์กลับเป็นคนซื่อ ๆ สุภาพอ่อนโยน ขี้กลัวเหมือนเด็ก ๆ แล้วยังมีพลังพิเศษในการรักษาโรคที่เขาใช้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

นักแสดงนำทั้งคู่ให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะดันแคน เขามอบการแสดงที่ทำให้คนดูทั้งรักทั้งสงสารคอฟฟีย์ ทำให้เราสามารถสัมผัสความอ่อนโยนภายใต้รูปลักษณ์ยักษ์ปักหลั่นนั้น และเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขาจนหมดใจ ชะตากรรมของเขาสะท้อนมายาคติการตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างถึงแก่น ฉากประหารว่าน่าเศร้าแล้ว แต่ที่น่าเศร้ากว่าคือการตายของคอฟฟีย์ไม่ได้เปลี่ยนมายาคตินี้เลย มันยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในหนังและในชีวิตจริง

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

6. The Bourne Franchise (2002 - 2016)

จากหนังสือ...

The Bourne เป็นนวนิยายชุดแนวสายลับของ "โรเบิร์ต ลัดลัม" นักเขียนชาวอเมริกัน เล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ร่างหมดสติของเขาลอยน้ำมาเกยชายหาด เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองสูญเสียความจำทั้งหมด พบเพียงหลักฐานบางอย่างในตัวที่ระบุว่าเขาชื่อ "เจสัน บอร์น" หลังจากนั้นเขาถูกคนตามไล่ล่า และเขาพบว่าตัวเองมีทักษะในการป้องกันตัวและตอบโต้กลับอย่างยอดเยี่ยม เขาจึงต้องเอาชีวิตรอดไปพร้อมกับการตามหาความทรงจำเพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นใครกันแน่

...มาสู่หนัง

นวนิยายชุดนี้ถูกดัดแปลงเป็นซีรีย์ภาพยนตร์ 5 ภาคด้วยกัน คือ
The Bourne Identity (2002)
The Bourne Supremacy (2004)
The Bourne Ultimatum (2007)
The Bourne Legacy (2012) และ
Jason Bourne (2016)
โดยภาคที่ 1-3 และภาคที่ 5 เป็นเรื่องราวของเจสัน บอร์น (แม็ตต์ เดม่อน) ส่วนภาคที่ 4 เป็นเรื่องราวของ "แอรอน ครอส" (เจเรมี เรนเนอร์) สายลับที่ถูกตามล่าหลังโครงการที่เขาสังกัดอยู่ถูกสั่งปิด เป็นการเล่าเรื่องคู่ขนานไปกับเรื่องราวของบอร์น

หนังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางหลังออกฉาย เพราะเป็นหนังสายลับที่ "โม้" อยู่บนพื้นฐานของความจริง ฉากแอคชั่นก็สมจริง ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ พระเอกก็ไม่ได้เก่งจนเว่อร์เหมือนสายลับเรื่องอื่น ๆ ถ้าจะพูดกันตามตรงก็ต้องบอกว่าภาพยนตร์ทำได้เหนือกว่าหนังสืออยู่หลายขุม ทั้งความร่วมสมัย การเพิ่มฉากแอคชั่น และเพิ่มปูมหลังของตัวละครเข้ามา ทำให้คนดูรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครเอกมากขึ้น

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

5. The James Bond Franchise (1962 - 2015)

จากหนังสือ...

"เจมส์ บอนด์" (James Bond) เป็นตัวละครที่สร้างโดย "เอียน เฟลมมิ่ง" นักเขียนชาวอเมริกัน เขาสร้างเจมส์ บอนด์ขึ้นในปี 1953 หรือเมื่อ 64 ปีที่แล้ว โดยปรากฏอยู่ในนวนิยาย 12 ตอน และรวมเรื่องสั้นอีก 2 เล่ม เมื่อเฟลมมิ่งเสียชีวิตในปี 1964 ก็มีนักเขียนอีกหลายคนที่ได้รับสิทธิ์ให้เขียนถึงเจมส์ บอนด์ต่อ ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่โด่งดังยาวนานมากที่สุดคนหนึ่ง อาจถึงขั้นกล่าวได้ว่าดังกว่านักเขียนผู้สร้างเขาขึ้นมาเสียอีก

