ทรายไง อัพเดทเมื่อ 14:22 27/06/2559
Thumb lg page

10 เรื่องราวเกี่ยวกับ "รอยสัก" ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

14582 Pepper

เรื่องราวแปลกๆ เกี่ยวกับรอยสักที่ฟังแล้วอยากอุทานว่า "เฮ้ย จริงดิ"

รอยสัก

รอยสักนั้นมีประวัติและความเป็นมาช้านานนับพันปี การสักในสมัยก่อนนั้นอาจเป็นไปด้วยเรื่องของความเชื่อ การแสดงอำนาจหน้าที่ เผ่า สังกัด หรือแม้แต่ป้องกันภัยอัตรายต่างๆ ปัจจุบันพัฒนาเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของลายที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เทคนิคการสัก การลบ การใช้สี ตราบเท่าที่ยังมีคนสักอยู่ก็คงไม่มีการล้มหายตายจากของศิลปะชนิดนี้อย่างแน่นอน
 
หากคุณเป็นคนที่ชอบและหลงใหลในรอยสัก สไปซ์ขอชวนคุณมาอ่านเรื่องราวที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับรอยสัก อ่านแล้วจะร้องว่า จริงดิ!!!

10. ความหมายแต่โบราณของคำว่า Tattoo

ที่มีของคำว่า Tattoo นั้นมาจากคำว่า tatau ในภาษาของชาวตาฮิเตียนที่เป็นหนึ่งในชนเผ่ากลุ่มโพลีเนเซียน แปลว่า "การเจาะ ที่กระทำตราไว้บนผิวหนัง" ลายสักในสมัยนี้ก็จะเป็นลายชนเผ่าที่หลายคนชื่นชอบกันนั่นเอง
 
รอยสักในช่วงนี้จะหมายถึงความเข้มแข็งและการเจริญเติบโต แทนที่จะเน้นไปในทางศิลปะแบบปัจจุบัน

9. การสักในดินแดนที่อยู่หลังลูกกรงและกำแพงสูง

คุกก็เหมือนสถานที่ลึกลับที่เราไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวมากนัก การเข้าออกถูกออกแบบให้มีความซับซ้อนและต้องตรวจตราสิ่งของทุกชนิดอย่างละเอียดและรัดกุม ทำกันถึงขนาดนี้ใครจะคิดว่าเขาจะสักกันได้
 
คนที่เคยต้องขังก่อนเข้าไปอาจจะตัวเปล่าเล่าเปลือย แต่กลับออกมาพร้อมกันรอยสักสุดอลังการก็มี การสักในคุกนั้นต้องทำอย่างลับๆ หากผู้คุมมาเห็นก็วงแตก อุปกรณ์ที่ใช้แน่นอนว่าไม่ใช่เข็มสัก หรือเครื่องสัก แต่เป็นสิ่งของที่เขาพอจะหาได้เช่น สปริงในปากกา ลวดเส้นเล็กและวัสดุที่มีหัวแหลมชนิดอื่นๆ เท่าที่พอจะหาได้ แล้วสีน่ะเหรอ แงะปากกามาแล้ว ไส้ก็อย่าทิ้งให้เสียเปล่า เอามันมาใช้ให้คุ้มค่า และที่โหดสัสรัสเซียคือที่นั่นเขาใช้พื้นรองเท้าบูทที่ละลายผสมกับฉี่เป็นหมึก

8. เครื่องสักชิ้นแรกของโลกนั้นถือกำเนิดในปี ค.ศ. 1891

กว่าจะมีเครื่องสักอัตโนมัติแบบทุกวันนี้ต้องย้อนกลับไปร้อยกว่าปีเลยทีเดียว ซึ่งผู้คิดค้นก็คือ Samuel F. O’Reilley ที่ได้พัฒนามาจากเครื่องพิมพ์ลาย(ภาพซ้าย) ของ Thomas Alva Edison โดยไอเดียของเจ้าเครื่องพิมพ์ลายของโทมัสนั้นก็เรียบง่ายแต่เจ๋งมาก คือเจาะรูลงบนแบบ และจากนั้นหมึกจะได้ไหลไปตามรูที่เจาะ โดยอาจจะเป็นลายเซ็นต์ หรือดีไซน์อะไรก็แล้วแต่ ทำให้การพิมพ์นั้นไวขึ้น
 
