Aekkung อัพเดทเมื่อ 13:31 26/08/2559
Thumb lg ucl cup

10 ทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก!

3636 Pepper

ทีมที่ยิ่งใหญ่ทีสุดในยุโรป สิ่งที่ขาดไม่ได้คือถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก อย่างไรก็ตามมีเพียงไม่กี่ทีมที่สามารถคว้ามาได้มากกว่า1ครั้ง นี่คือ 10 ทีมที่ได้มากที่สุด

UEFA Championsleague football UEFA

ถ้าการลงเล่นให้ทีมชาติและคว้าถ้วยแชมป์เปรียบเสมือนความยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต การลงเล่นในนามสโมสรยุโรปแล้วพาทีมคว้าแชมป์ถ้วยที่ใหญ่ที่สุดอย่างยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ที่สโมสรทั่วยุโรปต้องมาแข่งกัน ก็เปรียบเสมือนความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่รองลงมา

10. Porto (2 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1987, 2004
ปอร์โต้กลายเป็นแชมป์ยุโรปครั้งแรกในปี 1987 จากการที่ทีมแห่งโปรตุกีสคว้าชัยชนะเหนือยักษ์ใหญ่จากเยอรมันบาเยิร์น มิวนิค 2-1 อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความสำเร็จอย่างมากของสโมสร ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ในปี 2004 ภายใต้การนำทีมของ โฆเซ่ มูริญโญ่ ทำให้ทีมนี้โด่งดังขึ้นมาอีก

แม้จะได้เข้าไปถึงรอบชิง ปอร์โต้ก็ได้พบกับม้ามืดจากฝรั่งเศสทีมโมนาโก เป็นทีมนอกสายตาของทัวร์นาเม้นต์มาตลอด และมีดาวซัลโวทัวร์นาเม้นต์นี้ถึง 2 คนในปีนั้น อัตราต่อรองทีมฝั่งตรงข้ามของ มูริญโญ่ นั้นเป็นต่อ อย่างไรก็ตามผู้จัดการคนปัจจุบันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเตด ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชัยชนะเหนือโมนาโก 3-0 นั้นเกิดจากแท็กติกของเขาโดยแท้จริง

ความสำเร็จนี้ปอร์โต้ ชัยชนะในรอบควอเตอร์ไฟนอลนั้นเป๋็นสิ่งเหนือความคาดหมาย หลังจากชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเตดที่เป็นแชมป์ลีกอังกฤษในปีนั้น

9. Juventus (2 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1985, 1996
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1973, 1983, 1997, 1998, 2003, 2015
ในปี 1985 ยูเวนตุสได้หยุดความยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลที่กำลังจะเติบโตในยุคนั้น ลีกซีรี่อา ที่มีทีมที่ยิ่งใหญ่สุดตลอดกาลประกอบไปด้วย โบเนียก, แกร์ตาโน่ สกิรีอา, มาร์โก้ ทาร์เดลลี่, เปาโล รอสซี่ และดาวดังฝรั่งเศสมิเชล พลาตินี่ เป็นกำลังสำคัญของทีมม้าลาย

นำทีมโดย จิโอวานนี่ ตราปัตโตนี่ ยูเวนตุสโค่นทีมจากอังกฤษ จากจุดโทษของ พลาตินี่ ในครึ่งหลัง น่าเหลือเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรกของยักษ์ใหญ่จากอิตาลีที่คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ แม้จะมีทีมระดับท๊อปในประเทศเดียวกันอย่างเอซี มิลาน

11 ปีต่อมา ยูเว่กลับมาคว้ารางวัลสูงสุดในยุโรปอีกครั้ง โดยการชนะอาแจ็กทีมใหญ่จากฮอลแลนด์ในเกมชิงชนะเลิศจากการดวลจุดโทษหลังเสมอ 1-1 ในการเล่น 120 นาที ด้วยอิทธิพลจากดาวดังอิตาลี อเล็กซานโดร เดล เปียโร่ ที่เล่นให้กับสโมสรนี้นานถึง 20 ปี

น่าแปลกที่ ยูเวนตุสเป็นทีมที่ได้รองแชมป์ถึง 6 ครั้งทั้งทัวร์นาเม้นต์ ยูโรเปี้ยน คัพ และยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก แต่กระนั้นสโมสรจากอิตาลีทีมนี้ได้แสดงให้เห็นว่ามีตำนานนักเตะมากมายที่มาค้าแข้งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งในโลก

8. Manchester United (3 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1968, 1999, 2008
ปีที่ได้รองแชมป์ : 2009, 2011
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลที่เกิดขึ้นในปี 1958 เป็นที่รู้กันว่าคือโศกนาฏกรรมที่มิวนิค มีนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเตดจากไปจำนวนมาก ได้แก่ ดันแคน เอ็ดเวิร์ด มีส่วนน้อยที่รอดมาได้ ได้แก่ แมท บัสบี้ และบ็อบบี้ ชาร์ลตัน.

