TWENTY1 อัพเดทเมื่อ 15:30 14/09/2559
Thumb lg greatest boxer

5 ยอดนักชกแชมป์โลกที่มีดีกรีเหรียญ "โอลิมปิก"

737 Pepper

5 นักมวยสากลอาชีพผู้ที่เคยผ่านเวทีอย่างโอลิมปิกมาแล้ว

boxer Olympic history Boxing

สำหรับนักกีฬาแล้วการได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกเป็นเหมือนกับเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต การได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิก ได้เหรียญมาคล้องคอถือว่าสุดยอดแล้ว แต่นักกีฬาบางคนสามารถทำสิ่งที่สุดยอดกว่านั้นอีก พวกเขาใช้โอลิมปิกเป็นบันไดเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ สร้างชื่อเสียงเงินทองมากมาย ในคราวนี้เราจะมาพูดถึงนักมวยสากลที่ประสบความสำเร็จในการชกอาชีพและเคยผ่านการชิงชัยในการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้ว

5. Floyd Mayweather Jr.

ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ยอดนักมวยชาวอเมริกัน หรือฉายา มันนี่เมย์เวทเธอร์ นักชกไร้พ่ายในการชกอาชีพ แล้วก็เป็นนักชกที่ถือได้ว่าทำรายได้มากและร่ำรวยสุดๆที่สุดคนหนึ่ง ฟลอยด์เกิดในครอบครัวนักมวยทั้ง พ่อและลุงต่างก็เป็นนักมวยทำให้ฟลอยด์นั้นเจริญรอยตามพ่อและลุง

เส้นทางสู่โอลิมปิกของฟลอยด์เริ่มต้นที่เขาเริ่มชกมวยสากลสมัครเล่นโดยที่ลุงเป็นเทรนเนอร์ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทีเดียว ในที่สุดเขาก็ได้ติดทีมชาติสหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกปี 1996 ที่แอตแลนต้า สหรัฐอเมริกา โดยฟลอยด์ ถือว่าเป็นตัวเต็งในรุ่นเฟเธอร์เวท การแข่งขันครั้งนี้ฟลอยด์สามารถเอาชนะคู่ชกจนมาถึงรอบรองชนะเลิศ โดยฟลอยด์ต้องชกกับ เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกชาวบัลแกเรียซึ่งดีกรีไม่ธรรมดาเช่นกัน แต่สุดท้ายฟลอยด์ก็พ่ายแพ้ให้กับโทโดรอฟ ซึ่งโทโดรอฟได้เข้ารอบไปชิงเหรียญทองกับสมรักษ์ คำสิงห์นักชกชาวไทย ส่วนฟลอยด์ได้เหรียญทองแดงร่วมกับ พาโบล ชาคอน นักชกชาวอาเจนตินาไปในโอลิมปิกครั้งนี้

หลังจากโอลิมปิก ฟลอยด์ก็ได้ก้าวสู่การเป็นนักมวยอาชีพทำสถิติชนะรวด 17 ครั้งโดยที่เอาชนะน็อคหรือทีเคโอถึง 13 ครั้ง หลังจากนั้นฟลอยด์ได้ขึ้นชกกับ เจนาโร เฮอร์นันเดซ เพื่อชิงแชมป์โลก โดยฟลอยด์สามารถน็อคเฮอร์นันเดซได้และครองแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท ของ WBC นอกจากนั้นฟลอยด์ยังคงขยับรุ่นขึ้นไปชกในรุ่นซูเปอร์ไลท์เวท, เวลเตอร์เวท และซูเปอร์เวลเตอร์เวท ซึ่งก็สามารถคว้าแชมป์โลกมาได้ทุกรุ่น จนกลายเป็นแชมป์โลกถึง 5 รุ่นด้วยกัน ทั้งสถาบันใหญ่และสถาบันย่อย ถือว่าเขาเป็นยอดนักชกที่มีความสามารถคนหนึ่ง แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าชกน่าเบื่อ และ อวดร่ำอวดรวยมากเกินไปสักหน่อย

