วันวนัทธ์ 2560/06/19 16:42
Thumb lg 17597

บ้าแล้วต้องไปให้สุด! 13 ตัวละครสุดบ้าแห่งโลกภาพยนตร์ และฉากที่ทุกคนจำไม่ลืม!

1079 Pepper

ตัวละครบางตัวในโลกภาพยนตร์ มันบ้าซะจนเรารักไม่ได้แต่เกลียดไม่ลง (และลืมไม่ลงด้วย) เพราะความซับซ้อนและมีครบทุกแง่มุม ทำให้มันดูมีเลือดเนื้อและเท่ในแบบของมัน

ภาพยนตร์ ตัวละคร บันเทิง

ตัวละครหลายตัวในโลกภาพยนตร์กลายเป็นตัวละครคลาสสิก ตรึงตราอยู่ในใจผู้ชมอย่างยากจะลืม นั่นเพราะเป็นตัวละครที่มีแคแรกเตอร์ "บ้า" ในทางใดทางหนึ่ง ความบ้าของพวกเขาเปิดทางให้หนังได้ใส่ปมและความซับซ้อนของตัวละครลงไป ทำให้มันน่าสนใจมากกว่าตัวละครที่ราบเรียบกว่า ความบ้านี้ยังทำให้หนังได้ใส่ฉากเด็ดๆ อันเป็นผลมาจากความบ้าของพวกเขาให้คนดูได้รู้สึกสนุก มันส์ หรือสะเทือนอารมณ์ด้วย

และนี่คือ 13 ตัวละครสุดบ้ากับฉากที่บ้าที่สุดของพวกเขา

1. โจ๊กเกอร์ (The Dark Knight)

หนึ่งในตัวละครที่มีความซับซ้อนและวิปริตขั้นสุด ทำเอานักแสดงหลายคนที่รับบทโจ๊กเกอร์ได้รับผลกระทบทางจิตใจขณะสวมบทนี้ เช่น จาเร็ด เลโต้ ส่งหนังสือโป๊เปื้อนคราบของเหลวและซากหมูตายไปให้เพื่อนนักแสดง แจ็ค นิโคลสัน เป็นโรคนอนไม่หลับและอยู่ในภาวะเครียด หรือฮีธ เลดเจอร์ ผู้ล่วงลับ พยายามโดดเดี่ยวตัวเองและลือกันว่าเขาเสียชีวิตเพราะไม่สามารถถอดคาแรกเตอร์ของโจ๊กเกอร์ออกได้

โจ๊กเกอร์ปรากฏตัวครั้งแรกในการ์ตูนเรื่อง Batman เมื่อปี 1940 ชื่อนี้มาจากใบหน้าของเขาที่ดูเหมือนยิ้มตลอดเวลา (เหมือนตัวโจ๊กเกอร์ในเกมไพ่) แม้ขณะกำลังทำเรื่องที่เหี้ยมโหดที่สุด มันคืออาชญากรที่ป่วยไข้ทางจิต มีความสุขกับการทรมานผู้อื่น ตลกขบขันเมื่อเห็นผู้อื่นเจ็บปวดและตาย ถือเป็นตัวร้ายที่สร้างความบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจแก่แบทแมนได้มากที่สุด

ฉากที่บ้าที่สุด

หลายคนยกย่องให้ The Dark Knight (2008) เป็นหนังแบทแมนเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด พร้อมกันนั้นก็ยกให้โจ๊กเกอร์เวอร์ชั่นฮีธ เลดเจอร์ เป็นโจ๊กเกอร์ที่ดีที่สุดด้วย โจ๊กเกอร์ในเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้เก่งเหนือมนุษย์เหมือนเวอร์ชั่นอื่นๆ มันคือคนธรรมดาที่ฉลาดเป็นกรด และฉกฉวยเอาจุดอ่อนของมนุษย์มาใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม

