วันวนัทธ์ 2560/08/10 10:54
Thumb lg football stadium

10 สนามฟุตบอลสโมสรดัง...ที่แฟนบอลต้องไปเยือนสักครั้งก่อนตาย!!

162 Pepper

สำหรับแฟนบอล สนามฟุตบอลไม่ใช่แค่ที่สำหรับแข่งบอล แต่มันคือความผูกพัน คือประวัติศาสตร์ คือรอยยิ้ม คราบน้ำตาและความทรงจำ...ที่ทุกคนอยากไปเยือนสักครั้งในชีวิต

Football club stadium sport

สำหรับคนรักฟุตบอลแล้ว ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งในชีวิต คือการได้ไปเยือนสนามเหย้าของทีมรักสักครั้ง ต่อให้ไม่ได้ดูเกม ให้ได้ไปทัวร์สนามว่างเปล่าก็ยังดี และสำหรับแฟนบอลทั่วโลกแล้ว สนามฟุตบอลไม่ใช่แค่สนามแข่งบอลเท่านั้น แต่มันมีความผูกพัน มีความหลงใหล มีประวัติศาสตร์ มีรอยยิ้ม คราบน้ำตาและหมื่นล้านความทรงจำอยู่ในนั้น...แบบที่ไม่สามารถอธิบายให้คนไม่ดูบอลฟังได้

หรือต่อให้คุณไม่ได้เป็นแฟนบอล แต่การได้ไปเยือนสนามฟุตบอลเหล่านี้ก็ยังถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญของชีวิตอยู่ดี เพราะสนามฟุตบอลสโมสรใหญ่ ๆ ระดับโลกจะมีการออกแบบอย่างโดดเด่น มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอย่างยิ่ง บางแห่งเป็นเสมือนงานศิลปะหรือพิพิธภัณฑ์ดี ๆ นี่เอง

และต่อไปนี้คือ 10 สนามสโมสรฟุตบอลดัง ที่แฟนบอลทั้งหลายบอกว่า อยากไปเยือนสักครั้งก่อนตาย!

#1 Anfield (ลิเวอร์พูล)

"แอนฟิลด์" (Anfield) เป็นสนามฟุตบอลของสโมสรลิเวอร์พูล ตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ สร้างเสร็จในปี 1884 (133 ปีที่แล้ว) เดิมทีเป็นสนามของสโมสรเอฟเวอร์ตัน ต่อมาในปี 1892 เอฟเวอร์ตันย้ายไปกูดิสันพาร์ก เมื่อสโมสรลิเวอร์พูลถูกก่อตั้งในปีเดียวกัน แอนด์ฟิลด์จึงกลายเป็นสนามเหย้าของลิเวอร์พูลนับแต่นั้น

แอนฟิลด์เป็นสนามฟุตบอลระดับ 4 ดาว มีขนาด 101 x 68 เมตร รองรับผู้ชมได้ 54,074 ที่นั่ง จำนวนผู้ชมสูงสุดคือแมตช์เอฟเอคัพรอบที่ 5 ระหว่างลิเวอร์พูล VS วูลฟ์แฮมป์ตัน เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 1952 ผู้ชมแออัดยัดทะนานถึง 61,905 คน

แอนฟิลด์มีอัฒจันทร์ทั้งหมด 4 ด้าน คือ เซ็นเท็นแนรี่ (Centenary), เดอะ สปีออน คอป (The Spion Kop), แอนฟิลด์ โรด (Anfield Road) และเมนสแตนด์ (Main Stand) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของสนาม เพราะห้องแต่งตัวนักเตะ ที่นั่งนักเตะ ผู้จัดการทีม ผู้บริหาร และแขกผู้มีเกียรติจะอยู่ฝั่งนี้

ลิเวอร์พูลเพิ่งเสร็จสิ้นการปรับปรุงและต่อเติมสนามแอนฟิลด์ ทั้งขยายอัฒจันทร์ฝั่งเมนสแตนด์ ปรับปรุงบาร์ ศูนย์อาหาร ทางเดินลงสู่สนามของนักเตะ ร้านค้าสโมสร ฯลฯ และหากแผนต่อเติมอัฒจันทร์ฝั่งแอนฟิลด์ โรด เป็นจริงขึ้นมา ก็จะทำให้สนามเพิ่มความจุได้ถึง 60,000 ที่นั่ง