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีต่อมา ยูไนเตดสร้างทีมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเปนทีมที่อัศจรรย์ประกอบด้วย บอบบี้ ชาร์ลตัน, จอร์จ เบสต์ และเดนนิส ลอว์ ภายใต้การจัดการของ บัสบี้ ยูไนเตดได้ไปโค่นเบนฟิก้าที่มี ยูเซบิโอ้ กลายเป็นทีมแรกในอังกฤษที่คว้าถ้วย ยูโรเปี้ยนคัพ ในปี 1968

30 กว่าปีต่อมายูไนเตดกลับมาคว้าถ้วยนี้อีกครั้ง ด้วยชัยชนะเหนือบาเยิร์น มิวนิค ที่เมืองบาร์เซโลน่า ซึ่งบาเยิร์นทำประตูแรกได้ใน 5 นาที นำมานานกว่า 85 นาที ยูไนเตดได้ประตูแรก และประตูที่2 ได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จาก เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม และประตูชัยจาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ตามลำดับ แน่นอนว่ายูไนเตดคว้าแชมป์ยุโรปจากการยิงประตูที่ 2

ผู้บรรยาย Clive Tyldesley กล่าวว่า: ''ไม่เคยมีทีมไหนที่ชนะได้อย่างดราม่าแบบนี้มาก่อน''

9 ปีต่อมา ยูไนเตดคว้า แชมป์เปี้ยนส์ลีก อีกครั้ง จากการชนะเชลซีคู่ปรับจากอังกฤษในการดวลจุดโทษในเกมชิงชนะเลิศ สโมสรประสบความสำเร็จมากมายในปีนั้น เนื่องจากจอมถล่มประตู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีฟอร์มที่เข้าฝักมาก การคว้าชัยในปี 2008 เป็น 40 ปี และครบรอบ 50 ปี หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมที่มิวนิค

7. Inter Milan

ปีที่ได้แชมป์ : 1964, 1965, 2010
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1967, 1972
อินเตอร์ มิลานเป็นสโมสรที่วงการฟุตบอลถูกปกคลุมอยู่ภายใต้เงาทีมเพื่อนบ้าน เอซี มิลานมาตลอด อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางยุค 60 "เดอะ เนรัซซูรี่" เป็นแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ถึง 2 ครั้ง ต้องขอบคุณนักเตะที่เป็นกำลังหลักทั้ง 3 คนคือ จิอานซินโต้ ฟาเช็ตติ, หลุยส์ ซัวเรส และ ซานโดร มาซซอล่า

จากการที่ผู้จัดการทีม เฮเลนิโอ้ แอร์แรร่า ปรับแผนใหม่เป็นระบบ 5-3-2 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า คาเทนาคชิโอ้ สิ่งนี่ทำให้อินเตอร์เล่นแบบมี วิ้งแบ็ค ซึ่งไม่ได้มีบทบาทในเกมรับเป็นหลักเหมือน ฟูลแบ็ค และนั่นทำให้ ฟาเช็ตติ กลายเป็นหนึ่งนักเตะที่ดีที่สุดในโลกในเวลานั้น มันไม่ใช่แค่ช่วยให้อินเตอร์คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ถึง 2 ครั้ง แต่ทำให้อิตาลีคว้าแชมป์ยูโรในปี 1968 อีกด้วย

ในปี 2010 ห่างมานานถึง 50 ปีหลังจากได้ 2 แชมป์ติดต่อกัน ผู้จัดการ โฆเซ่ มูริญโญ่ พาชาวมิลานได้สัมผัสกับยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกที่ไม่มีนักเตะอิตาลีลงเล่นสักคนเป็นผู้เล่นตัวจริง 2-0 ในนัดชิงที่จเอกับบาเยิร์น มิวนิค

เวสลี่ย์ ชไนเดอร์ พิสูจน์แล้วว่าการทำหน้าที่เป็นผู้สร้างสรรค์เกมก็กลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในทัวร์นาเม้นต์นี้ได้ ในขณะที่ ดิเอโก้ มิลิโต้ ทำได้ถึง 6 ประตู รวมถึง 2 ประตูในเกมชิงชนะเลิศ ช่วยให้อินเตอร์คว้าแชมป์ยุโรปเป็นครั้งที่ 3