ฉากที่กลายเป็นตำนานของ The Dark Knight คือฉากที่แบทแมนสอบสวนโจ๊กเกอร์ ฟังดูเหมือนเป็นแค่ฉากธรรมดา ๆ แต่หนังทำให้คนดูขนลุกได้โดยการใช้การแสดงที่ลืมไม่ลงของฮีธ มาตีแผ่ด้านมืดที่แสนวิปลาสและเลือดเย็นเกินเยียวยาของโจ๊กเกอร์ออกมา ดูจบแล้วขนลุกจริงๆ

2. แพทริค เบทแมน (American Psycho)

ในเวลากลางวัน แพทริค เบทแมน (คริสเตียน เบล) ตัวละครเอกใน American Psycho (2000) เป็นชายหนุ่มสุดเนี้ยบผู้เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา (จบฮาร์วาร์ดเชียวนะ) หน้าที่การงาน (เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น) และทรัพย์สินเงินทอง แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาเป็นคนคลั่งความสมบูรณ์แบบ เขาต้องดูดีตลอดเวลา ห้องต้องเป็นระเบียบอยู่เสมอ ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็คท์ นั่นทำให้เขากลายเป็นคนดูถูกคนอื่น แบ่งแยกชนชั้น และยอมรับไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นเหนือกว่า

ตกกลางคืน เขาระเบิดอารมณ์ริษยาที่เก็บกดมาจากตอนกลางวันด้วยการเดินหน้าฆ่า เขาฆ่าตั้งแต่คนที่เขาคิดว่าเหนือกว่าเขา ฆ่าสัตว์ คนจรจัด โสเภณี คนแปลกหน้า และแม้กระทั่งเพื่อน โดยกระบวนการในการสังหาร เขาจะใช้การสนทนา เซ็กส์และเสียงเพลงมาเป็นสิ่งเร้าเพิ่มความสุนทรี

ฉากที่บ้าที่สุด

หนังมีฉากบ้าคลั่งเลือดสาดหลายฉากมาก จนไม่น่าเชื่อว่าหนังโชว์ทักษะการฆ่าเรื่องนี้จะกำกับโดยผู้หญิง (แมรี่ ฮาร์รอน) และฉากที่ใคร ๆ ก็ลืมไม่ลง เพราะนอกจากจะบ้าคลั่งแล้ว คริสเตียน เบลยังโชว์ไอ้จ้อนเต็มลำด้วย ก็คือฉากที่หลังเสร็จสมอารมณ์หมายกับโสเภณีสองนางแล้ว แพทริคซึ่งยังเปลือยกายล่อนจ้อน (แต่สวมรองเท้าสำหรับนักวิ่ง) ถือเลื่อยไฟฟ้าวิ่งไล่ฆ่าโสเภณีทั้งสอง

3. กอลลัม (The Hobbit, The Lord of the Rings)

กอลลัม (แอนดี้ เซอร์คิส) เป็นตัวละครในมหากาพย์ภาพยนตร์ The Hobbit และ The Lord of the Rings มีชื่อเดิมว่า "สมีโกล" เดิมทีเป็นฮอบบิทธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่หลังได้ครอบครองแหวนเอกธำมรงค์ ซึ่งเข้าครอบงำจิตใจเขาให้ลุ่มหลงดำดิ่งอยู่ใต้อำนาจแหวน สมีกัลก็ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปกายไป โดยคำว่า "กอลลัม" เป็นชื่อที่ได้มาจากเสียงไอของเขา

หลังสูญเสียแหวนให้กับบิลโบ แบ็กกินส์ (มาร์ติน ฟรีแมน) กอลลัมก็ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้แหวนอันเป็นที่รักคืนมา แม้กระทั่งการทำสิ่งชั่วร้าย กอลลัมถูกยกให้เป็นอีกตัวละครคลาสสิก ด้วยแคแรกเตอร์ที่รักไม่ได้แต่เกลียดไม่ลง แล้วยังสะท้อนเนื้อแท้ของมนุษย์ที่ต้องต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วอยู่ตลอดเวลาได้อย่างแจ่มชัด

