S.R dan อัพเดทเมื่อ 14:46 07/08/2559
Thumb lg legend

10 ตำนานนักเตะช้างศึกทีมชาติไทยตลอดกาล!

9439 Pepper

ไม่ว่าจะยุคสมัยใดความฝันสูงสุดของนักฟุตบอลชาวไทยคือการลงสนามรับใช้ทีมชาติ โชว์ผลงานสร้างความประทับใจให้แฟนบอลชาวไทย มาดูกันว่าใครคือตำนานนักเตะทีมชาติไทยกันบ้าง

Legend ทีมชาติไทย Thai national team

10. ชัชชัย พหลแพทย์

อดีตกองหลังทีมชาติไทย เกิดวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2490 ที่กรุงเทพมหานคร ได้ลงเล่นร่วมกับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพในยุคก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยเล่นชุดเยาวชน อายุ 16 ปี และเยาวชน อายุ 18 ปีตามลำดับ จนกระทั่งได้เลื่อนขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ในปี พ.ศ. 2510 และเป็นกำลังสำคัญช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก. และแชมป์ควีนส์คัพ ในปีดังกล่าว

จากผลงานยอดเยี่ยมในระดับสโมสร ทำให้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ในศึกฟุตบอลเมอเดก้า คัพครั้งที่ 11 ที่ประเทศมาเลเซีย และในปีต่อมาก็ได้เป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติไทยที่ได้เล่นในกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายที่ประเทศเม็กซิโก หลังจากกีฬาโอลิมปิก ชัชชัย ยังคงเล่นให้กับทีมชาติหลายรายการได้แก่ คิงส์คัพ, กีฬาแหลมทอง, เอเชียนเกมส์, ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก, เอเชียนคัพ จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2517 จึงเลิกเล่นในการแข่งขันระดับชาติโดยลงสนามให้ทีมชาติไทยตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2509-2517 ลงสนามไปมากกว่า 100 เกมส์ ยิงประตูไป 8 ประตู

9. ดัสกร ทองเหลา

กองกลางทีมชาติไทย เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2526 ที่จังหวัดหนองบัวลำภู เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพในปี พ.ศ. 2542 กับสโมสรราชประชา ก่อนจะย้ายมาเล่นให้กับสโมสรบีอีซี เทโรศาสนในปี พ.ศ. 2543 ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกในปี 2544 และยังช่วยพาทีมได้รองแชมป์ AFC Champions League ในฤดูกาล 2545-46 ในระหว่างที่เล่นให้กับบีอีซี เคยถูกสโมสรไคเซอร์สเลาเทิร์นยืมตัวไปในปี พ.ศ. 2544 แต่ไม่มีโอกาสได้ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่และเขาปฏิเสธที่จะต่อสัญญาออกไปเนื่องจากอยากใช้ชีวิตในเมืองไทยมากกว่าจึงกลับมาเล่นกับบีอีซีเช่นเดิม และในปีพ.ศ. 2550 ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสรฮองอันห์ยาลายเล่นฟุตบอลในเวียดนาม 2 ปี จึงย้ายกลับมาร่วมทีมเมืองทอง ยูไนเต็ดในปีพ.ศ. 2553 ด้วยค่าตัว ประมาณ 6.6 ล้านบาท ถือเป็นนักเตะไทยที่มีค่าตัวมากที่สุดในขณะนั้น ในระหว่างที่เล่นกับเมืองทองช่วยพาทีมคว้าไทยพรีเมียร์ลีก 2 สมัย (2553, 2555)

ในระดับทีมชาติสามารถยิงประตูแรกในนามทีมชาติไทยในเกมส์เอเชียนคัพ 2004 รอบคัดเลือก นัดที่แพ้ฮ่องกง 2 ต่อ 1 โดยลงสนามให้ทีมชาติไทยไปทั้งสิ้น 99 เกมส์ ยิงไป 12 ประตู ช่วยพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย (2546,2548) ปัจจุบันยังคงเล่นให้กับสโมสรเมืองทอง