ซามูเอลเดิมเป็นช่างสักอยู่ที่นิวยอร์ค เขาได้ใช้มือและเข็มในการสักมาโดยตลอด วันนึงเขาเกิดเห็นเจ้าเครื่อง Autographic Engraving Pen ของโทมัสที่โชว์ไว้ เขาจึงเดินเข้าไปขอทดลองใช้ และนั่นก็เป็นที่มาของการปรับปรุงขนาดใหญ่ ทั้งเรื่องน้ำหนัก การปั๊มหมึก การใส่มอเตอร์จนกลายเป็นเครื่องสักตัวแรกของโลก
 
ถ้าจะบอกว่า Samuel F. O’Reilley เป็นบิดาของเครื่องสัก ก็ต้องยกเครดิตให้ Thomas Alva Edison เป็นคุณปู่ของเครื่องสักแล้วกัน

7. การสักของเหล่านักเดินเรือและกะลาสี

การสักกับกะลาสีและนักเดินเรือเป็นของคู่แทบจะเรียกว่าคู่กันเลยทีเดียว และในสมัยก่อนนั้นรอยสักแต่ละลายไม่ได้แค่เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่ามีอาชีพหรือเกี่ยวข้องกับการเดินเรือเท่านั้น แต่ยังมีความหมายลึกลงไปอีก อาทิ เช่น
 
สัญลักษณ์ดาวเหนือหรือสมอเรือหมายถึงระดับของประสบการณ์ ว่าได้ผ่านกี่มหาสมุทร เล่นเรือไปได้กี่ย่านน้ำ, เต่าหมายถึงการได้ล่องเรือผ่านเส้นศูนย์สูตร, เรือที่กางปีกเต็มได้ได้เคยผ่านช่องแคบ และมังกรหมายถึงผู้ที่ทำงานให้กับประเทศจีน ความหมายแต่ละอัน ช่างคิดเสียจริง

6. มีข่าวลือว่าเหล่าประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาก็สักกับเค้าด้วย

การสักเป็นเรื่องของใครก็ได้ที่อยากสัก แต่ออกจะน่าสนใจมากกว่าคนอื่นถ้าคนที่มีรอยสักนั้นเป็นถึงประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งก็มีข่าวลือว่ามีหลายคนที่มีมีรอยสักอยู่บนตัว เช่น Franklin Pierce และ Dwight Eisenhower. แต่ผู้ที่ได้รับการยืนยันว่ามีจริงๆ ก็คือ Theodore Roosevelt ซึ่งสักเป็นลายตราประจำตระกูลบนอกนั่นเอง

5. มัมมี่ที่มีอายุกว่า 5,200 ปีนั้นก็มีรอยสักนะ

Ötzi the Iceman มัมมี่ตามธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดของโลกนั้นก็มีรอยสักกับเขาด้วย Ötz นั้นถูกพบในยุโรปในบริเวณระหว่างออสเตรียและอิตาลี โดยเชื่อว่ามีอายุประมาณ 5,200 ปี หลังจากที่ได้สำรวจซากมัมมี่อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็พบว่า รอยสักบางลายนั้นมีน่าจะเกี่ยวข้องกับทางการแพทย์หรือการรักษาเพราะบริเวณนั้นอยู่ตรงจุดฝังเข็ม