ฉากที่บ้าที่สุด

เชื่อว่าคนที่ได้ดูภาคสุดท้ายของ The Lord of the Rings จะไม่มีใครลืมจุดจบของกอลลัมลง เขาแย่งชิงแหวนเอกธำมรงค์มาจากโฟรโด (เอไลจาห์ วู้ด) ได้สำเร็จ พร้อมกับพลัดตกลงไปในอัคคีแห่งภูมรณะพร้อมกับแหวน แต่เขากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวใด ๆ ต่อความตายที่รออยู่เบื้องล่างแม้แต่น้อย กลับดื่มด่ำลุ่มหลงอยู่กับการได้ครอบครองแหวนอันเป็นที่รักอีกครั้ง และไม่อาจละสายตาจากแหวนในมือตราบวินาทีสุดท้าย

4. ฮันนิบาล เล็กเตอร์ (The Silence of the Lambs, Hannibal)

ฮันนิบาล เล็กเตอร์ คือฆาตกรอัจฉริยะผู้โด่งดัง และเป็นอาชญากรที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกภาพยนตร์ ปมชีวิตในวัยเด็กที่พ่อแม่ตายจากการทิ้งระเบิดในสงคราม ส่วนน้องสาวถูกจับกินเนื้อประทังชีวิตเนื่องจากภาวะสงครามที่ขาดแคลนอาหาร กลายเป็นตัวบ่มเพาะเชื้อปีศาจร้ายในใจฮันนิบาล

ฮันนิบาลนั้นเป็นคนเกือบจะสมบูรณ์แบบ จบปริญญาเอกสาขาแพทย์ศาสตร์ เป็นทั้งศัลยแพทย์ จิตแพทย์และภัณฑรักษ์ มีความรอบรู้ รสนิยมดีและมีเสน่ห์ แต่ปมในวัยเด็กทำให้เขาเริ่มลงมือฆ่าคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของพ่อแม่และน้องสาว แล้วกินเนื้อเหยื่อเหมือนที่น้องสาวเคยถูกกระทำ และเริ่มมองว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ "กินได้"

ฉากที่บ้าที่สุด

ฮันนิบาลถือกำเนิดครั้งแรกในโลกวรรณกรรมและถูกสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง เวอร์ชั่นที่คลาสสิกที่สุดคือ The Silence of the Lambs (1991) แต่ความที่เป็นหนังสืบสวนแนวจิตวิทยาทริลเลอร์ หนังเรื่องนี้เลยเล่นกับความรู้สึกของคนดูอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าสำแดงความสยองขวัญ

ดังนั้นถ้าอยากดูฉากที่บ้าคลั่งจริง ๆ ต้องดู Hannibal (2001) ฉากที่ฮันนิบาล (แอนโธนีย์ ฮอปกินส์) ใช้มีดผ่ากะโหลกเหยื่อ เห็นภาพสมองปนเลือดอยู่ในกะโหลกน่าสยดสยอง ก่อนที่เขาจะบรรจงตักมันสมองชิ้นเล็ก ๆ ออกมาปรุงด้วยไฟอ่อน ๆ แล้วป้อนให้เหยื่อกินสมองตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย กลายเป็นฉากที่แสดงความวิปริตของฮันนิบาลได้อย่างขนลุกขนพองที่สุด

5. ชัคกี้ (Child's Play)

โจรร้ายคนหนึ่งถูกยิงตายในร้านขายของเล่น ก่อนลมหายใจสุดท้ายเขาได้ร่ายมนต์ดำเพื่อถ่ายเอาวิญญาณของตนลงไปใส่ลงในตุ๊กตาตัวหนึ่ง เมื่อสามีภรรยาคู่หนึ่งซื้อมันไปให้กับลูกชายของพวกเขา เจ้าตุ๊กตาผีตัวนี้ก็เริ่มแผลงฤทธิ์ มันเริ่มขยับตัว เดิน พูด และในที่สุดก็ลงมือสังหารคน พร้อมกับทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นฝีมือของเด็กน้อย

ความคลั่งของเจ้าตุ๊กตาผีตัวนี้ได้รับการขานรับจากผู้ชมอย่างล้นหลาม ทำให้มีหนังภาคต่อออกมาอีกถึง 7 ภาค
โดยภาคหลัง ๆ ชัคกี้ยังมีเมีย (ที่คลั่งไม่แพ้กัน) และมีลูกอีกต่างหาก

