LittleCorner 2560/11/28 12:28
Thumb lg page2

ชื่อนั้นท่านได้แต่ใดมา? รวมที่มาของชื่อ 7 sneakers ระดับตำนานโลก

1869 Pepper

ทำไมชื่อรุ่นรองเท้าดังๆต้องเป็นชื่อคน? แล้วคนพวกนี้เป็นใคร มีอิทธิพลยังไง ทำไมถึงมีชื่อรุ่นรองเท้าเป็นของตัวเอง?

รองเท้าผ้าใบ แฟชั่น ความรู้ Shoes Sneakers Fashion แต่งตัว lifestyle Brand famous

ใครจะไปรู้ว่ารองเท้าผ้าใบเพื่อการกีฬาเมื่อหลายทศวรรษก่อน ตอนนี้แทบทุกยี่ห้อกลายมาเป็นรองเท้าแฟชั่นที่ดังพลุแตกไปทั่วโลกจนหยุดไม่อยู่แล้ว ในยุคที่ sportwear กำลังมาแรงแซงทางโค้ง ในยุคที่การ mix & match เสื้อผ้า หน้าผม และรองเท้ามันเปิดกว้างเหลือเกิน คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารองเท้าผ้าใบมันทั้งเท่ ใส่ได้ทุกโอกาส และใส่สบายจริงๆ จากเดิมที่ดูจะเป็นรองเท้าสำหรับหนุ่มๆ ตอนนี้มันเป็นสินค้าสำหรับทุกเพศทุกวัยไปแล้ว สาวๆ ก็คงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยละว่าใส่มันไปเดินช้อปปิ้งเป็นชั่วโมงๆสบายกว่าการใส่ส้นสูงเยอะเลย

จากที่เคยร้องหา Chuck Taylor, Jack Purcell เมื่อยังเป็นวัยซะรุ่น ทุกวันนี้เราก็ร้องหา Stan Smith กันจนคุ้นหู แต่เดี๋ยวนะ ชื่อรุ่นรองเท้าพวกนี้ทำไมเป็นชื่อคนซะเยอะจัง ส่วนใหญ่จะชื่อผู้ชายด้วย ทำไมถึงมีชื่อรุ่นรองเท้าเป็นของตัวเองที่คนทั่วโลกต้องควานหามาไว้ในครอบครอง แทบจะลืมเรียกชื่อยี่ห้อไปแล้วด้วยซ้ำ ไหนมาตามดูกันซิว่า 7 รุ่นรองเท้าผ้าใบยอดฮิตแต่ละรุ่นมีต้นกำเนิดมาจากคุณพ่อท่านไหนกันบ้าง

#1 adidas | Stan Smith

Stan Smith รองเท้าขาวหน้ามน ที่สุดของยุคนี้.. เคยสงสัยมั้ยว่าหน้าผู้ชายบนลิ้นรองเท้าเป็นใคร? อ่อ.. ก็มันเป็นรองเท้าผ้าใบนักกีฬาเนอะ ทำให้นักเทนนิสใส่ สรุปแล้วพ่อสแตน สมิทธนั่นก็คือฮีโร่นักเทนนิสนี่เอง รองเท้ารุ่นนี้เกือบจะได้ชื่อว่า Robert Haillet ตามชื่อแชมป์เทนนิสชาวฝรั่งเศสแล๊ววว (คงจะเรียกยากน่าดู) แต่เค้าก็ออกมาประกาศลาวงการไปซะก่อน ดาวรุ่งพุ่งแรกอันดับถัดไปที่ Adidas เลือกมาเป็นไอดอลให้รองเท้าเทนนิสหนังล้วนรุ่นแรกนี้ก็คือ Stanley Roger “Stan” Smith โดยใช้เวลาไม่นานนัก Stan Smith ก็กลายเป็นรองเท้าที่ดารา คนมีชื่อเสียง และใครๆ ก็ต้องการจับจองด้วยเช่นกัน จนมาถึงช่วงปีค.ศ. 2000 ต้นๆ กระแสรองเท้ารุ่นนี้ก็เริ่มหายไป