อ่านเรื่องสนุกๆ และหน้าตาแบบสมบูรณ์ก่อนตายได้ที่

4. รอยสักกับตุ๊กตาบาร์บี้สุดโกลาหล

บาร์บี้ที่เราเคยเห็นและคุ้นชินนั้นจะเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผิวเนียนสีต่างกันออกไป จะใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับอะไรก็แล้วแต่เจ้าของจะเนรมิตให้ แต่ถ้าวันหนึ่งบาร์บี้จะมีรอยสัก คุณจะยอมรับได้หรือไม่ในฐานะมนุษย์ปุถุชน หรือลองคิดในฐานะผู้ปกครองที่มีลูกสาว
 
ย้อนกลับไปในปี 1999 ได้มีการปล่อยบาร์บี้รุ่นที่มีรอยสักรูปผีเสื้อผีเสื้ออยู่บริเวณท้อง และไม่ใช่แค่บาร์บี้เท่านั้นที่จะมีรอยสักได้ ทางผู้ผลิตยังได้ใส่สติ๊กทูหรือรอยสักปลอมมาให้ผู้เป็นเจ้าของได้สามารถมีรอยสักเหมือนกับตุ๊กตาตัวโปรดของตัวเองได้อีกด้วย เพียงแค่นี้ เหล่าผู้ปกครองก็ร้องเรียนและโวยวายกันจ้าละหวั่น หลังจากเหตุการณ์นั้นผู้ผลิตก็ยักไหล่และได้ทำการปล่อยคอลเลคชั่นต่อมาในปี 2009 ที่มาพร้อมกับรอยสักรูปปืน นั่นไง เอากับเค้าซี๊ และคอลเลคชั่น Tokidoki ที่มีรอยสักที่แขนและต้นคอ เรียกว่าเอากันให้อกแตกตายกันเลยดีกว่า

3. ครั้งหนึ่ง รอยสักก็เคยถูกสั่งแบนในประเทศสหรัฐอเมริกา

ไม่ใช่เรื่องการห้ามสักลายธงชาติ หรือของสูงอะไร แต่เป็นในปี 1961 และปี 1997 การสักได้ถูกแบนโดยกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐ โดยห้ามสักในเขตเมืองนิวยอร์คเพราะว่ามีการระบาดของไวรัสตับอักแสบบี

2. หญิงสาวที่มีรอยสักบนจอแก้วคนแรกของโลก

หญิงสาวในยุคคุณทวดยังสาวไม่ใคร่สักกันเท่าไหร่นัก แต่ไม่ใช่กับเธอคนนี้ Betty Broadbent ที่สักจนเรียกว่าแทบจะหัวจรดเท้าเลยทีเดียว เบตตี้นั้นเป็นนักแสดงในคณะละครสัตว์ชื่อดัง ในคณะ " Ringling Brothers Barnum และ Bailey " โดยภาพของเธอได้ถูกถ่ายทอดขณะที่ทำการแสดงที่งาน World's Fair ในปี 1939

1. พื้นที่และโอกาสของคนมีรอยสักนั้นมีมากแค่ไหน

รอยสักนั้นไม่มีผลต่อความสามารถในการทำงาน แต่มันจะมีผลต่อการสมัครงานและโอกาสในการได้รับคัดเลือกเข้าทำงานหรือเปล่า อันนี้คงเป็นอีกเรื่องที่เราต้องถกเถียงกัน เพราะมีการสำรวจความคิดเห็นจากผู้จัดการฝ่ายบุคคลแล้วได้ผลสำรวจของปี 2012 ออกมาเป็นที่น่าตกใจว่ามีโอกาสผู้สมัครอาจจะชวดงานเพราะรอยสักถึง 61% ในขณะที่ปี 2011 มีเพียง 57% น่าแปลกที่ว่าโลกก็ดูจะพัฒนาและอิสระมากขึ้นทำไมโอกาสแป้กของคนมีรอยสักถึงได้เพิ่มขึ้นได้ล่ะเนี่ย

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 623cdf5d e9fc 45f0 b89d 0c87f0ea5764

ทรายไง