TWENTY1 อัพเดทเมื่อ 17:43 01/08/2559
Thumb lg muaythai legend

10 ตำนานยอดนักมวยไทยตลอดกาล!

21564 Pepper

ตำนานนักมวยไทย ศิลปะการป้องกันตัวของชาวไทยที่สืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลาน!

Muaythai sport

"มวยไทย" เป็นศิลปะการป้องตัวของประเทศไทย ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เป็นศิลปะป้องกันตัวที่นำมาใช้ในศึกสงคราม มีความโดดเด่นทางด้านการต่อสู้โดยใช้ร่างกาย หมัด เท้า เข่า ศอก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีนักมวยมากฝีมือมากมายหลายคนซึ่งได้ฉายแววโดดเด่นตามเวทีมาตรฐานต่างๆของไทย และบางคนสามารถต่อยอดขึ้นไปเป็นนักมวยสากลอาชีพและสามารถครองแชมป์โลกได้เลยทีเดียว ในคราวนี้เราจะนำเสนอ 10 ยอดมวยไทยในตำนานให้ได้รู้จักกัน

10. นำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร

"นำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร" มีชื่อจริงว่า มูฮัมหมัด ไชยมาตร เป็นชาวจังหวัด สุราษฎร์ธานี

เป็นทั้งนักมวยไทยและนักมวสากล จากค่าย ป. ประมุข ขึ้นชื่อว่าเป็นนักมวยที่มีการรำไหว้ครูได้สวยงามจนได้รับฉายาว่า ราชัญรำมวย นำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร เป็นแชมป์เวที PABA รุ่นไลฟ์เวท ในวันที่1 สิงหาคม 2546 ชนะน็อค ซูกิ โรเซนเซวียตนักชกชาวอิสราเอล สติถิการขึ้นชกมวยไทย 300 ชนะ 285 แพ้ 15

ปัจจุบันนำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร เป็นครูมวยที่ได้รับการยกย่องในความสามารถคนหนึ่ง

9. ผุดผาดน้อย วรวุฒิ

"ผุดผาดน้อย วรวุฒิ" มีชื่อจริงว่า "ผ่อน ออมกลิ่น"

เริ่มชกมวยตั้งแต่ 14 ปี ตามพี่ชายในชื่อ ผุดผาดน้อย จ.หาญผจญ แต่พ่อไม่สนับสนุน แต่หลังจากที่จบ มส.3 ได้ออกตระเวณชกมวยในแถบภาคอีสานโดยที่ไม่แพ้ใครเลย ต่อมาถูกชักนำให้ไปอยู่กับค่าย วรวุฒิ และเปลี่ยนชื่อเป็น ผุดผาดน้อย วรวุฒิ ชกครั้งที่เวทีราชดำเนินในรายการเดิมพัน ชนะน็อคด้วยการเตะก้านคอ ต่อมาในปีเดียวกันได้แชมป์ "ขวัญใจโลลิต้า" ในรุ่น 108 ปอนด์ ผุดผาดน้อยรุ่งโรจน์ในช่วง พ.ศ. 2513 - 2519 เป็นแชมป์ 3 รุ่น คือ ฟลายเวท, จูเนียร์เฟเธอร์เวท และจูเนียร์ไลท์เวท ของสนามมวยเวทีลุมพินี และยังสามารถปราบมวยดังในยุคเดียวกันได้หลายคน ผุดผาดน้อยเป็นนักมวยเชิงดี ชกสวย มีลูกเตะเป็นอาวุธหลัก คือแข้งซ้าย จนได้รับฉายาว่า "ไอ้หมูแข้งทอง" จากสื่อมวลชน

ปัจจุบัน ผุดผาดน้อย วรวุฒิ เป็นวิทยากรพิเศษของการกีฬาแห่งประเทศไทย หลังจากไปเป็นครูมวยที่ประเทศฝรั่งเศสและสวีเดน

8. นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ

"นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ" มีชื่อจริงว่า คำเพียว ศรีจันทึก เป็นชาวบุรีรัมย์

นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ เป็นน้องชายของนักมวยไทยชื่อดัง นำพล หนองกี่พาหุยุทธ แต่เดิมไม่ได้เป็นนักมวยคู่เอกหรือชกเก่งกาจ และเคยเป็นนักมวยที่แพ้น็อคเร็วที่สุดในเวลา 33 วินาทีเมื่อครั้งที่ขึ้นชกกับ วังจั่นน้อย ส.พลังชัย แต่หลังจากที่พี่ชายแขวนนวม นำขบวนก็ค่อยๆพัฒนาฝีมือจนเก่งกาจมากขึ้น กลายเป็นมวยเอกภายในระยะเวลาไม่นาน นำขบวนมีท่าไม้ตายทีเด็ดคือ "ไถนา" คือการจับขาของคู่ชกแล้วไถดันไปข้างหลังให้เสียหลัก จึงได้รับฉายาจากแฟนมวยว่า "จอมไถนา" ซึ่งต่อมาท่าไถนานี้ถูกห้ามใช้เพราะเป็นการเอาเปรียบคู่ชก และอีกฉายาหนึ่งคือ ขุนเข่าพนมรุ้ง นำขบวนเป็นนักชกที่สามารถใช้แม่ไม้มวยไทยได้สวยงาม โดยเฉพาะ ท่ามณโฑนั่งแท่น ซึ่งเป็นแม่ไม้ที่ไม่ค่อยมีนักมวยใช้กันสักเท่าไหร่ นำขบวนสร้างประวัติศาสตร์โดยเป็นแชมป์รุ่นจูเนียร์ไลท์เวท (130 ปอนด์) ของเวทีลุมพีนียาวนานถึง 6 ปี โดยไม่มีใครสามารถชิงแชมป์ได้ จนต้องสละตำแหน่งไป และเคยเป็นแชมป์ของสภามวยไทยโลกด้วย โดยมีค่าตัวการชกสูงสุดถึง 260,000 บาท

7. แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต

"แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต" มีชื่อจริงว่า พงษ์ศักดิ์ เชี่ยวชาญ ชื่อเล่น แก่น เป็นชาวสมุทรปราการ

แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต ได้รับฉายาว่า ยอดมวย 2 พ.ศ. เริ่มชกมวยเพราะมีพ่อเป็นคนสนับสนุนให้เอาทีทางด้านมวยไทย ใช้ชื่อมวยว่า แก่นศักดิ์ ตะปูไทย ที่เวทีสำโรงเมื่อปีพ.ศ.2523 และเอาชนะคะแนนโอบะน้อย มรกต ได้ค่าตัว 200 บาท จากนั้นฝีมือเชิงชกก็แก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ และได้เข้าชกในเวทีมวยมาตรฐานในเมืองกรุงเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2529 ชนะคะแนนฟ้าสะท้าน ลูกพระบาท เมื่อปี 2529 และเข้ามาอยู่ในสังกัด ส.เพลินจิต และเปลี่ยนมาใช้ชื่อมวยว่า แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต ถือว่าเป็นนักมวยที่ครบเครื่องคนหนึ่ง สามารถคว้าแชมป์ฟลายเวตของราชดำเนิน-ลุมพินี และการคว้าตำแหน่งนักมวยไทยยอดเยี่ยมประจำปี 2532-2533 ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬา และช่วงรุ่งเรืองสุดขีดเคยได้ค่าตัวในการชกไฟต์หนึ่งถึง 380,000 บาท

6. วังจั่นน้อย ส.พลังชัย

"วังจั่นน้อย ส.พลังชัย" มีชื่อจริงว่า อาภรณ์ โสภาพ เกิดที่จังหวัดลพบุรี

วังจั่นน้อย ส.พลังชัย เป็นเจ้าของฉายา ไอ้หนุ่มชีวาส และ ไอ้หมัด 33 วิ จากการเอาชนะน็อคนำขบวน หนองกี่พาหุยุทธในเวลา 33 วินาที เริ่มชกมวยตั้งแต่ 10 ขวบ ตระเวนชกแถบบ้านเกิดจนมีชื่อเสียง หลังจากนั้นจึงเข้ามาชกในกรุงเทพอยู่ในสังกัดของ ทรงชัย รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์มวยชื่อดัง และเริ่มมีชื่อเสียงเมื่อเอาชนะคะแนน นำพล หนองกี่พาหุยุทธ ได้ครองแชมป์มวยไทยรุ่นไลท์ฟลายเวท ของสนามมวยเวทีลุมพินี ต่อมา วังจั่นน้อยสละแชมป์ และขยับมาชกในรุ่นที่สูงขึ้น ได้ครองแชมป์รุ่นจูเนียร์เฟเธอร์เวทของสนามมวยเวทีลุมพินี 5 สมัย ภายหลังใช้ชื่อมวย วังจั่นน้อย ส.สิระดา

ปัจจุบัน วังจั่นน้อย ส.พลังชัย ประกอบอาชีพส่วนตัวและช่วยพี่ชายทำค่ายมวย

5. แสนชัย ส.คิงสตาร์

"แสนชัย ส.คิงสตาร์" หรือ แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม มีชื่อจริงว่า ศุภชัย แสนพงษ์ จังหวัด มหาสารคาม