ฉากที่บ้าที่สุด

มีฉากแสดงความคลั่งของชัคกี้แบบพีค ๆ เพียบ แต่มีฉากหนึ่งที่สยองด้วย ตลกด้วย เพราะมีการแอบกัดหนังเรื่องอื่นเล็ก ๆ เป็นฉากที่อยู่ในภาค Bride of Chucky (1998) ชัคกี้และทิฟฟานี่เมียรักได้ออกแบบการสังหารเหยื่อรายหนึ่งของพวกเขา ด้วยการทำกับดักสำหรับระดมยิงตะปูหลายสิบตัวเข้าไปที่ใบหน้าและศีรษะของเหยื่อ
หลังจากนั้นชัคกี้มองดูศพแล้วพูดอย่างยียวนว่า "ทำไมมันดูคุ้น ๆ จังวะ" เป็นการแซวหนังเรื่อง Hellraiser หรือ "ไอ้หัวตะปู" นั่นเอง

6. คาคิฮาระ (Ichi the Killer)

คาคิฮาระ (ทาดาโนบุ อาซาโน่) เป็นยากูซ่ามือขวาของแก๊งอันโจ วันหนึ่งหัวหน้าแก๊งหายไปตัว เขาจึงต้องออกตามหาจนพบว่าหัวหน้าถูกสังหารโดย "อิจิ" นักฆ่าที่ดูเหมือนเด็กหนุ่มอ่อนแอ ขี้ขลาดและถูกรังแกอยู่เสมอ แต่จะเปลี่ยนเป็นนักฆ่าสุดโหดเมื่อถูกทำให้ร้องไห้ ทำให้เกิดศึกระหว่างตัวละครแคแรกเตอร์ประหลาดสุดโต่งสองคนขึ้น

แคแรกเตอร์ของคาคิฮาระและอิจิไม่มีใครปกติทั้งคู่ แต่เรายกให้คาคิฮาระชนะเลิศ ภายนอกเขาดูเป็นคนเงียบขรึม เย็นชา ไร้ชีวิตชีวา เหมือนเบื่อทุกอย่างในโลก แต่เขาจะรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ทรมานและสังหารคนเล่น นอกจากนี้คาคิฮาระยังเป็นรักร่วมเพศที่เป็นมาโซคิสต์อีกด้วย

ฉากที่บ้าที่สุด

ทำเอาบอกไม่ถูกเลยว่าฉากไหนบ้าที่สุด เพราะมันบ้าคลั่งทั้งเรื่อง มีทั้งฉากตัดลิ้นตัวเอง เฉือนหัวนม เอาศัตรูมาแขนด้วยตะขอเกี่ยวเนื้อเหมือนตามเขียงขายเนื้อ ผ่าคนออกเป็นสองซีก ปากที่ถูกฉีกกว้างจนอมมือมนุษย์ได้ ไม่รวมฉากที่เราจะได้เห็นเศษอวัยวะมนุษย์จมกองเลือด และฉากข่มขืนแบบซาดิสต์-มาโซคิสต์อีก ขวัญอ่อนและโลกสวยอย่าดูเด็ดขาด

7. แจ็ค ทอร์แรนซ์ (The Shining)

แจ็ค ทอร์เรนซ์ (แจ็ค นิโคลสัน) เป็นนักเขียนติดเหล้าและเคยทำร้ายลูกชายตัวเอง เขาพยายามลบล้างอดีตด้วยการเลิกเหล้า หันมาดูแลลูกเมียให้มากขึ้นและหางานทำ แจ็คได้งานเป็นคนดูแลโรงแรมแห่งหนึ่งที่ต้องปิดบริการทุกฤดูหนาว เนื่องจากถูกหิมะปิดทางเข้า เป็นเหตุให้แจ็คได้พาครอบครัวไปพักและดูแลโรงแรมไปในตัว

โรงแรมแห่งนี้เคยเกิดเหตุฆาตกรรมสยองขวัญมาก่อนเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เมื่อแจ็คและครอบครัวเข้ามาพักก็มีเหตุสยองเกิดขึ้นกับพวกเขา แจ็คเกิดอาการวิกลจริต ได้ยินเสียงกระซิบบอกให้ฆ่าลูกชายตัวเอง!