8. สุรชัย จตุรภัทรพงษ์

อดีตกองกลางทีมชาติไทย เกิดเมื่อ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 ที่กรุงเทพมหานคร เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรธนาคารกสิกรไทยและเป็นสโมสรที่สร้างชื่ออย่างมากให้กับสุรชัย โดยลงเล่นช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2540 ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ไทยลีก 4 สมัย (2534, 2535, 2536, 2538) แชมป์ควีนคัพ 2 สมัย (2537, 2538) แชมป์ AFC Champions League 2 สมัย (2537, 2538) และในปี พ.ศ. 2546 ย้ายไปร่วมทีมสโมสรโฮม ยูไนเต็ดที่สิงคโปร์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ S.League ในปี พ.ศ. 2546 แชมป์ สิงคโปร์คัพในปี พ.ศ. 2546 และ พ.ศ. 2548 และในปี พ.ศ. 2547 ยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ S.League

ในเกมส์ระดับทีมชาติ ยิงประตูแรกในนามทีมชาติในรายการซีเกมส์ครั้งที่ 18 นัดที่เอาชนะอินโดนีเซียไปได้ 2 ต่อ 1 และยังอยู่ในชุดอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยตลอดระยะเวลาที่ลงสนามให้ทีมชาติไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 – 2544 ลงสนามไปทั้งสิ้น 86 เกมส์ยิงไป 7 ประตู สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย (2536, 2538, 2540, 2542) ไทเกอร์คัพ 3 สมัย (2539, 2543, 2545) คิงส์คัพ 2 สมัย (2537,2543)

7. ธชตวัน ศรีปาน หรือ ตะวัน ศรีปาน (ชื่อเดิมสมัยเล่นฟุตบอล)

อดีตกองกลางตัวรุกทีมชาติไทย เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ที่จังหวัดสระบุรี ติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2536 ในรายการปรีเวิร์ลด์คัพ 1994 ในนัดที่เจอกับทีมชาติบังคลาเทศ ที่ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ยิงประตูในนามทีมชาติครั้งแรกในรายการซีเกมส์ครั้งที่ 18 ในนัดที่ทีมชาติไทยเอาชนะเวียดนามไปได้ 3 ต่อ 1 โดยตลอดระยะเวลาที่ลงเล่นให้กับทีมชาติไทยตั้งแต่พ.ศ. 2536-2551 ลงสนามไปทั้งสิน 109 เกมส์ ยิงไป 19 ประตู ถือเป็นนักเตะที่ลงสนามให้ทีมชาติไทยมากที่สุดตลอดกาลอันดับ 3 สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย (2536, 2538, 2540, 2542) ไทเกอร์คัพ 3 สมัย (2539, 2543, 2545) คิงส์คัพ 3 สมัย (2537,2543,2549) อยู่ในชุดอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และ 14 และยังช่วยพาทีมชาติไทยเข้าไปเล่นในรอบ 10 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย

ในระดับสโมสรเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพในปีพ.ศ. 2532 กับสโมสรราชวิถี และมาโด่งดังกับสโมสรธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จนสโมสรเซมบาวังของมาเลเซียคว้าไปร่วมทีมในปีพ.ศ. 2541 ลงสนามไปทั้งสิน 49 เกมส์ ยิงไป 13 ประตู หลังจากนั้นย้ายมาร่วมทีมกับสโมสรฮองอันห์ยาลายในปีพ.ศ. 2547 ช่วยพาทีมคว้าแชมป์วีลีก ในปี พ.ศ. 2547 และแชมป์เวียดนามซูเปอร์คัพ ในปี พ.ศ. 2547

6. ดุสิต เฉลิมแสง

อดีตกองกลางทีมชาติไทย เกิดเมื่อ 22 เมษายน พ.ศ. 2513 ที่จังหวัดสกลนคร เริ่มเล่นฟุตบอลชุดใหญ่กับสโมสรตำรวจในปี พ.ศ. 2532 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมบีอีซี เทโรศาสนในปี พ.ศ. 2537 โดยลงสนามให้บีอีซี ไปทั้งสิ้น 133 เกมส์ยิงไป 14 ประตู ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกในปี 2544 และยังช่วยพาทีมได้รองแชมป์ AFC Champions League ในฤดูกาล 2545-46 และในปี พ.ศ. 2546 มีโอกาสย้ายไปเล่นกับทีมสโมสรฮองอันห์ยาลายสามารถพาทีมคว้าแชมป์วีลีก ได้ 2 สมัย (2546, 2547) และเวียดนามซูเปอร์คัพ 2 สมัย (2546,2547)