Stan Smith กลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2014 เปิดตัวใหม่รอบนี้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเข้าไปอีก (มากกกกกกกกกกกกกกกกกก) โดยมีตัวเลือกสีเพิ่มขึ้น และมีการฟีเจอร์ริ่งกับดีไซเนอร์ชื่อดังและผู้มีชื่อเสียงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การแต่งตัวแนวสปอร์ตที่กำลังมา โดยสามารถนำไปแมชกับเสื้อผ้าในหลากหลายสไตล์ได้มากขึ้น จนตอนนี้ไม่ว่าใครก็ต้องขอมี Stan Smith มาไว้ในครอบครองอย่างน้อยก็คู่นึงหละ และมันก็กลายมาเป็นรองเท้าแฟชั่นเต็มตัวไปแล้ว

#2 Converse | Chuck Taylor

มาต่อกันที่รองเท้ารุ่นคลาสสิคที่สุดในสามโลก Converse Chuck Taylor All-Star ที่ดังเป็นพลุแตกเมื่อพ่อหนุ่มนักบาส และกลายมาเป็นพนักงาน Converse ชัค เทย์เลอร์ เป็นคนติดดาวเข้าไปที่รองเท้าผ้าใบนักกีฬาบาสเกตบอลแบบหุ้มข้อนี้

จริงๆแล้วชัค เทย์เลอร์ ไม่ใช่นักบาสมือโปรอะไร แต่เค้าชอบกีฬานี้และมีหัวทางด้านการขายและการตลาด เค้าตัดสินใจเลิกเล่นบาสและมาสมัครทำงานขายที่บริษัท Converse ในชิคาโก ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เค้าชื่นชอบและใส่เล่นบาสเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว และเค้าก็ได้รับเข้าทำงานทันที โดยเป็นคนตระเวนโปรโมทรองเท้ารุ่นนี้และช่วยโค้ชทีมบาสเกตบอลต่างๆ ทั่วอเมริกาด้วยตัวเอง จากจุดนั้นรองเท้านักบาส Converse All-Star ก็กลายมาเป็น Converse ติดดาว Chuck Taylor All-Star ในหลากหลายแบบทุกวันนี้ ที่ลูกเด็กเล็กแดงและคนทุกเพศทุกวัยใส่กัน ถือเป็นรองเท้ารุ่นคลาสสิคที่ราคาเอื้อมถึงได้ง่ายอีกด้วย กราบพ่อชัค เทย์เลอร์งามๆ

#3 Converse | Jack Purcell

อีกหนึ่งความคลาสสิคระดับตำนานของ Converse อาจจะสู้รองเท้านักบาส Chuck Taylor ไม่ได้ แต่ด้วยความสวยเรียบง่ายก็ทำให้รุ่น Jack Purcell ยังขายดีตลอดกาลเช่นกัน

รุ่นนี้ได้ชื่อมาจากชื่อนักแบตมินตันแชมป์โลกปีค.ศ. 1933 ชาวแคนาดา และที่ควรคู่แก่การยกย่องนำชื่อมาใช้ก็เพราะว่าในประวัติการแข่งของ Jack Purcell เค้าไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครเลยจนกระทั่งเค้าลาวงการไปในปี 1945 ความมุ่งมั่นและความสำเร็จในสายอาชีพของเค้าไม่ใช่แค่การขยันฝึกซ้อมอย่างหนักเท่านั้น แต่เป็นการเอาใจใส่ในรายละเอียดถึงขนาดที่ออกแบบรองเท้าลงแข่งคู่นี้ด้วยตัวของเค้าเอง โดยมีบริษัท BF Goodrich เป็นผู้ผลิตให้ในปี 1935 และ Converse ก็ได้ซื้อต่อลิขสิทธิ์มาไว้ในครอบครองในช่วงปี 1970 จนถึงปัจจุบันนี้