ฉากที่บ้าที่สุด

The Shining คือหนังที่สร้างจากนิยายของสตีเฟ่น คิง และเป็นหนังที่ทำให้คนหวาดกลัวการเข้าพักโรงแรม เพราะระแวงว่ามันอาจเป็นโรงแรมผีสิง ฉากชวนช็อคคือฉากที่แจ็คถือขวานเดินพล่านไปทั่วโรงแรม พลางเรียกชื่อลูกชายให้ออกมา หมายจะเอาชีวิตของเขา ในขณะที่ภรรยาก็พาลูกหนีสุดชีวิต

8. นอร์แมน เบตส์ (Psycho)

นอร์แมน เบตส์ (แอนโธนี่ เพอร์กินส์) ชายหนุ่มอายุ 30 ต้น ๆ รูปร่างผอมบาง ท่าทางขี้อาย เขาเป็นเจ้าของโรงแรมเบตส์โฮเต็ลและอาศัยอยู่กับแม่ นอร์แมนปรากฏตัวขึ้นในภาพยนตร์แนวระทึกขวัญจิตวิทยาชิ้นมาสเตอร์พีซของ "อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก" เรื่อง Psycho (1960)

(สปอยล์) นอร์แมนถูกเลี้ยงดูมาโดยแม่ที่เย็นชา หลังสังหารแม่และชู้รักของแม่ด้วยยาพิษ เขาก็รู้สึกผิด จึงเริ่มแต่งกายเลียนแบบแม่เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้น นานวันเข้าก็หลงคิดว่าตัวเองเป็นแม่จริง ๆ มีการแยกตัวเองออกเป็น 2 บุคลิก แล้วสนทนาตอบโต้กับตัวเองโดยคิดไปว่ากำลังสนทนากับแม่ เวลาลงมือสังหารใครก็จะแต่งตัวเป็นแม่ทุกครั้ง แล้วบอกตัวเองว่าแม่เป็นคนทำ

ฉากที่บ้าที่สุด

Shower Scene คือฉากคลาสสิกที่สุดของหนังเรื่องนี้ และยังเป็นที่พูดถึงมาตราบทุกวัน เป็นฉากที่นอร์แมนสวมวิกและแต่งตัวให้เหมือนแม่แล้วลงมือสังหาร "แมเรียน เครน" (เจเน็ต ลีห์) สาวสวยที่ลูกชายของเธอหลงรัก เพื่อที่เธอจะได้ไม่สูญเสียเขาไป

ซีนนี้ยาวแค่ 3 นาที แต่ใช้เวลาถ่ายทำถึง 7 วัน ใช้มุมกล้อง 77 ทิศทาง ตัดต่อ 50 คัท ไม่มีการจ้วงแทงและบาดแผลให้เห็นแม้แต่น้อย มีแต่เงาตะคุ่มของคนที่กำลังเงื้อง่ามีด ภาพปลายมีดจรดผิวหนังเล็กน้อย แล้วตัดภาพมาที่เลือดไหลนองและเสียงกรีดร้อง หญิงสาวพยุงผ้าม่านห้องน้ำก่อนจะทรุดล้มลง ในขณะที่ดวงตาเบิกโพลง เป็นศิลปะการสื่อสารด้วยภาพที่แสนวิจิตรและใช้จินตนาการของผู้ชมให้เป็นประโยชน์โดยแท้

9. แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein)

คนทั่วโลกต่างจดจำภาพผีดิบแฟรงเกนสไตน์ อมนุษย์ผิวขาวซีด สูงกว่า 2 เมตร และมีหมุดเหล็กตรงคอ นี่คือแคแรกเตอร์คลาสสิคที่มีมีอายุครบ 199 ปี ในปี 2560 นี้ (จริง ๆ แล้วชื่อของมันในบทประพันธ์คือ "มอนสเตอร์" ไม่ใช่แฟรงเกนสไตน์ แฟรงเกนสไตน์เป็นชื่อของคนที่สร้างมันขึ้นมาต่างหาก แต่ภายหลังคนนิยมเรียกมันว่าแฟรงเกนสไตน์มากกว่า)