6. Ajax (4 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1971, 1972, 1973, 1995
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1969, 1996
ทีมยักษ์ใหญ่จากฮอลแลนด์เป็นต้นตำรับสิ่งที่เรียกว่า''Total Football'' ตามต้นฉบับของตำนาน โยฮัน ครัฟฟ์ ผู้ที่ยังคงเป็นนักเตะที่ยิงใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่กลายมาเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลคนหนึ่ง

อาแจ็กก้าวถึงจุดสูงสุดในช่วงต้นยุค 1970 ด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพได้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ทีมจากอัมสเตอดัมส์ในยุคนั้นดูจะมีเส้นทางที่ดีเยี่ยมเหมือนบาเซโลน่า และเอซี มิลาน ด้วยเกมบุกที่ไร้ความปราณี สวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ เปรียบว่าถ้าฟุตบอลคือโรงละคร ครัฟฟ์ ของอาแจ็กคือต้นฉบับของพระเอก

ในปี 1995 22 ปีหลังจากเป็นแชมป์ 3 สมัยซ้อน อาแจ็กกลับมาเป็นสโมสรฟุตบอลระดับท๊อปด้วยการเป็นทีมสุดท้ายที่มีแต่นักเตะในประเทศเป็นหลัก(homegrown team)ที่เป็นแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก

เอ็ดวิน ฟานเดอร์ ซาร์, แฟรงค์ เดอ บัวร์, โรนัลด์ เดอ บัวร์ และคลาเรน เซียดอฟ ทั้งหมดนี้เป็นผู้เล่นทำให้ระบบศูนย์ฝึกเยาวชนของอาแจ็กมีความโด่งดัง อย่างไรก็ตามซุปตาร์เยาวชนในเวลานั้นอย่าง แพทริค ไคลเวิร์ต กลายเป็นฮีโร่ทำประตูชัยในการเจอกับเอซี มิลานใรเกมชิงชนะเลิศ ช่วยให้สโมสรแห่งอัมสเตอร์ดัมเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ครั้งที่ 4 ได้เป็นทีมแรกต่อจากการคว้าแชมป์ 3 สมัยติด และเป็นครั้งที่ 4 จากทั้งหมด

5. Liverpool (5 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1977,1978, 1981, 1984, 2005
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1985, 2007
สโมสรแห่งแอนฟิลด์เป็นทีมอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุโรป คุณต้องดูความยอดเยี่ยมลิเวอร์พูลในช่วงปี 1970-80 จะเห็นว่าทำไมสโมสรนี้มีความโดดเด่นทั้งในประเทศ และยุโรปในช่วงเวลานั้น ซุปตาร์ชาวสก๊อตติช เคนนี่ ดักลิช และแกรม ซูเนส ยังคงเป็น 2 ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล และช่วยพาสโมสรประสบความสำเร็จในในยุโรปในช่วงเวลนั้น

อย่างไรก็ตามค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูลเกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม 2005 ในอิสตัลบูล ทีมจากอังกฤษเผชิญหน้ากับเอซี มิลาน ในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก และถูกขึ้นนำในครึ่งแรก 3-0 มันดูเหมือนมันจะเป็นหนทางที่ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ด้วยอิทธิพลการเล่นของกัปตัน สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลกลับมาตีเสมอได้อย่างเหลือเชื่อ 3-3 เป็นการทำ 3 ประตูภายใน 6 นาที การแข่งลากไปถึงการดวลจุดโทษ และลิเวอร์พูลทำให้โลกต้องตะลึงโดยการคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5

บางทีนี่อาจเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ตลอดกาล

4. Barcelona (5 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1992, 2006, 2009, 2011, 2015
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1961, 1986, 1994
นักเตะที่เก่งที่สุดของยุคบางคนเคยเล่นให้กับบาร์เซโลน่า อย่างเช่น โยฮัน ครัฟฟ์, ดิเอโก้ มาราโดน่า,ไมเคิ่ล เลาด์ดรู๊ป และในปัจจุบันเช่น ชาบี้, อันเดรส อิเนสต้า และ ลีโอเนล เมสซี่ แต่ยังมีความเป็นรองทีมคู่แข่งอย่างเรอัล มาดริดมาหลายปี ในที่สุดพวกเขาก็ได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี1992 ภายใต้การคุมทีมของ โยฮัน ครัฟฟ์ ผู้สร้าง''Dream Team''แห่งเมืองคาตาลันขึ้นมา โดยโรนัลด์ คูมัน ทำประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บใส่ซามพ์โดเรีย ทำให้บาร์ซ่าได้สัมผัสถ้วยยูโรเปี้ยนคัพเป็นครั้งแรก