ทางเข้าสนามแอนฟิลด์มีอนุสาวรีย์ของเซอร์วิลเลียม บิล แชงคลีย์ ยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้า เขาคือฮีโร่ผู้ดึงลิเวอร์พูลจากจุดตกชั้นไปสู่การคว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง แล้วยังวางรากฐานความยิ่งใหญ่ให้ลิเวอร์พูลมากว่า 20 ปี

"สตีเว่น เจอร์ราร์ด" ตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่งแอนฟิลด์ ดีใจกับแฟน ๆ ในสนามหลังทำประตูได้

#2 Old Trafford (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

"โอลด์ แทรฟฟอร์ด" (Old Trafford) เป็นสนามฟุตบอลของสโมรสแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งอยู่ในเมืองโอลด์ แทรฟฟอร์ด เกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มีขนาด 105 x 68 เมตร จุคนได้ 75,635 ที่นั่ง

โอลด์ แทรฟฟอร์ดเปิดใช้เมื่อปี 1910 (107 ปีที่แล้ว) แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สนามได้รับความเสียหายจากระเบิด ทำให้แมนยูฯ ต้องไปใช้สนามเมนโรดร่วมกับคู่แข่งประจำเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 8 ปีเต็ม (ค.ศ. 1941 - 1949) ครั้นบูรณะเสร็จจึงกลับมาใช้โอลด์ แทรฟฟอร์ดตามเดิม

เซอร์บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน อดีตนักเตะอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ได้ขนานนามโอลด์แทรฟฟอร์ดว่า "โรงละครแห่งความฝัน" (Theatre of Dream) เพื่อเปรียบเปรยว่า ทุกครั้งที่แฟนบอลได้มาดูนักเตะแมนยูฯ ลงสนาม พวกเขาจะมีความสุขสมหวังราวกับเข้าไปชมละคร เพราะผลการแข่งขันมักจบลงด้วยความอิ่มเอมใจเสมอ คือชนะเสียเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง

ภาพมุมสูงของโรงละครแห่งความฝัน สะท้อนความยิ่งใหญ่ของสนามกีฬาสโมสรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรให้เห็นเต็มตา

รูปปั้น Holy Trinity หน้าทางเข้าสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นรูปปั้นนักเตะระดับตำนาน 3 คนของแมนยูฯ ยืนกอดคอกัน ได้แก่ จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์ และเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน โดยสามคนนี้ยิงประตูรวมกันได้ถึง 665 ประตู และทั้งสามคนยังได้รับโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรปร่วมกันด้วย

"อีริค คันโตน่า" เจ้าของสมญานาม The King of Old Trafford โชว์ลีลาเหนือชั้นในแมตช์ที่แมนยูฯ ปะทะกับเซาท์แธมป์ตันในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด

#3 Santiago Bernabéu (เรอัล มาดริด)

"ซานเตียโก เบร์นาเบว" (Santiago Bernabéu) เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเรอัล มาดริด ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เปิดใช้สนามในปี 1944 (73 ปีที่แล้ว) โดยตั้งชื่อสนามตามนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่และยังเป็นประธานสโมสรเรอัล มาดริดด้วย คือ "ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต"

เดิมทีสนามแห่งนี้จุผู้ชมได้ถึง 120,000 คน แต่ต่อมาได้ปรับปรุงสนามให้ทันสมัยขึ้นจึงลดจำนวนความจุลง และได้ยกเลิกตั๋วยืนไปตามกฎใหม่ของยูฟ่าที่ห้ามยืนชมเกม ทำให้ปัจจุบันสนามซานเตียโก เบร์นาเบว มีที่นั่งรวม 80,400 ที่นั่ง มีเนื้อที่รวม 107 × 72 เมตร

เบร์นาเบวเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม รูปทรงโมเดิร์นเก๋ไก๋ ภายในสะดวกสบาย ทำให้เบร์นาเบวได้รับเลือกให้เป็นสนามจัดการแข่งขันแมตช์ใหญ่ ๆ ระดับโลกหลายครั้ง รวมทั้งฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศในปี 1982