...มาสู่หนัง

เจมส์ บอนด์ เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ สังกัดหน่วยสืบราชการลับอังกฤษ มียศนาวาโท สังกัดกองทัพเรือ และมีรหัสลับคือ 007 ตลอดระยะเวลา 64 ปีที่ผ่านมา เจมส์ บอนด์กลายเป็นภาพยนตร์มาแล้วถึง 26 เรื่อง เรื่องแรกคือ Dr. No (1962) และมีนักแสดงรับบทเจมส์ บอนด์มาแล้ว 12 คน คนแรกคือ "ฌอน คอนเนอรี่" คนล่าสุดคือ "แดเนียล เครก"

ที่ผ่านมามีการจัดอันดับหนัง James Bond ที่ดีที่สุดอยู่หลายครั้ง แต่ละโผก็ให้คะแนนหนังแต่ละเรื่องแตกต่างกันไป แต่เจมส์ บอนด์ใน Casino Royale (2006) ซึ่งรับบทโดยแดเนียล เครก ไม่เคยร่วงจาก Top 5 ของทุกโผ แม้ตอนแรกหลายคนจะร้องยี้เพราะหน้าตาของเขาไม่ได้หล่อเหลาเหมือนบอนด์ที่แฟน ๆ วาดภาพไว้ แต่ในที่สุดเครกก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เจมส์ บอนด์ไม่จำเป็นมีเสน่ห์ในแบบพิมพ์นิยมเสมอไป แต่เขานำเสนอภาพของบอนด์ที่โหด อึดถึกทน กัดไม่ปล่อย และมีเสน่ห์ในแบบของเขาได้อย่างน่าชื่นชม

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

4. The Lord of the Rings (2001 - 2003)

จากหนังสือ...

The Lord of the Rings เป็นบทประพันธ์แฟนตาซีของ "เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน" ซึ่งเขาเขียนต่อจาก The Hobbit หนังสือแบ่งตีพิมพ์ออกเป็น 3 เล่ม เนื่องจากเนื้อหายาวมาก ได้แก่ The Fellowship of the Ring, The Two Towers และ The Return of the King ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1954 มันกลายเป็นหนึ่งวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก และติดอันดับหนังสือขายดีตลอดกาล

...มาสู่หนัง

The Lord of the Rings เล่าเรื่องในดินแดนจินตนาการที่มีชื่อว่า "มิดเดิลเอิร์ธ" (มัชฌิมโลก) ซึ่งมีเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่ ทั้งมนุษย์ เอลฟ์ ฮอบบิท พ่อมด คนแคระ และออร์ค เรื่องราวเริ่มต้นจากแหวนเอกธำมรงค์ซึ่งสร้างโดยจอมมารเซารอน ซึ่งมีอำนาจมากพอที่จะนำพาโลกไปสู่ยุคมืดได้ ทำให้เกิดการแย่งชิงแหวนขึ้น ทั้งฝ่ายที่ต้องการครอบครองแหวนเพื่ออำนาจ และฝ่ายที่ต้องการนำแหวนไปทำลายทิ้ง เกิดก่อมหากาพย์สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่เป็นบทพิสูจน์ระหว่างธรรมะและอธรรม

หนังไตรภาค The Lord of the Rings ซึ่งกำกับโดยผู้กำกับ "ปีเตอร์ แจ็คสัน" ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้กับวงการภาพยนตร์ โดยหนังสามารถถ่ายทอดวรรณกรรมชิ้นเอกของโลกลงบนแผ่นฟิล์มได้อย่างน่าประทับใจ มีการปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เหมาะสมกับศาสตร์ภาพยนตร์ หนังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แจ้งเกิดนักแสดงถ้วนหน้า คว้ารางวัลนับไม่ถ้วน เกิดกระแส LOTR ฟีเวอร์ แม้แต่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำก็ยังพลอยได้รับอานิสงส์ นักท่องเที่่ยวแห่เดินทางไปตามรอยภาพยนตร์กันอย่างคึกคัก

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

3. The Shawshank Redemption (1994)

จากหนังสือ...