แสนชัย เจ้าของฉายา ยอดมวยสารคาม เป็นทั้งนักมวยไทย นักมวยสากล และ เป็นนักฟุตบอลให้กับสโมสร เมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ดในตำแหน่งตัวสำรองอยู่พักหนึ่ง และกลับมาชกมวยไทยต่อ มีความเก่งกาจขนาดที่ต้องต่อน้ำหนักให้กับคู่ชก เกียรติประวัติในวงการมวย แสนชัย ได้รับรางวัลยอดมวยประจำปี 2542 และ 2551 จากสมาคมสื่อมวลชน แชมป์รุ่นเฟเธอร์เวทเวทีลุมพินี แชมป์ PABA เฉพาะกาลรุ่นเฟเธอร์เวท

4. สมรักษ์ คำสิงห์

"สมรักษ์ คำสิงห์" หรือชื่อมวยไทย พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ เป็นชาว ขอนแก่น

เริ่มชกมวยไทยเมื่ออายุ 7 ปี โดยการตระเวนชกตามเวทีงานวัดต่างๆ ในชื่อ สมรักษ์ ณรงค์ยิม จากการทาบทามของ ณรงค์ กองณรงค์ ให้มาร่วมค่าย จนกระทั่งได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพ ได้เข้าเรียนที่ โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา โดยชกทั้งมวยไทย และมวยสากลสมัครเล่น และใช้ชื่อ พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ ขึ้นชกมวยไทย ตระเวนชกตามเวทีต่างทั้ง ชลบุรี สำโรง อ้อมน้อย หลังจากนั้นจึงได้ขึ้นชกบนเวทีมวยมาตรฐาน ทั้งราชดำเนินและลุมพินี ในฐานะนักมวยไทยถือว่าเป็นนักมวยที่ชกด้วยสมอง เป็นมวยจังหวะฝีมือ แพรวพราว ลีลามวยไทยครบเครื่อง

หลังจากชกมวยไทยแล้วสมรักษ์เบนเข็มมาชกมวสากลด้วย เริ่มชกมวยสากลเป็นตัวแทนของโรงเรียนเมื่ออายุ 12 ปี และได้รับการทาบทามให้ชกในนามของสโมสรราชนาวีและเข้ารับราชการทหารด้วย และก้าวเข้าสู่ทีมชาติเมื่อปี 2535 ในโอลิมปิกที่บาเซโลนาแต่ตกรอบแรก ต่อมาปี 2536 ได้เหรียญทองมวยทหารโลกที่ประเทศอิตาลี และเริ่มมีชื่อเสียงเมื่อได้เหรียญทอง เอเชี่ยนเกมส์ ที่ฮิโรชิมา ปี 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่และในปี 2539 ได้สร้างประวัติศาสตร์เมื่อสมรักษ์คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกให้กับประเทศไทย

ปัจจุบันสมรักษ์ คำสิงห์ มีงานในวงการบันเทิงเป็นครั้งคราว และมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง

3. อภิเดช ศิษย์หิรัญ

"อภิเดช ศิษย์หิรัญ" มีชื่อจริงว่า ณรงค์ ทรงมณี เป็นชาวสมุทรสงคราม

อภิเดช ศิษย์หิรัญ เจ้าของฉายา จอมเตะแห่งบางนกแขวก ด้วยพลังแข้งการเตะอย่างหนักหน่วงรุนแรง ในวัยเด็กเรียนหนังสือไม่เก่งนักแต่มีความสามารถทางกีฬาหลายอย่าง เริ่มเรียนวิชากระบี่กระบอง พลองและ แม่ไม้มวยไทยกับครูพละ ขึ้นชกมวยไทยครั้งแรกที่อำเภอดำเนินสะดวกโดยเป็นมวยประกอบรายการซึ่งก็ชนะคู่ต่อสู้มาได้ หลังจากนั้นก็ได้ขึ้นชกมาเรื่อยๆจนได้รับการชักชวนให้มาชกมวยที่กรุงเทพโดยใช้ชื่อ อภิเดช ลูกพรชัย ต่อมาได้เข้าไปฝึกกับค่ายศิษย์อรัญ และเปลี่ยนชื่อมวยเป็น อภิเดช ศิษย์อรัญ ได้ครองแชมป์มวยไทยรุ่นเวลเตอร์เวททั้งเวทีลุมพินีและเวทีราชดำเนิน และแชมป์ OPBF รุ่นเวลเตอร์เวท ซึ่งแม้จะผ่านมานานแล้วแต่ว่าอภิเดชยังได้รับการยกย่องให้เป็นยอดนักชก