ความเจ๋งอีกอย่างของเบร์นาเบวคือตั้งอยู่ในย่านธุรกิจขนาดใหญ่ใจกลางเมือง (มีสนามฟุตบอลไม่กี่แห่งที่มีโลเคชั่นแบบนี้) แล้วยังมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งกรุงมาดริดเป็นของตัวเองด้วย

ภายในอาคารยังมีห้องพักนักกีฬา พิพิธภัณฑ์ ดิสเพลย์นักเตะระดับตำนาน ห้องเก็บประวัติและถ้วยรางวัลต่าง ๆ ที่สโมสรเคยได้รับ โดยที่นี่มีการจัดทัวร์พานักท่องเที่ยวชมสนามด้วย

"คริสเตียโน่ โรนัลโด้" นักเตะคนดังของเรอัล มาริด ขณะเดินเข้าสู่สนามซานเตียโก เบร์นาบิว อย่างองอาจ

#4 Giuseppe Meazza (อินเตอร์ มิลาน, เอซี มิลาน)

สนาม "จูเซ็ปเป้ เมอัสซา" (Giuseppe Meazza) หรือที่ใคร ๆ เรียกกันติดปากว่า "ซานซีโร" (San Siro) เป็นสนามเหย้าของ 2 สโมสรฟุตบอลใหญ่ในอิตาลี คือ อินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน สร้างขึ้นในปี 1925 (92 ปีที่แล้ว) มีขนาด 105 x 68 เมตร จุผู้ชมได้ 82,955 คน

จูเซ็ปเป้ เมอัสซา เป็นชื่อนักเตะระดับตำนานของอิตาลี ซึ่งเคยเล่นให้ทั้งกับอินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน (แต่แฟนบอลเอซี มิลาน นิยมเรียกว่าสนามซานซีโร่มากกว่า เพราะเมอัสซาถูกจดจำในฐานะตำนานของอินเตอร์ มิลาน)

ภายในอาคารมีพิพิธภัณฑ์และที่เก็บถ้วยรางวัลของทั้งสองสโมสร ประวัติของทีม รูปภาพและเสื้อของนักเตะ ทางเข้ามีหุ่นจำลองนักเตะระดับตำนานของทั้งสองทีมยืนต้อนรับ คือ เปาโล มัลดินี่ (เอซี มิลาน) และฮาเวียร์ ซาเน็ตติ (อินเตอร์ มิลาน)

อย่างไรก็ตาม มีข่าวลือหนาหูว่าทั้งสองทีมอาจยุติการใช้สนามร่วมกัน เนื่องจากเอซี มิลานมีแผนจะสร้างสนามเหย้าใหม่เป็นตัวเอง อยู่ห่างจากเมอัสซ่าเพียง 2 ไมล์ รอดูกันต่อไปว่าข่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่

จูเซ็ปเป้ เมอัสซา ไม่เพียงเป็นสนามฟุตบอล แต่ยังมีความสำคัญในเชิงสถาปัตยกรรม ศิลปะและประวัติศาสตร์ด้วย มันถูกยกให้เป็น 1 ใน 10 สถานที่สำคัญในกรุงมิลานที่ถ้าคุณมาแล้วต้องแวะไปเยือน ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึงมิลาน

"โรแบร์โต้ บัจโจ" นักเตะทีมชาติอิตาลีระดับตำนาน ที่เคยเตะให้ทั้งกับอินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน กับแมตช์ในสนามจูเซ็ปเป้ เมอัสซา ของเขา

#5 Emirates Stadium (อาร์เซนอล)

"เอมิเรตส์ สเตเดียม" (Emirates Stadium) เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล ตั้งอยู่ที่ย่านแอชเบอร์ตัน โกรฟ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดใช้งานในปี 2006 มีขนาด 105 × 68 เมตร จุคนได้ 60,355 ที่นั่ง ถือเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก รองจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด ของแมนยูฯ