Rita Hayworth and Shawshank Redemption เป็นนิยายขนาดสั้นของ "สตีเฟ่น คิง" เล่าเรื่องของ "แอนดี้" นายธนาคารหนุ่มอนาคตไกลที่ต้องกลายมาเป็นนักโทษหลังเขาสังหารภรรยาและชายชู้ของเธอ ในคุกเขาได้พบ "เรด" นักโทษที่ติดคุกมานาน 20 ปี และทำใจว่าชีวิตนี้คงไม่มีหวังได้ออกไปพบกับอิสรภาพอีก แต่การมาถึงของแอนดี้ซึ่งดูนิ่งขรึมและหนักแน่นอย่างประหลาด ได้นำพาความหวังมาให้เรดอีกครั้ง และพวกเขาได้ร่วมกันเปิดประตูสู่อิสรภาพ

...มาสู่หนัง

หนังเปลี่ยนแปลงบทประพันธ์เล็กน้อย ด้วยการเปลี่ยนตัวละครของเรดจากชายผิวขาวชาวไอริชมาเป็นผิวสี เพื่อให้ "มอร์แกน ฟรีแมน" ได้รับบบทนี้ และเขาก็ไม่ทำให้ทีมงานผิดหวัง ฟรีแมนและ "ทิม รอบบินส์" ผู้รับบทแอนดี้ เล่นเข้าขากันดีมาก พวกเขาดูเป็นคู่หูต่างวัยที่เข้าอกเข้าใจและไว้ใจซึ่งกันและกันโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แต่นอกเหนือจากการเปลี่ยนสีผิวของตัวละครแล้ว หนังเคารพบทประพันธ์มาก แม้แต่การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเรดก็ยังเป็นไปตามวิธีการเล่าเรื่องในหนังสือ

The Shawshank Redemption เข้าชิง 7 ออสการ์ แต่ไม่ได้มาสักรางวัล แต่เหตุการณ์นี้กลับสร้างปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึง เมื่อคนสงสัยว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นยังไง ทำไมถึงเข้าชิงเยอะแยะแต่พลาดหมด เลยแห่กันไปเช่าวิดีโอมาดู และพวกเขาประทับใจในหนังมากจนบอกต่อปากต่อปากเป็นวงกว้าง ทำให้หนังดังไปทั่วโลก ขึ้นแท่นหนังยอดเยี่ยมอันดับ 1 ในเว็บไซต์ฐานข้อมูลภาพยนตร์ IMDb อย่างงดงาม นักวิจารณ์หยิบยกมาพูดถึงในฐานะ "หนังดีที่เกือบถูกมองข้าม" กลายเป็นหนังที่ทุกคนยังพูดถึงและจดจำมาถึงทุกวัน

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

2. A Christmas Carol (1984)

จากหนังสือ...

A Christmas Carol เป็นนวนิยายสะท้อนสังคมผ่านวรรณกรรมเด็กของ "ชาร์ลส์ ดิคเก้นส์" นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1843 เล่าเรื่องของ "สครูจ" ชายแก่ขี้โมโหที่เห็นเงินเป็นพระเจ้าจนไม่สนใจผู้อื่น เขาใช้ชีวิตอย่างตระหนี่ ละโมบ และเห็นแก่ตัว จนกระทั่งวันหนึ่งภูติ 3 ตน (ภูติอดีต ปัจจุบันและอนาคต) ได้มาเยือนสครูจเพื่อสอนให้เขารู้จักการเป็นผู้ให้ และได้พบกับความสุขที่แท้จริงในชีวิตอีกครั้ง