#4 Nike | Roshe Run

มาถึงอีกแบรนด์ฮิตในวงการกีฬาที่มีการออกแบบเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน Nike รุ่น Roshe Run อาจจะเป็นน้องใหม่ซะหน่อยถ้าเทียบกับรุ่นพี่ๆด้านบน รุ่นนี้ Nike ตั้งโจทย์ว่าอยากได้ผ้าใบรุ่นใหม่ในลุคสปอร์ตแบบไม่เทอะทะ ใช้ออกกำลังได้ ใส่ลำลองก็ดี และต้องมีสไตล์ โดยยังคงใช้วัสดุที่มีประสิทธิภาพตามแบบฉบับของไนกี้เพื่อความสบายในการสวมใส่ และต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น

Dylan Raasch ผู้ออกแบบที่รับโปรเจคนี้มาต้องออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ในราคาขายประมาณ $70 (ประมาน 2,400 บาท) เค้าตีโจทย์นี้แตกจากการฝึกตนของเค้าเองในนิกายเซนตั้งแต่ยังเด็ก ที่เน้นการนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง เดี๋ยวนะ.. เรื่องศาสนาพุทธ กับ ฝรั่ง และรองเท้าผ้าใบ มันจะไปด้วยกันยังงัยนะ?

Dylan นำหัวใจหลักของนิกายเซนมาออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ นั้นก็คือความสงบ เรียบง่าย และประณีต โดยตัดส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป แรงบันดาลใจของเค้าคือภาพของปรมาจารย์นิกายเซน (Roshi) ที่นั่งสมาธิอยู่ในสวนเซน เค้าเริ่มออกแบบรูปร่างและสีจากตรงนั้น พื้นล่างของรองเท้าก็ได้แรงบันดาลใจจากหินที่วางเป็นทางเดินในสวนเซน นี่จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น Roshe Run ที่มาจากคำว่า Roshi แต่ด้วยเรื่องลิขสิทธิ์ตามกฎหมายทำให้ต้องเปลี่ยนการใช้ตัวสะกดลงท้ายจากตัว e เป็น ตัว i แต่ยังคงอ่านว่า “โรชิ” และมีความหมายของความเรียบง่ายเหมือนเดิม

#5 ASICS | Kayano

หลังจากที่หนุ่มไฟแรง Toshikazu Kayano ได้เริ่มทำงานออกแบบรองเท้าได้เพียง 5 ปี เค้าก็มีความคิดอยากพัฒนารองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงออกมาโดยเปลี่ยนลุคของรองเท้า ASICS ใหม่ และใช้เทคโนโลยีล่าสุด ในแบบที่ลูกค้าเห็นแล้วว้าวจนต้องซื้อทันที

แต่กว่าจะได้มาซึ่งรุ่นนี้นั้นทุกอย่างมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างใจคิด เค้าได้ปลุกปล้ำลองผิดลองถูกกับการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่นี้อยู่นานพอตัว จนทางบริษัทได้ช่วยส่งเค้าไปปรึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติมกับทีมการตลาดที่ประเทศอเมริกา และในคืนนึงขณะที่เค้าออกไปทานข้าวเย็นกับทีมอยู่นั้น ASICS Kayano ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นบนกระดาษเช็ดปาก ใช่! นั่นคือภาพสเก็ตช์แรกของ Kayano สุดยอดรองเท้าวิ่งที่ดังเปรี้ยงปร้างในทุกวันนี้ และเพื่อเป็นการขอบคุณคายาโน่ที่ได้พัฒนารองเท้าประสิทธิภาพสูงนี้ขึ้นมา ชื่อของเค้าเลยถูกนำมาใช้เป็นชื่อรุ่น