ชีวิตของแฟรงเกนสไตน์เริ่มจากวันที่ ดร.เฮนรี่ แฟรงเกนสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เก่งกาจได้ค้นพบวิธีสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่โดยการนำชิ้นส่วนอวัยวะจากศพมาประกอบเข้าด้วยกัน แต่เขากลับหวาดกลัวผลงานของตัวเองจนวิ่งหนีออกจากห้องทดลอง เมื่อกลับมาอีกครั้งเขาพบว่ามันหายตัวไปแล้ว และหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นอสุรกายที่อยู่เหนือการควบคุมของผู้สร้าง

ฉากที่บ้าที่สุด

ในอีกแง่มุมหนึ่ง เรื่องราวของแฟรงเกนสไตน์อาจไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ แต่คือโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า เขาถูกสร้างขึ้นแล้วปล่อยทิ้งให้เผชิญโลกตามลำพัง ไม่มีคนสอนให้รู้ผิดชอบชั่วดี มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการฆ่าคนคือความผิด

ในหนัง Frankenstein (1931) หลังออกจากห้องทดลอง แฟรงเกนสไตน์ต้องร่อนเร่ไปตามลำพัง มันพยายามผูกมิตรกับมนุษย์ แต่พวกเขากลับหวาดกลัวแกมรังเกียจ มันพยายามเล่นกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง แต่ด้วยพละกำลังอันมหาศาลทำให้มันพลั้งมือฆ่าเด็กน้อย และอีกครั้งที่มันพยายามช่วยเด็กหญิงจากการจมน้ำ แต่พ่อของเด็กกลับทำร้ายมัน เป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวสู่ด้านมืดของแฟรงเกนสไตน์

10. ไทเลอร์ เดอร์เด้น (Fight Club)

ไทเลอร์ เดอร์เด้น (แบรด พิตต์) คือชายหนุ่มลึกลับที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เขาผู้เป็นอิสระ เป็นขบถต่อทุกสิ่ง แอนตี้สังคม และทำอะไรดิบห่ามเถื่อน เช่น ใช้ให้คนอื่นตั๊นหน้าตัวเอง ตัดต่อหนังโป๊ให้เด็กดู ฯลฯ

ไทเลอร์กับตัวละครเอกของเรื่อง (ไม่มีการเอ่ยนามของตัวละครนี้ แต่รับบทโดยเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน จึงจะขอเรียกว่าเอ็ดเวิร์ดก็แล้วกัน) ได้กลายมาเป็นรูมเมทและร่วมกันเปิดชมรมใต้ดินชื่อ Fight Club เพื่อนัดกันมาดวลหมัดสัปดาห์ละครั้ง ภายใต้ความเชื่อที่ว่า คนเราจะเกิดการตระหนักรู้เมื่อผ่านความเจ็บปวด ต่อมาชมรมของพวกเขามีสมาชิกเป็นจำนวนมาก โดย Fight Club มีกฎเหล็ก 2 ข้อ คือ 1. ห้ามพูดถึง Fight Club และ 2. ห้ามพูดถึง Fight Club

ฉากที่บ้าที่สุด

(สปอยล์) หักมุมอย่างร้ายแรงเมื่อหนังเฉลยว่าแท้จริงไทเลอร์ก็คือเอ็ดเวิร์ดนั่นแหละ เอ็ดเวิร์ดผู้ตกหลุมชีวิตตัวเองและขึ้นจากหลุมนั้นไม่ได้ เขาเบื่อหน่ายชีวิตซ้ำ ๆ ซาก ๆ ของตัวเองที่ต้องยึดติดกับวัตถุและทุนนิยม แต่ก็ขลาดกลัวเกินกว่จะแหกคอกออกมา ทั้งหมดนี้ทำให้เขาเป็นโรคสองบุคลิก จิตใต้สำนึกของเขาได้สร้างไทเลอร์ขึ้นมา ซึ่งมีบุคลิกและชีวิตในแบบที่เอ็ดเวิร์ดอยากเป็น เพื่อมาปลดแอกทางความคิดให้ตัวเอง