ในเกมส์ระดับทีมชาติลงสนามตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539 – 2547 อยู่ในชุดอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และ 14 และยังช่วยพาทีมชาติไทยเข้าไปเล่นในรอบ 10 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย โดยลงสนามให้ทีมชาติไทยไปทั้งสิ้น 124 เกมส์ยิงไป 14 ประตู สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย (2536, 2538, 2540, 2542) ไทเกอร์คัพ 3 สมัย (2539, 2543, 2545) คิงส์คัพ 3 สมัย (2537,2543,2549) และได้รับการคัดเลือกจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) เป็น "ดาราเอเชีย"ในปี พ.ศ. 2537

5. ธีรศิลป์ แดงดา

ศูนย์หน้าทีมชาติไทย เกิดวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ที่กรุงเทพมหานคร เริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรฟุตบอลโรงเรียนจ่าอากาศ ในไทยลีกดิวิชั่น 1 ในตำแหน่งกองกลางตัวรุก แต่ไม่ค่อยได้รับโอกาสได้ลงเล่นมากนักลงสนามไป 6 เกมส์ยิงไป 3 ระตู ปีพ.ศ. 2549 ธีรศิลป์ย้ายไปเล่นให้กับราชประชา เอฟซี เริ่มได้มีโอกาสลงเล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 18 เกมส์ยิงไป 9 ประตู ก่อนย้ายไปร่วมทีม สโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดในไทยลีกดิวิชั่น 2 ปี พ.ศ. 2550 และเป็นนักฟุตบอลที่มีส่วนสำคัญในการนำเมืองทองเป็นแชมป์ไทยลีกดิวิชั่น 2 ลงเล่น 15 เกมส์ ยิงได้ 7 ประตู ในปี พ.ศ. 2550 แมนเชสเตอร์ซิตี้ ซื้อตัวไปร่วมทีมด้วยล่าตัว 1.5 ล้านบาท แต่ไม่สามารถลงเล่นให้กับต้นสังกัดได้เนื่องจากไม่ได้รับใบอนุญาตจากอังกฤษ จึงถูกส่งตัวไปให้ทีมกราสฮอปเปอร์คลับซูริก (สโมสรในสวิสซูเปอร์ลีกลีกฟุตบอลในสวิตเซอร์แลนด์) ยืมตัวไปในปี พ.ศ. 2551แต่ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาเล่นในทีมใหญ่ของทีมได้ จนปี พ.ศ. 2552 กลับมาเซ็นสัญญามาร่วมทีมเมืองทอง ยูไนเต็ดอีกครั้ง โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่เล่นให้กับเมืองทองลงเล่นไป 186 เกมส์ ยิงไป 114 ประตู สามารถพาทีมคว้าแชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก 3 สมัย (2552, 2553, 2555) และในปี พ.ศ. 2555 สามารถคว้ารางวัลดาวซัลโวไทยพรีเมียร์ลีกมาได้ ธีรศิลป์โชว์ฟอร์มได้อย่างยอเยี่ยมจนถูกสโมสรอัลเมเรียของลาลีกาสเปนยืมตัวไปร่วมทีมในปีพ.ศ. 2557 ไม่ค่อยได้รับโอกาสได้ลงเล่นมากนักโดยลงสนามไปเพียง 10 เกมส์ ยิงได้ 1 ประตู ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ลงสนามแต่ก็ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกและคนเดียวทีได้เล่นในเกมส์ลาลีกา หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2558 กลับมาเล่นให้กับเมืองทองอีกครั้ง และเล่นจนถึงปัจจุบัน

ในเกมส์ระดับชาติธีรศิลป์ยิงประตูแรกในนามทีมชาติเมื่อ 8 ตุลาคม 2550 ในเกมส์ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือกนัดที่ทีมชาติไทยเอาชนะทีมมาเก๊าไป 7 ต่อ 1 นอกจากนั้นยังพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ในปีพ.ศ. 2550 และคว้าคิงส์คัพครั้งที่ 44 ในปี พ.ศ. 2559 โดยลงสนามให้ทีมชาติไทยทั้งสิ้น 73 เกมส์ ยิงไป 34 ประตู