อภิเดช ศิษย์หิรัญ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปี 2556

2. ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์

"ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์" มีชื่อจริงว่า ชรินทร์ สอนดี เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ดีเซลน้อย ช. ธนะสุกาญจน์ เจ้าของฉายา ขุนเข่าเสาโทรเลข หรือ ขุนเข่าทะลายฟ้า ด้วความมีรูปร่างสูงโปร่งและมีอาวุธอันตรายคือเข่า เริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 12 ปี ได้สมัครเข้าเป็นนักมวยที่ค่าย ส.วรกุลชัย เมื่อได้ย้ายไปอยู่ทีจังหวัดชลบุรีกับพี่ชาย และใช้ชื่อมวย ดีเซลน้อย ช. ธนะสุกาญจน์ ตั้งแต่นั้นมา และเริ่มตระเวนชกในแถบภาคตะวันออกจนมีชื่อเสียง ต่อมาได้เข้ามาชกที่เวทีราชดำเนิน ได้ชกกับนักชกที่มีชื่อเสียงหลายคนในขณะนั้นจนได้ครองแชมป์มวยไทยรุ่นรุ่นไลท์เวท เวทีลุมพินี โดยการเอาชนะ ขาวผ่อง สิทธิชูชัย ครองแชมป์อยู่ 3 ปีจนสละแชมป์เพราะไม่มีใครเข้าชิงด้วย นอกจากชกมวยไทยแล้ว ดีเซลน้อยยังเคยชกมวยสากลอาชีพ 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และกลับมาชกมวยไทยอีกครั้ง และเอาชนะ สามารถ พยัคฆ์อรุณได้ หลังจากนั้นดีเซลน้อยก็เริ่มหาคู่ชกยากเนื่องจากปราบนักมวยในรุ่นเดียวกันจนหมด นานๆครั้งจึงจะได้ชก สื่อมวลชนได้ยกให้ดีเซลน้อยเป็นยอดนักมวยไทยประจำปี ในปี พ.ศ. 2527 หลังจากเลิกชกมวย ดีเซลน้อยได้เดินทางไปชกมวยคิกบ็อกซิ่งที่ประเทศญี่ปุ่น จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก

1. สามารถ พยัคฆ์อรุณ

"สามารถ พยัคฆ์อรุณ" มีชื่อจริงว่า สามารถ ภพธีรธรรม เกิดที่จังหวัด ฉะเชิงเทรา

สามารถ พยัคฆ์อรุณ เริ่มหัดชกมวยตั้งแต่ 11 ขวบ ใช้ชื่อว่า สามารถ ลูกคลองเขต มีพี่ชายเป็นนักมวยไทยชื่อดังคือ ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ ขึ้นชกครั้งแรกที่จังหวัดชลบุรี และตระเวนชกในแถบภาคตะวันออกถึงร้อยกว่าครั้ง ต่อมาเดินทางเข้ามาชกในกรุงเทพ ที่สนามมวยลุมพินี ภายใต้โปรโมเตอร์มวยชื่อดัง ทรงบัย รัตนสุบรรณ สามารถถือเป็นนักมวยชั้นเชิงแพรวพราว สายตาดี ชกได้สนุก ชนะใจคนดู และประสบความสำเร็จอย่างมากในการชกมวยไทย โดยได้แชมป์ของสนามมวยเวทีลุมพินีถึง 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพินเวท (105 ปอนด์) รุ่นจูเนียร์ฟลายเวท (108 ปอนด์) รุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวท (115 ปอนด์) และรุ่นเฟเธอร์เวท (126 ปอนด์)

หลังจากนั้นสามารถ พยัคฆ์อรุณเริ่มหันมาชกมวยสากลอาชีพ ชิงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท (122 ปอนด์) ของสภามวยโลก (WBC) สามารถชนะน็อกแชมป์โลกไปได้ในยกที่ 5 กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 10 ของไทย หลังจากนั้นได้รับการกล่าวขานถึงเป็นอย่างมาก เพราะสามารถพิงเชือกโยกหลบหมัดของผู้ท้าชิงด้วยสายตาอันว่องไวนับสิบ ๆ หมัด และชกสวนหมัดตรงเข้าปลายคางไปเพียงหมัดเดียว ก็เอาชนะน็อกผู้ท้าชิงไปได้อย่างน่าประทับใจ

ปัจจุบันสามารถ พยัคฆ์อรุณ รับงานในวงการบันเทิงเป็นครั้งคราว และมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง

บทความที่ได้ถูกแนะนำ


ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg ac74b72a 6296 45c8 890e 3de3b7acbdb5

TWENTY1