4. Roy Jones Jr.

รอย โจนส์ จูเนียร์ นักชกชาวอเมริกันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากแมตช์อัปยศเมื่อโอลิมปิก 1988 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ซึ่งโอลิมปิกครั้งนั้น รอย โจนส์ จูเนียร์ นั้นเป็นตัวแทนในรุ่นไลท์มิดเดิลเวท สามารถทะลุเข้าสู่รอบชิงไปพบกับเจ้าภาพ ผลการชกออกมาว่านักชกชาวเกาหลีใต้เอาชนะรอย โจนส์ จูเนียร์ ไปอย่างค้านสายตาทำให้ รอยได้เหรียญเงิน ซึ่งการชกครั้งนั้นก็ยังเป็นที่ครหาจนถึงทุกวันนี้

หลังนั้น รอย ก็หันมาชกมวยสากลอาชีพแทน รอย สามารถทำสถิติชนะรวดไม่มีแพ้หรือเสมอ และมีโอกาสได้ชกชิงแชมป์รุ่นมิดเดิลเวทของ IBF ที่ว่างอยู่ ปรากฏว่า รอยสามารถเอาชนะคู่ชกมาได้และกลายเป็นเจ้าของเข็มขัดในรุ่นนี้ หลังจากที่ครองแชมป์รุ่นมิดเดิลเวท รอย ก็ขยับไปชกในรุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวทของ IBF และเอาชนะคู่ชกได้อย่างสบายๆ ขึ้นชกป้องกันแชมป์ 5 ครั้งและสละแชมป์เพื่อไปชกในรุ่น ไลท์เฮฟวี่เวท ของ WBC และคว้าแชมป์มาได้ แต่แล้วนักชกไร้พ่ายอย่างรอยก็แพ้ให้กับ มอนเทล กริฟฟิน เนื่องจากกรรมการตัดสินว่า รอย ตั้งใจชกให้ช้ำจึงทำให้แพ้ฟาวล์ไปอย่างไม่มีใครคาดคิด จากนั้น รอยก็ขยับข้ามรุ่นไปชกในรุ่นเฮฟวีเวท และเมื่อทำสำเร็จ รอยก็สละแชมป์เพื่อกลับไปชกในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวทเหมือนเดิม และฟอร์มของเขาก็ค่อยๆลดลง จนไม่ได้ขึ้นชกอีก รอย โจนส์ จูเนียร์ นับว่าเป็นนักชกที่เก่งมากเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ และนอกจากจะเป็นนักมวยแล้ว รอย ก็เล่นบาสเก็ตบอลให้กับทีมบ้านเกิดของตัวเองที่ฟลอริด้าด้วย ได้ออกอัลบั้มเพลงแร็พและปรากฏตัวในหนังฮอลิวู้ดหลายเรื่อง

3. Sugar Ray Leonard

ชูการ์ เรย์ เลนเนิร์ด นักชกชาวอเมริกัน มีชื่อจริงว่า เรย์ ชาเลส ลีโอนาร์ด เริ่มชกมวยสากลสมัครเล่นในรุ่นไลท์เวลเตอร์เวท และเป็นตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกาในการเข้าแข่งขันโอลิมปิกที่ มอนทรีออล ประเทศแคนนาดาในปี 1976 และเขาสามารถคว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ

หลังจากที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกแล้ว ชูการ์ เรย์ เลนเนิร์ด ได้เบนเข็มเข้าสู้วงการมวยสากลอาชีพอย่างเต็มตัว ภายใต้การเทรนของ แองเจลโล ดันดี เทรนเนอร์ชื่อดังซึ่งเคยเป็นเทรนเนอร์ของมูฮัมหมัด อาลี มาก่อน จนได้ชิงแชมป์โลกครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 ในรุ่นเวลเตอร์เวทของสภามวยโลก (WBC)