11. เทรวิส บิคเคิล (Taxi Driver)

นี่คือตัวละครที่ต่อให้เราดูหนังจบแต่ก็ลบภาพเขาออกจากหัวไม่ได้... เทรวิส บิคเคิล (โรเบิรต์ เดอ นีโร) จาก Taxi Driver (1976) เขาเป็นอดีตทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนาม และมันสร้างผลกระทบทางจิตใจให้เขามีอาการทางประสาทและเป็นโรคนอนไม่หลับ เขาเลยไปเป็นคนขับแท็กซี่กะกลางคืนฆ่าเวลา

เขาเปล่าเปลี่ยวโดดเดี่ยวในมหานครนิวยอร์ก เขาคิดว่าเมืองนี้ช่างโสมม และหวังว่าสักวันจะชำระนิวยอร์กให้สะอาดพร้อมปลดแอกคนที่ถูกกดขี่ เทรวิสยังพยายามลอบสังหารผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อเอาชนะใจไอริส (โจดี้ ฟอสเตอร์) โสเภณีอายุ 12 ที่เขาหลงรัก

ฉากที่บ้าที่สุด

หนังแสดงให้เราเห็นว่าความคิดบางอย่างค่อย ๆ พอกพูนสั่งสมอยู่ในหัวของเทรวิส เขาเริ่มซื้อปืน ดัดแปลงอาวุธ ซ้อมการต่อสู้ และโกนหัวทำผมทรงโมฮอว์ค เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาพร้อมสู้ถวายชีวิตเพื่อบางอย่าง

จนมาถึงฉากสุดท้ายซึ่งเป็นฉากปลดปล่อยทุกอย่างในหัวของเทรวิส เขาควงปืนบุกเข้าไปในซ่องเพื่อปลดปล่อยไอริส ฉากนี้ดุเดือดเลือดท่วมจอเพราะเทรวิสดวลปืนกับแมงดาคุมซ่องดับไปหลายศพ ตัวเขาเองก็บาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ สื่อมวลชนและผู้คนยกย่องเชิดชูเขา แต่พอหนังจบแฮปปี้เอ็นดิ้งเกินไป คนดูก็เชื่อไม่ลงอีก เลยกลายเป็นที่ถกเถียงมาถึงทุกวัน ว่านั่นอาจเป็นเพียงจินตนาการของเทรวิสที่อยู่ในอาการโคม่า

12. จอห์น โด (Se7en)

จอห์น โด (เควิน สเปซีย์) ฆาตกรต่อเนื่องผู้เลือดเย็นและวิปริต เขาเชื่อว่าตนมีภารกิจที่ต้องชี้ให้โลกตระหนักถึงบาปมหันต์ทั้ง 7 ประการ ตามพระคัมภีร์ในศาสนาคริสต์ คือ ตะกละ โลภ ขี้เกียจ ริษยา โทสะ ยโส และตัณหาราคะ เขาจึงลงทัณฑ์ด้วยการสังหารคนที่เขาเชื่อว่าอยู่ในบาปแต่ละประการอย่างโหดเหี้ยม แล้วทิ้งปมไว้ให้นักสืบสองคน วิลเลียม ซอมเมอร์เซ็ต (มอร์แกน ฟรีแมน) และเดวิด มิลลส์ (แบรด พิตต์) ตามไขคดี