ในระหว่างก่อสร้าง สนามนี้รู้จักกันในชื่อ "แอชเบอร์ตัน โกรฟ" (Ashburton Grove) ตามที่ตั้งของสนาม ต่อมาทางสโมสรได้บรรลุข้อตกลงกับสายการบินเอมิเรตส์ โดยมีข้อตกลงว่าจะต้องใช้ชื่อเอมิเรตส์ สเตเดียม เป็นเวลา 15 ปี (สัญญาจะสิ้นสุดในปี 2021)

จริง ๆ แล้วสนามเหย้าดั้งเดิมของอาร์เซนอลชื่อ "อาร์เซนอล สเตเดียม" แต่คนนิยมเรียกว่า "ไฮบิวรี่" (Highbury) มากกว่าเพราะตั้งอยู่ในย่านไฮบิวรี่ อาร์เซนอลอยู่ที่นี่มานานถึง 93 ปี (ค.ศ.1913 - 2006) แต่ในภายหลังสโมสรโด่งดังขึ้นมาก จนส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในย่านนั้น ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ในย่านแอชเบอร์ตัน โกรฟแทน

ด้านหน้าสเตเดียมมีรูปปั้นปืนใหญ่ 2 กระบอกวางไว้ เหตุที่ปืนใหญ่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของอาร์เซนอลก็เพราะก่อนจะมาอยู่ที่ลอนดอน สโมสรเคยอยู่ในย่านโบโรห์ ออฟ วอลวิค (Borough of Waldwick) มาก่อน ซึ่งเป็นย่านที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานด้านการทหาร และเป็นฐานผลิตปืนใหญ่ของราชอาณาจักรนั่นเอง

เอมิเรตส์ สเตเดียมยามค่ำคืน ยังสวยงามโดดเด่นและเจิดจ้าชวนมอง

อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการก่อสร้างเอมิเรตส์ สเตเดียม

#6 Camp Nou (บาร์เซโลน่า)

"คัมป์นู" (Camp Nou) เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ตั้งอยู่ที่บาร์เซโลนา เมืองสถาปัตยกรรมของสเปน เป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีขนาด 105 × 68 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 3 ปี เปิดใช้ในปี 1957 (60 ปีที่แล้ว) รองรับคนได้ 99,354 คน

แม้ปัจจุบันคัมป์นูจะเป็นสนามฟุตบอลที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอยู่แล้ว แต่บาร์ซ่าก็ยังมีแผนขยายคัมป์นูให้ยิ่งใหญ่อลังการขึ้นไปอีก มีการต่อเติมและรีโนเวทบางส่วน คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2021 ซึ่งหลังการต่อเติมจะทำให้คัมป์นูสามารถจุคนได้มากถึง 105,000 คน

ในแต่ละวันคัมป์นูยังทำเงินเข้าสโมสรเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เป็นโปรแกรมทัวร์สนาม พร้อมจำหน่ายสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับทีมและนักฟุตบอลด้วย

ด้านหน้าสนามมีงานศิละประเภทประติมากรรมวางเรียงรายอยู่หลายชิ้น รวมทั้งรูปปั้นของ Ladislao Kubala นักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดเท่าที่บาร์ซ่าเคยมี โดยแอคชั่นนี้จำลองมาจากภาพถ่ายในแมตช์ที่ Kubala ลงเล่นนัดแรกให้กับบาร์ซ่าในปี 1950

ความยิ่งใหญ่อลังการของคัมป์นูเมื่อมองจากมุมสูง

"ลีโอเนล เมสซี่" นักเตะขวัญใจแฟนบอลบาร์ซ่า กับเกมในสนามคัมป์นู

#7 Stamford Bridge (เชลซี)

"สแตมฟอร์ด บริดจ์" (Stamford Bridge) เป็นสนามฟุตบอลของสโมสรเชลซี ตั้งอยู่ในย่านฟูแลม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดใช้สนามอย่างเป็นทางการในปี 1877 มีขนาด 103 x 67 เมตร จุคนดูได้ 41,629 ที่นั่ง เป็นสนามที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของสนามในพรีเมียร์ลีก

สแตมฟอร์ด บริดจ์ อายุครบ 140 ปีเต็มในปี 2017 นี้ ถือเป็นสนามที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษ (รองจากสนามบรามอลล์เลน ของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่มีอายุ 162 ปี)