จากนั้นเขาสามารถคว้าแชมป์โลกรุ่นที่สองของตัวเองได้สำเร็จด้วยการได้เป็นแชมป์โลกรุ่นจูเนียร์มิดเดิลเวท ของสมาคมมวยโลก (WBA) และ ต่อมาเขาอยากที่จะชกกับ โธมัส เฮิร์นส์ ซึ่งเป็นยอดนักมวยอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นแชมป์รุ่นเดียวกันแต่คนละสถาบัน ผลที่ออกมาก็คือ ชูการ์ เรย์ เลนเนิร์ด สามารถเอาชนะ โธมัส เฮิร์นส์ และครองแชมป์โลกรุ่นนี้พร้อมกันทั้งสองสถาบัน จากนั้นขาก็ประกาศแขวนนวมไปเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982

แต่แล้วในปี 1985 เขาก็กลับมาขึ้นชกอีกครั้งกับนักมวยรุ่นน้องร่วมชาติและสามารถเอาชนะด้วยการน็อค แต่ในการชกครั้งนี้เขาเองก็โดนกรรมการนับเช่นกันซึ่งถือว่าเป็นการโดนนับครั้งแรกในชีวิต และหลังจากนั้นชูการ์ เรย์ เลนเนิร์ดก็ไม่ได้ขึ้นชกอีก 3 ปี แต่แล้วจู่ๆเขาก็กลับมาอีกครั้งโดยไม่ได้ชกอุ่นเครื่องกับใครและคว้าแชมป์รุ่นมิดเดิลเวท เป็นแชมป์รุ่นที่ 3 ของตัวเองไปได้

ต่อมาเขาสร้างความแปลกประหลาดใจให้กับวงการมวย เมื่อขอขึ้นชกเดิมพันตำแหน่งแชมป์โลกพร้อมกันถึง 2 รุ่น กับ ดอน ลาดอนเด้โดยเป็นการชิงแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท สภามวยโลกที่ว่างอยู่ และชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท สภามวยโลก ที่ลาดอนเด้เป็นแชมป์โลกอยู่ด้วย ซึ่งการชกในแบบนี้เป็นการชกในครั้งแรกและครั้งเดียวตราบจนถึงทุกวันนี้ของวงการมวยโลก ผลการชกปรากฏว่า เลนเนิร์ดเป็นฝ่ายเอาชนะน็อกยก 9 ลาดอนเด้ ไปได้ ซึ่งทำให้เลนเนิร์ดเป็นนักมวยคนที่ 2 ของโลกที่ได้แชมป์โลกถึง 5 รุ่น หลังการได้แชมป์โลกรุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท ขององค์กรมวยโลก (WBO) ของ โธมัส เฮิร์นส์ เพียง 3 วันเท่านั้น

ชูการ์ เรย์ เลนเนิร์ด ขึ้นชกครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1997 และแขวนนวมอย่างถาวรในที่สุด ในปี 2005 เขาได้ถูกจัดให้เป็นนักมวยที่เก่งที่สุดในโลกตลอดกาลอันดับที่ 6 ได้ถูกขนานนามว่าเป็นยอดนักมวยในยุค 80

2. Oscar De La Hoya

ออสการ์ เดอ ลา โฮยา เจ้าของฉายา โกลเด้นบอย เป็นชาวเม็กซิกันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในอเมริกา ครอบครัวของเขา ปู่ พ่อ ลุง พี่ชาย ล้วนเป็นนักมวย ในโอลิมปิกบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ในปี 1992 ออสการ์ เดอ ลา โฮยาเป็นนักมวยทีมชาติสหรัฐอเมริกาเพียงคนเดียวที่ได้เหรียญทองซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