#6 Puma | Clyde

อีกหนึ่งรุ่นรองเท้าผ้าใบที่มีพัฒนาการมาจากรองเท้านักกีฬาบาสเกตบอล ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเส้นคลื่นที่คาดผ่านกลางรองเท้า ดูจะเป็นที่ถูกใจของกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในยุค 80 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหล่านักสเก็ตและสาวกฮิปฮอปที่นิยมแต่งตัวแนว street

ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1973 Walter "Clyde" Frazier นักบาสเกตบอลตัวท้อปของอเมริกาผู้ซึ่งมีความหลงไหลในการแต่งตัวเป็นอย่างมาก ได้ขอให้บริษัท Puma ช่วยสั่งตัดรองเท้าผ้าใบรุ่น Suedes (อีกหนึ่งรุ่นที่มีชื่อเสียงของ Puma) ด้วยน้ำหนักที่เบาลงและตัวรองเท้าที่กว้างขึ้นให้ รองเท้ารุ่นนี้เลยได้ใช้ชื่อเล่นของ Walter Frazier ที่โค้ชของเค้าเป็นคนตั้งให้ตามความเนี๊ยบในการแต่งตัวของเค้าในสไตล์จอมโจรชื่อดัง Clyde Chestnut Barrow หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Bonnie and Clyde นั่นเอง

#7 Nike | Cortez

จุดเด่นของรองเท้า Nike รุ่น Cortez ชัดเจนว่าเป็นโลโก้สีแดงสดใส (ในรุ่นแรก) ที่มีที่มาจากปีกแห่งชัยชนะของเทพไนกี้ (ไม่ใช่เครื่องหมายถูกอย่างที่เราคิดมาตลอดนะ) มันถูกออกแบบมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1968 สำหรับวางขายและใช้ในงานโอลิมปิค ปี 1972 ที่ประเทศเยอรมัน ด้วยคอนเซปของความกระชับและทนทาน เหมาะทั้งสำหรับใช้ฝึกซ้อมและลงวิ่งจริงของนักกีฬา และเป็นที่แน่นอนว่านักกีฬาจากประเทศอเมริกาก็ได้ใส่รองเท้า Cortez ลงแข่งในงานนี้ มาถึงตรงนี้.. คุณคิดว่าว่าชื่อรองเท้ารุ่นนี้มาจากชื่อนักกีฬาโอลิมปิคใช่มั๊ย?

คดีผลิก! ชื่อคอเทซนั้นมาจากชื่อนักรบชื่อดังชาวสเปนที่สามารถบุกยึดจักรวรรดิ Aztec (หรือที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ในชื่อของประเทศเม็กซิโกนั้นเอง) ได้อย่างมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และกล้าหาญ ช่างเหมาะกับการแข่งขันโอลิมปิคจริงๆ

ก็จะไม่ดังได้งัยในเมื่อคนตั้งกี่ร้อยกี่พันล้านคนจากทั่วโลกเห็นตราไนกี้สีแดงลอยเด่นในงานโอลิมปิคครั้งนั้น แถมต่อมายังมาโผล่ในซีรีส์ดังปี 1976 อย่าง Charlie's Angel และ หนังดัง Forrest Gump ปี 1994 อีก ถือเป็นรุ่นประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้

เป็นยังไงกันบ้าง พอได้รู้ที่มาที่ไปของชื่อรองเท้ายอดฮิตแต่ละรุ่นแล้ว เพื่อนๆ รู้สึกเหมือนกันมั้ยว่าเราอินกับรองเท้าผ้าใบที่เรามีอยู่ หรือกำลังจะมีในอนาคตเยอะขึ้นอีกเป็นกอง มันไม่ใช่แค่ชื่ออะไรก็ได้ แต่ทุกอย่างมันถูกกลั่นกรองออกมาจากใจของคนคิด คนออกแบบ คนผลิต และคนขายแล้วจริงๆ

ยี่ห้อไหนคือที่หนึ่งในดวงใจคุณ

Preload

Author

Thumb lg e492110d 427c 4325 bd8b 07fa04187b62

LittleCorner

Many things around you are waiting to be discovered!

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!