ผู้ออกแบบสแตมฟอร์ด บริดจ์ คือ Archibald Leitch สถาปนิกชื่อดังชาวสกอตแลนด์ ซึ่งโด่งดังมากในเรื่องการออกแบบสนามฟุตบอล เขาเป็นผู้ออกแบบสนามแอนฟิลด์, โอลด์ แทรฟฟอร์ด, อาร์เซนอล สเตเดียม, ไวท์ฮาร์ทเลน และอีกหลายแห่ง

ขณะนี้เชลซีมีแผนจะปรับปรุงสนามให้ทันสมัยและยิ่งใหญ่มากขึ้น โดยได้เปิดตัวโมเดลสนามสแตนฟอร์ด บริดจ์ โฉมใหม่ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะสามารถรองรับแฟนบอลได้ถึง 60,000 คน งบปรับปรุงสนามอยู่ที่ 500 ล้านปอนด์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2020

โมเดลของสแตมฟอร์ด บริดจ์ใหม่ ที่ได้รับการอนุมัติจากสภาเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"ดิดิเย์ ดร็อกบา" อดีตกองหน้าระดับตำนานของเชลซี กับท่าฉลองชัยในสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ หลังยิงประตูให้เชลซีเอาชนะสโต๊กซิตี้ได้ 1-0 เมื่อปี 2012

#8 Parc des Princes (ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง)

ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ (Parc des Princes) เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "เปเอสเช") ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีขนาด 105 x 68 เมตร สามารถรองรับผู้ชมได้ 48,712 ที่นั่ง

ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์สร้างขึ้นในปี 1897 ต่อมาในปี 1970 ได้สร้างสนามใหม่ในที่ดินผืนเดิม ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง พอสนามเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 1972 เปเอสเชก็เข้าครอบครองใช้เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี 1973 เป็นต้นมา

นอกจากจะเป็นสนามเหย้าของเปเอสเชแล้ว ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ยังเคยใช้เป็นที่จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกและแชมเปี้ยนส์ลีกมาแล้วหลายครั้ง แล้วยังใช้เป็นเส้นชัยของการแข่งขันจักรยานทางไกล "ตูร์เดอฟร็องส์" รวมทั้งเป็นสนามจัดการแข่งขันรักบี้ระดับนานาชาติของฝรั่งเศสด้วย

ผู้ออกแบบสนามกีฬาแห่งนี้คือ Roger Taillibert สถาปนิกชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่ปัจจุบันอายุ 91 ปีแล้ว มีผลงานการออกแบบระดับโลกมากมาย อาทิ สนามกีฬาโอลิมปิกมอนทรีออล ไบโอโดมแห่งแคนาดา เป็นต้น

ความโดดเด่นของปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ คือ มันถูกออกแบบให้มีเสาคอนกรีตถึง 50 เสา มารองรับหลังคารูปวงแหวน

มาอย่างราชา จากไปอย่างตำนาน "ซลาตัน อิบราฮิโมวิช" กับนัดสุดท้ายในสนามปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2016

#9 Allianz Arena (บาเยิร์น มิวนิค)

"อัลลิอันซ์ อาเรนา" (Allianz Arena) เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ใช้เวลาสร้าง 3 ปีเต็ม ใช้งบไป 340 ล้านยูโร จุผู้ชมได้ 75,024 คน สนามมีขนาด 105 x 68 เมตร เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2005

นอกจากเป็นสนามเหย้าของบาร์เยิร์น มิวนิคแล้ว ที่นี่ยังเป็นสนามเหย้าของสโมสรทีเอสวี 1860 มิวนิค ด้วย เนื่องจากทั้งสองทีมร่วมสร้างสนามด้วยกัน โดยลงเงินคนละครึ่ง ต่อมา 1860 มิวนิค ได้ขายหุ้น 50% ที่ตนถือให้แก่บาเยิร์น มิวนิค แต่ยังคงใช้สนามดังกล่าวในฐานะผู้เช่า