4. เฉลิมวุฒิ สง่าพล

อดีตกองกลางทีมชาติไทย เกิดวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ที่กรุงเทพมหานคร ที่มีฝีเท้าในการเล่นบอลได้อย่างรวดเร็ว สไตล์การเล่นแบบใช้สมองและมีลูกเปิดที่แม่นยำ จนได้ฉายว่า มิดฟิลด์เท้าชั่งทอง และเขายังยึดตำแหน่งกองกลางที่ดีที่สุดของฟุตบอลทีมชาติไทย ในยุคทศวรรษที่ 80 ในปี 2529 จนได้รับการคัดเลือกจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) เป็น "ดาราเอเชีย" ร่วมทีมออลสตาร์ลงสนามแข่งขันนัดพิเศษ ที่ ประเทศกาตาร์ เฉลิมวุฒิเริ่มเล่นให้กับเยาวชนทีมชาติไทยชุดชนะเลิศแห่งอาเซี่ยน ในปี 2520 และสามารถก้าวเข้าสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้ในปี พ.ศ. 2522 เพื่อเดินทางไปแข่งขันฟุตบอล ปัค จุง ฮี คัพ (เพรสซิเด้นท์คัพ) ที่ ประเทศเกาหลีใต้ และในรายการเดียวกันปีต่อมา วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2523 ในเกมส์ที่ทีมชาติไทย ชนะ ทีมมาเลเซีย 4-1 โดยเขาสามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จ และในเกมส์นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลซีเกมส์ครั้งที่ 13 สามารถยิงประตูได้ทั้ง 2 ประตูช่วยให้ทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ไปได้ 2 ต่อ 0 ตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2522 -2533 ลงเล่นให้กับทีมชาติไทยทั้งสิ้น 176 เกมส์ ยิงไป 18 ประตู สามารถช่วยพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์คว้าแชมป์ซีเกมส์ 3 สมัย (2524, 2526, 2528) และคิงส์คัพ 4 สมัย (2524, 2525, 2526,2532)

ในระดับสโมสรเริ่มเล่นกับสโมสรธนาคารกรุงเทพในปี พ.ศ. 2519 และเล่นให้กับสโมสรธนาคารกรุงเทพเรื่อยมาเป็นเวลาถึง 20 ปี ลงสนามไป 416 เกมส์ยิงไป 102 ประตู สามารถพาทีมคว้าแชมป์ถ้วย ก รวม 4 สมัย (2527, 2528, 2529 2537), ควีนส์คัพ 1 สมัย (2525), ไทยเอฟเอคัพ 1 สมัย (2528), อาเซียน คัพ 2 สมัย (2528, 2529), อากาข่าน คัพ ที่ บังคลาเทศ (2526), โตโยต้า คัพ (2530) และซูเปอร์แชมป์ (2531) ถ้วย ค 1 สมัย (2519)

3. “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

เป็นอดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทย เกิดเมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2516 ที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เริ่มเข้าสู่เส้นทางการค้าแข้งในกีฬาเยาวชนแห่งชาติปี 2533 ที่ขอนแก่น หลังจากนั้นก็ติดทีมชาติไทยชุดเยาวชนไปแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย และต่อมาในปี พ.ศ. 2536 ก็ขึ้นไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรก ในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 24 และชื่อซิโก้ก็เป็นที่รู้จักของแฟนบอลชาวไทยในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยในเกมส์นัดชิงชนะเลิศถูกเปลี่ยนตัวลงมาในสนามแล้วหันหลังโขกทำประตูชัยให้ไทยชนะพม่าไป 4-3 คว้าแชมป์ซีเกมส์ เริ่มปฐมบทตำนานศูนย์หน้าจอมตีลังกาของไทยอย่างเป็นทางการ เพราะในเกมส์ทีมชาติซิโก้มักจะตีลังกาเมื่อยิงประตูได้ นอกจากนี้ยังอยู่ในชุดอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และ 14 โดยเฉพาะเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 สามารถช่วยยิงประตูขึ้นนำจนสุดท้ายทีมชาติไทยเอาชนะทีมชาติทีมเกาหลีใต้ในรอบแปดทีม และยังช่วยพาทีมชาติไทยเข้าไปเล่นในรอบ 10 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย โดยตลอดระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2550 ที่ลงสนามรับใช้ทีมชาติไทยลงสนามไปทั้งสิ้น 134 เกมส์ ยิงไป 71ประตู เป็นนักเตะที่เล่นให้ทีมชาติไทยมากที่สุดตลอดกาล สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย (2536, 2538, 2540, 2542) ไทเกอร์คัพ 3 สมัย (2539, 2543, 2545) คิงส์คัพ 3 สมัย (2537,2543,2549) และได้รับการคัดเลือกจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) เป็น "ดาราเอเชีย"ในปี พ.ศ. 2544