ฉากที่บ้าที่สุด

(สปอยล์) หนังมีฉากแสดงความวิปริตของจอห์น โด ตลอดเรื่อง เพื่อทำให้ภารกิจพิชิตบาปทั้ง 7 ของเขาบรรลุผล เช่น ยัดอาหารชายอ้วนจนท้องแตก (ตะกละ) บังคับทนายความให้เฉือนเนื้อตัวเองมาชั่งกิโล (โลภ) ฉีดยาให้พวกค้ายาเสพติดต้องนอนติดเตียง 1 ปี (ขี้เกียจ) บังคับให้ผู้ชายสวมกางเกงหนังที่มีมีดติดปลาย ร่วมเพศกับโสเภณี เพื่อให้มีดเสียบเข้าไปในอวัยวะเพศของเธอ (ตัณหาราคะ) และการกรีดหน้าสาวสวยจนเละ (หยิ่งยโส)

จอห์น โด ยังมองว่าตนเองเป็นบาปริษยา เขาอิจฉาที่นักสืบเดวิด มิลลส์ มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น ภรรยาสวยแสนดีก็กำลังตั้งครรภ์ (กวินเน็ธ พัลโทรว์) เขาจึงลงมือก่อคดีสุดท้ายเพื่อทำให้เดวิดตกอยู่ในบาปโทสะแล้วสังหารเขาซะ ปิดฉากผลงานของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

13. มิสเตอร์บลอนด์ (Reservoir Dogs)

"มิสเตอร์บลอนด์" (ไมเคิล แมดเซ่น) เป็นตัวละครที่บ้าอย่างน่าขนหัวลุกที่สุดในบรรดา 6 แคแรกเตอร์หลักในหนังเรื่อง Reservoir Dogs (1992) ซึ่งเล่าเรื่องของโจรกลุ่มหนึ่งที่ตั้งทีมปล้นร้านเพชร โดยรวบรวมสมาชิกมา 6 คน โดยไม่มีการถามชื่อเสียงเรียงนามใด ๆ (เป็นที่มาของชื่อไทย "ขบวนการปล้นไม่ถามชื่อ") แต่จะใช้ชื่อสีเรียกแทน เช่น มิสเตอร์ไวท์ มิสเตอร์พิงค์ มิสเตอร์บลอนด์ ฯลฯ

มิสเตอร์บลอนด์เป็นคนเท่ ๆ ดูสงบ เยือกเย็น แต่โรคจิตไม่มีใครเกิน ภาพของเขาที่กลายเป็นตำนาน ถูกนำมาทำเป็นแฟนอาร์ตเพียบ คือภาพตอนเขากำลังยืนพิงเสาดูดน้ำอยู่ในอาการชิลล์ ๆ ซึ่งแฟนหนังรู้ดีว่า นั่นหมายถึงเขากำลังจะทำเรื่องเลือดเย็นให้ชมแล้ว

ฉากที่บ้าที่สุด

ฉากที่คนดูลืมไม่ลงแน่นอน คือ ฉากที่มิสเตอร์บลอนด์เปิดเพลง "Stuck in the Middle With You" แล้วเต้นไปด้วย เฉือนหูคนเล่นและฆ่าเขาอย่างเลือดเย็นไปด้วย เป็นหนังที่ทำให้เมื่อคุณเปิดเพลงนี้ฟังอีกครั้งในภายหลัง คุณจะไม่มีทางรู้สึกแบบเดิมกับมัน!

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวละครเหล่านี้สามารถเข้าไปครองใจผู้ชมได้ อาจเพราะเราทุกคนก็ไม่ต่างจากตัวละครของเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ในหนังเรื่อง Fight Club ที่มี "ไทเลอร์ เดอร์เด้น" อยู่ในใจ เป็นคนในจินตนาการของเรา เป็นคนในแบบที่เราไม่อาจเป็น และทำอะไรบ้า ๆ ในแบบที่เราไม่อาจทำในชีวิตจริง เป็นการปลดปล่อยชีวิตธรรมดา ๆ ของตัวเองไปสู่ความไม่ธรรมดาที่ใคร ๆ ก็อยากลิ้มลองสักครั้ง...ในชีวิต

คุณชอบดูหนังที่มีตัวละครบ้าดีเดือดและสุดโต่งแบบนี้หรือไม่

Preload

Author

Thumb lg 9f1e1d5a f939 4be3 8f9d fc38689aca1b

วันวนัทธ์

โพสคอมเม้นต์

Bt delete image

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!