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในฤดูกาล 2016 - 2017 ที่ผ่านมา 1860 มิวนิคดันพลาดท่าตกชั้น ต้องลงไปเล่นดิวิชั่น 3 ในฤดูกาลหน้า ทำให้ทางสโมสรตกลงยุติสัญญาใช้อัลลิอันซ์ อารีนา เป็นสนามเหย้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อัลลิอันซ์ อาเรนา ถูกเรียกว่า "Autoreifen" ซึ่งแปลว่ายางรถยนต์ เนื่องจากตัวอาคารมีลักษณะคล้ายยางรถยนต์ เหมือนแค่ไหนดูเอาเอง

ความโดดเด่นอีกอย่างของอัลลิอันซ์ อาเรนา คือสามารถเปลี่ยนสีได้ โดยเปลี่ยนไปตามทีมที่ลงเล่น เช่น ถ้าบาเยิร์นลงสนามก็ใช้สีแดง ถ้า 1860 มิวนิคลงสนามจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แต่ถ้าทีมชาติเยอรมันลงเตะหรือรายการอื่น ๆ ก็จะใช้สีขาว เป็นต้น

"ฟิลิปป์ ลาห์ม" อดีตกัปตันทีมบาร์เยิร์น มิวนิค ที่เพิ่งแขวนสตั๊ดไปหมาด ๆ ขณะเดินเข้าสู่อัลลิอันซ์ อาเรนา เขาเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นนักเตะในทำเนียบหอเกียรติยศสโมสร หลังเป็นกำลังสำคัญของทีมมาโดยตลอด

#10 Allianz Stadium (ยูเวนตุส)

"อัลลิอันซ์ สเตเดียม" (Allianz Stadium) เป็นสนามเหย้าของสโมรสรฟุตบอลยูเวนตุส ตั้งอยู่ในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี มีขนาด 105 x 68 เมตร จุคนได้ 41,000 ที่นั่ง เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2011

นับแต่ก่อตั้งสโมสรในปี 1897 ยูเวนตุสเปลี่ยนสนามเหย้ามาแล้ว 5 แห่ง กระทั่งสร้างสนามเป็นของตัวเองในที่สุด ปัจจุบันยูเวนตุสเป็นสโมสรฟุตบอลเดียวในอิตาลีที่มีสนามเหย้าเป็นของตัวเอง สโมสรอื่น ๆ ล้วนเช่าสนามจากเทศบาลเมืองทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม แฟนบอลหลายคนอาจยังคุ้นกับเชื่อเดิมของสนามแห่งนี้มากกว่า นั่นคือ "ตูริน สเตเดียม" หรือ "ยูเวนตุส สเตเดียม" เพราะใช้ชื่อนี้มานานถึง 6 ปี แต่เนื่องจากยูเวนตุสเพิ่งได้ "อัลลิอันซ์" บริษัทประกันภัยเงินหนาจากเยอรมันมาเป็นสปอนเซอร์ ทำให้สนามต้องเปลี่ยนชื่อไปด้วย โดยมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2017 ไปจนถึงปี 2023 โดยสนามฟุตบอลแห่งนี้กลายเป็นสนามฟุตบอลชื่ออัลลิอันซ์แห่งที่ 6 ของโลก

ภายในสเตเดียมมีพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ ประวัติศาสตร์ของทีม รวมถ้วยรางวัลต่าง ๆ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และเป็นศูนย์การค้าอยู่กลาย ๆ

ภาพถ่ายทางอากาศ นอกจากแสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมชั้นยอดของสนามอัลลิอันซ์ สเตเดียมแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงผังเมืองที่สวยงามของเมืองตูรินด้วย

"อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่" นักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของยูเวนตุส โบกมือลาสโมสรไปในปี 2012

แฟนบอลท่านใดที่อ่านบทความนี้จบแล้วเริ่มมองหาตั๋วเครื่องบิน เช็ควันลา หรือแพ็คกระเป๋าเดินทาง ก็ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ อิ่มเอมกับปลายทาง และมีฟุตบอลในหัวใจตลอดไป... You'll never walk alone.

สนามฟุตบอลที่คุณอยากไปเยือนที่สุด

Preload

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 9f1e1d5a f939 4be3 8f9d fc38689aca1b

วันวนัทธ์