ในระดับสโมสรเริ่มต้นค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงไทยในปี พ.ศ. 2534 สามารถช่วยพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วย ก ในปี 2536 ลงสนามให้ทีมธนารกรุงไทยไป 145 เกมส์ยิงไปถึง 121 ประตู หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2542 ได้มีโอกาสร่วมทีมกับสโมสรฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์ทีมในลีกดิวิชั่น 1 ของอังกฤษในขณะนั้นแต่ไม่สามารถขึ้นไปเล่นชุดใหญ่ของทีมได้ ในปี พ.ศ. 2544 ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรสิงคโปร์อาร์มฟอร์ซสามารถช่วยพาทีมคว้าแชมป์ เอส.ลีก ในปี พ.ศ. 2545 และในปี พ.ศ. 2545 ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองอีกครั้งด้วยการย้ายไปเล่นให้กับสโมสรฮองอันห์ยาลายของเวียดนาม โดยลงสนามไป 75 เกมส์ยิงไปถึง 102 ประตู ช่วยให้ทีมสามารถคว้าแชมป์วีลีกได้ 2 สมัย (2546,2547) และชนะเลิศ เวียดนามซูเปอร์คัพ 2 สมัย (2546,2547)

2. วิทยา เลาหกุล

อดีตกองกลางทีมชาติไทย เกิดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 ที่จังหวัดลำพูน ในปี พ.ศ. 2516 ได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทยครั้งที่ 7 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กับจังหวัดลำพูน จนได้รับเหรียญรางวัลชนะเลิศพร้อมตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำรายการ หลังจากนั้นถูกเรียกตัวมาทดสอบฝีเท้าที่กรุงเทพฯ และติดทีมนักเรียนไทยชุดอายุ 18 ปี และนำทีมนักเรียนไทยไปคว้าแชมป์ฟุตบอลนักเรียนชิงแชมป์แห่งเอเชีย ที่ประเทศไต้หวัน ต่อมาได้เล่นฟุตบอลกับสโมสรฮากกา และสโมสรฟุตบอลราชประชา สร้างผลงานจนติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกไปแข่งในรายการเอเซี่ยนคัพในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติอินโดนีเซีย 3-1 ส่วนประตูแรกในนามทีมชาติ ทำได้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2518 นัดอุ่นเครื่องที่ทีมชาติไทยแพ้ทีมเลบานอน 1 – 2 ปี ในปีพ.ศ. 2519 ได้เล่นฟุตบอลในการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ซึ่งในครั้งนั้นสโมสรฟุตบอลยันมาร์ดีเซลจากประเทศญี่ปุ่นได้มาแข่งขันและคว้าชัยชนะไป และได้ติดต่อซื้อตัววิทยา จากสโมสรฟุตบอลราชประชา วิทยาสร้างความความสำเร็จอย่างมากที่ญี่ปุ่น เคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลและเคยเป็นผู้ที่ทำประตูสูงสุดในฟุตบอลถ้วย F.A.Cup ของญี่ปุ่นด้วยจำนวน 6 ประตู ยิงประตูในลีกของญี่ปุ่นได้ทั้งสิ้น14ประตู