...มาสู่หนัง

หนังสือถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง แต่มี 2 เวอร์ชั่นที่น่าจดจำ คือเวอร์ชั่นปี 1984 ที่ได้ "จอร์จ ซี. สก็อตต์" มารับบทสครูจ และเวอร์ชั่น 2009 ที่แสดงโดย "จิม แครีย์" แต่ถ้าพูดถึงความคลาสสิคต้องยกให้เวอร์ชั่น 1984 ซึ่งสก็อตต์สวมบทเป็นชายเห็นแก่ตัวผู้เกลียดวันคริสต์มาสได้เนียนมาก แต่พร้อมกันนั้นเขาก็ยังทำให้คนดูรู้สึกได้ว่า แท้จริงชายคนนี้ได้ซ่อนมุมอ่อนแอและเดียวดายเอาไว้ลึก ๆ

หนังเรื่องนี้ยังแสดงความเคารพเจ้าของบทประพันธ์ด้วยการไปถ่ายทำที่เมืองชูร์บิวรี่ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเมืองที่ชาร์ลส์ ดิคเก้นส์ นำหนังสือ A Chrismas Carol ของเขา ไปอ่านให้ชาวเมืองฟังที่ศาลากลางเป็นที่แรกในโลก

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

1. The Harry Potter series (2001 - 2011)

จากหนังสือ...

Harry Potter นวนิยายแฟนตาซีจำนวน 7 เล่มของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษ "เจ.เค.โรว์ลิง" ตีพิมพ์เล่มแรกในปี 1997 และเล่มสุดท้ายในปี 2007 รวมระยะเวลาที่แฟนหนังสือติดตามและรอคอย 10 ปีเต็มพอดี หนังสือได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ถูกตีพิมพ์เป็น 67 ภาษาทั่วโลก วรรณกรรมชุดนี้ยังพลิกชีวิตของเจ.เค.โรว์ลิง ให้ขึ้นแท่นทำเนียบมหาเศรษฐีโลกคนใหม่ด้วย

...มาสู่หนัง

Harry Potter เล่าเรื่องการผจญภัยของพ่อมดวัยรุ่นนาม "แฮร์รี่ พอตเตอร์" (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) กับเพื่อนซี้อีกสองคน คือ "รอน วีสลีย์" (รูเพิร์ต กรินท์) และ "เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์" (เอ็มม่า วัตต์สัน) พวกเขาเป็นนักเรียนโรงเรียนฮอกวอตส์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนเวทมนต์พ่อมดแม่มดโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกันแฮร์รี่ก็ต้องต่อสู้กับ "ลอร์ดโวลเดอมอร์" พ่อมดชั่วร้ายผู้มีเป้าหมายที่จะควบคุมโลกพ่อมดและกำจัดประชากรที่ไม่มีอำนาจวิเศษ

หนังสือทั้ง 7 เล่มถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จำนวน 8 ภาค (เล่มที่ 7 แบ่งออกเป็น 2 ภาค) ภาพยนตร์ชุดนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก กลายเป็นชุดภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล แจ้งเกิดนักแสดงนำถ้วนหน้า แล้วยังมีการไทด์อินสินค้าอีกจำนวนมาก ส่งผลให้ชื่อแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีมูลค่ามากกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ที่ต้องจารึกไว้

ดูหนังตัวอย่าง

แหล่ง: https://www.youtube.com

แม้หนังและหนังสือจะเป็นศาสตร์คนละแขนง แต่ก็มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างประหลาด ทั้งในแง่ของการให้ความบันเทิง โดยแฝงสารที่เป็นแง่คิด การให้ข้อเท็จจริง การสะท้อน-วิพากษ์สังคม หรือการสร้างแรงบันดาลใจเอาไว้อย่างมีศิลปะ ดังนั้นเมื่อศาสตร์ 2 แขนงนี้มาบรรจบกัน ความวิเศษของทั้งสองศาสตร์จึงผสมผสาน เบ่งบานและงอกงามให้เราได้ชื่นชม

คุณชอบอ่านหนังสือดูภาพยนตร์มากกว่ากัน

Preload

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 9f1e1d5a f939 4be3 8f9d fc38689aca1b

วันวนัทธ์