หลังที่จากได้เหรียญทองโอลิมปิกมาแล้ว ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ก็เบนเข็มเข้าสู่วงการมวยสากลอาชีพโดยการคว้าแชมป์โลกในรุ่นจูเนียร์ไลท์เวท ขององค์กรมวยโลก (WBO) ในปี1994 และเป็นแชมป์ในรุ่นไลท์เวท ของทั้งองค์กรมวยโลก (WBO) และสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) ในปี 1995 จากนั้นในปี 1996 เขาจึงมีโอกาสได้เปิดศึกกับยอดมวยในดวงใจของตน คือ ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ ด้วยมีเดิมพันเป็นแชมป์โลกในรุ่นซูเปอร์ไลท์เวท สภามวยโลก (WBC) ซึ่ง เดอ ลา โฮยา สามารถเอาชนะแตกไปได้ยกที่ 4 ต่อมา เดอ ลา โฮยา ได้ขยับรุ่นขึ้นมาในรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท และได้แชมป์ในรุ่นนี้ ในช่วงท้ายของการเป็นนักชก เขาได้มีโอกาสได้ชกกับแมนนี่ ปาเกียวนักมวยที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุด และ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ นักชกไร้พ่าย แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับทั้งสองคน

หลังจากแขวนนวม ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ก็ยังอยู่ในวงการมวยสากลอาชีพเช่นเดิมโดยการเป็นโปรโมเตอร์ ในชื่อ โกลเด้น บอย โปรโมชั่น ในช่วงที่กำลังรุ่งนอกจากจะขึ้นชกแล้ว ด้วยความหล่อเหลาโดดเด่นทำให้เขาได้ออกอัลบั้มเพลงและมีชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่อีกด้วย

1. Muhammad Ali

มูฮัมหมัด อาลี หรือขื่อจริงตั้งแต่กำเนิด เคสเซียส มาเซลลัส เคลย์ จูเนียร์ เป็นนักชกชาวอเมริกัน เจ้าของฉายา Black Superman,The Greatest หรือฉายาในภาษาไทย สิงห์จอมโว เขาชกมวยครั้งแรกเมื่ออายุ 12 ปี และพัฒนาฝีมือการชกจนสามารถเป็นแชมป์มวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์เฮฟวี่เวทของเมืองหลุยส์วิลล์ จากนั้นได้ครองแชมป์ระดับภูมิภาคของชิคาโก แล้วก้าวเข้าสู่ทีมชาติสหรัฐอเมริกาในการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ปี 1960 และคว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ

จากนั้น มูฮัมหมัดอาลีก้าวเข้าสู่วงการมวยสากลสมัครเล่นโดยมี แองโจโล ดันดี เป็นเทรนเนอร์ปี 1960 - 1963 เขาขึ้น ชก 19 ครั้ง โดยการชกทั้ง 19 ครั้งนั้นเป็นการชนะรวด ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นการชนะน็อก 15 ครั้ง ทำให้เขามีชื่อเสียงไปทั่ว เขาขึ้นชิงแชมป์โลกครั้งแรกกับซอนนี่ ลิสตัน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1964 ในการชกครั้งนี้หลายฝ่ายคาดว่าเขาอาจจะโดนน็อก แต่เขากลับเป็นฝ่ายที่สามารถชนะน็อกลิสตัน และกลายเป็นแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท

มูฮัมหมัด อาลี ถือว่าเป็นนักมวยผู้เป็นตำนานในหลายด้าน นอกจากบุคลิกที่โดดเด่น กล้าคิด กล้าพูด หลังจากแขวนนวมเขาได้ทำงานเกี่ยวกับสาธาณะกุศลหลายอย่างแม้ว่าจะมีอาการป่วยจากโรคพาคินสัน และยังได้รับเกียรติให้เป็นผู้จุดคบเพลิงในโอลิมปิกที่แอตแลนต้า สหรัฐอเมริกา ปี 1996 เรื่องราวของเขาเคยถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ และหนังสือการ์ตูน มูฮัมมัดอาลี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2016 ขณะอายุได้ 74 ปี มูฮัมหมัด อาลีนับว่าเป็นยอดนักมวยที่เป็นที่รู้จักของคนในโลกมากที่สุดคนหนึ่ง

บทความที่ได้ถูกแนะนำ


ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg ac74b72a 6296 45c8 890e 3de3b7acbdb5

TWENTY1