ในปี 2522 ชื่อวิทยา เลาหกุล ก็กลายเป็นชื่อประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทย เพราะได้เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ไปค้าแข้งลีกอาชีพในยุโรป โดยย้ายไปเล่นให้กับสโมสรแฮร์ธาเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ลงเล่นให้แฮร์ธาเบอร์ลิน 2 ปี ลงสนามไป 33 เกมส์ยิงไป 1 ประตู และหลังจากนั้นย้ายไปสโมสรซาร์บรุคเคน ประเทศเยอรมันเช่นกัน ลงสนามไป 54 เกมส์ยิงไป 7 ประตู ตลอดเวลารวมหกปีในการเล่นได้รับคำยกย่องจากสื่อในเยอรมันว่า "ไทย บูม" (THAI BOOM) และหลังจากนั้นย้ายกลับมาเมืองไทยเล่นให้กับสโมสรรราชประชาอีกครั้ง และต่อมาในปี 2529 ก็ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรมัตสึชิตะ หรือกัมบะ โอซะกะในปัจจุบัน และก็เลิกเล่นฟุตบอล ตลอระยะเวลาที่เล่นฟุตบอลสามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย (2520,2528) และคว้าแชมป์ลีก Oberliga Südwest เยอรมัน ในปี 2526 (สโมสรซาร์บรุ๊คเคน)

1. “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน

อดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทย เกิดวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนของสโมสรฟุตบอลทหารอากาศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ในปีแรกของการเล่นก็สามารถยิงประตูได้ถึง 15 ประตู จนพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชนแห่งประเทศไทย หลังจากนำทีมชนะเลิศก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ ในปี พ.ศ. 2523 เป็นดาวซัลโวสูงสุดในการแข่งขันในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานถ้วย ก จนถูกขนานนามว่า “เจ้าหนูแข้งทอง”ในปีต่อมา ก็ได้รับการคัดเลือกให้มาเล่นกับทีมชาติไทย โดยเกมส์ทีมชาติครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2524 รายการเพสซิเด้นท์ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเจ้าตัวสามารถทำผลงานได้เยี่ยมตั้งแต่นัดแรก ด้วยการยิงประตูให้ทีมชาติไทย ชนะ อินโดนีเซีย 3-1 หลังจากนั้น “เดอะ ตุ๊ก” ก็สามารถแจ้งเกิดสมบูรณ์แบบต่อหน้าแฟนบอลชาวไทย ด้วยการเหมายิง 2 ประตูให้ทีมชาติไทย ชนะเกาหลีเหนือ 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 14 ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2524 จนเป็นที่มาของฉายา “เพชฌฆาตหน้าหยก”

ในระดับสโมสร ก็ได้ร่วมงานกับ สโมสรลักกีโกลด์สตาร์ (ปัจจุบันคือ สโมสรฟุตบอลโซล) ของ เค-ลีกในเกาหลีใต้ เป็นเวลา 2 ปี สามารถครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดได้ ก่อนจะลาแดนโสมขาวด้วยสถิติ ลงเล่น 34 นัด ยิงได้ 23 ประตู และย้ายไปเล่นต่อให้ สโมสรปาหัง ของมาเลเซีย ในเอ็ม-ลีก มาเลเซีย ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่เล่นให้กับปาหังลงสนามไป 61 เกมส์ยิงไป 42 ประตู เดอะ ตุ๊ก รับใช้ทีมชาติยาวนาน 16 ปี ทำสถิติลงเล่นรวม 129 นัด ทำได้ถึง 103 ประตู ถือเป็นนักเตะที่ยิงประตูให้ทีมชาติไทยมากที่สุดตลอดกาล โดยสามารถทำแฮททริกได้ถึง 6 ครั้ง เป็นสถิติสูงที่สุดของทีมชาติไทย และยากจะมีใครทำลายได้ แต่น่าเสียดายในนามทีมชาติชุดใหญ่ที่ฟีฟ่ารับรองทั้งหมดเพียง 15 ประตู (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันหายไปได้ไงอีก 88 ประตูที่ฟีฟ่าไม่รับรอง) ในระหว่าง พ.ศ. 2524-พ.ศ. 2540 รวม 17 ปี ที่เล่นให้กับทีมชาติสามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ 5 สมัย (2524, 2525, 2526, 2532, 2535) และซีเกมส์ 6 สมัย (2524, 2525, 2526, 2528, 2536, 2538, 2540) และได้รับการคัดเลือกจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) เป็น "ดาราเอเชีย"ในปี พ.ศ. 2525

บทความที่ได้ถูกแนะนำ


ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 6a337113 1584 4f41 a8dd c05f36f90cd6

S.R dan