สโมสรต้องรอถึง 15 ปีในการกลับมาของถ้วยนี้อีกครั้ง โดยกุนซือชาวดัชต์อีกคน แฟรงค์ ไรจ์การ์ด พาทีมชนะอาร์เซน่อล สโมสรจากอังกฤษ ด้วยสกอร์ 2-1 ในปี 2006

ภายใต้การคุมทีมของอดีตนักเตะบาซ่า เป็ป กวาดิโอล่า บาร์เซโลน่าเริ่มมีสไตล์การเล่นแบบใหม่ที่เรียกว่า tiki-taka ด้วยนักเตะซุปตาร์สเปนอย่าง ชาบี้ แล อิเนสต้า ช่วยให้แผงมิดฟิลด์แข็งแกร่ง บาร์เซโลน่าแสดงให้เห็นว่าระดับของพวกเขาสามารถโค่นยักษ์แห่งพรีเมียร์ลีกอย่าง แมนเชสเตอร์ยูไนเตด ในแชมป์เปี้ยนส์ลีกปี 2009 และ2011 ในเกมชิงชนะเลิศ

สโมสรจากคาตาลันนี้ยังคงเป็น 1ในทีมอันดับต้นๆของยุโรป และยังมีกองหน้าจอมถล่มประตูอย่าง เมสซี่ ที่ทำประตูไปแล้ว 83 ลูกจาก 106 เกมในทัวร์นาเม้นต์นี้

3. Bayern Munich (5 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1974, 1975, 1976, 2001, 2013
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1982, 1987, 1999, 2010, 2012
ยุคทองของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค อยู่ในช่วงกลางยุค 70 ที่มีนักเตะอย่าง ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์, เกิด มุลเลอร์ และเซปป์ ไมเออร์ พาสโมสรคว้าแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน เกิด มุลเลอร์จอมถล่มประตู ทำประตูใน ยูโรเปี้ยน คัพถึง 18 ลูก ช่วงระหว่างที่บาเยิร์นคว้าชัยชนะครั้งนั้นมา ซึ่งเหมือนกับว่าช่วงนั้นทีมเสือใต้ได้ครองวงการลูกหนังเยอรมันโดยแท้จริง

อย่างไรก็ตามสโมสรต้องรอถึง 25 ปี ในการกลับมาฉลองถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ อีกครั้ง ผู้รักษาประตู โอลิเวอร์ คานส์ เป็นฮีโร่ของทีมยักษ์ใหญ่ในเยอรมัน โดยการโค่นทีมบาเลนเซียจากสเปนที่กำลังจะได้ถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ เป็นครั้งแรก

บาเยิร์นเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ครั้งที่ 5 ในการชนะ 2-1 เหนือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และซุปตาร์ฝรั่งเศส แฟรงค์ ริเบอรี่ ก็ได้รับรางวัลUEFA Best Player of the Year หลังจากนั้น

2. AC Milan (7 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1963, 1969, 1989, 1990, 1994, 2003, 2007
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1958, 1993, 1995, 2005
เอซี มิลาน สามารถคว้าแชมป์ทัวร์นาเม้นนี้ได้ถึง 7 ครั้ง เป็นทีมแรกในอิตาลีที่เข้าไปคว้าถ้วยรางวัลมาได้ในปี 1963 ด้วยการชนะเหนือเบนฟิกา 2-1

หลายปีต่อมา มิลานได้กลับไปทวงบัลลังจ้าวยุโรปอีกครั้งในยุค 80 ซึ่งในตอนนั้นได้เซ็นนักเตะทรีโอ้ชาวดัชต์ได้แก่ รุท กุลลิท, มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น และแฟรงค์ ไรจ์การ์ด เข้ามาเป็นกำลังหลักในทีม ปีศาจดำ-แดงกลายเป็นทีมสุดท้ายที่คว้าถ้วย ยูโรปเปี้ยน คัพ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก คัพ โดยการเอาชนะเหนือ สเตอัว บูคาเรสต์ และเบนฟิกา อีก 2 ครั้งในปี 1989 และ1990 ตามลำดับ

4 ปีหลังจากที่สโมสรประสบความสำเร็จ เอซี มิลานก็ได้คว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยการเอาชนะเหนือบาร์เซโลน่าในปี 1994 ภายใต้การทำทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ถือว่าโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยกำลังของทีมในตอนนั้นถือว่าระดับซุปตาร์มากมายอย่างเช่น โบบาน, เปาโล มัลดินี่, ฌอง ปิแอร์ ปาแปง และเดยาน ซาวิเซวิค แน่นอนว่าสามารถไล่ถลุงยักษ์ใหญ่แห่งสเปนอย่าง บาร์เซโลน่า ไปได้ 4-0

ครั้งที่ 7 ของสโมสรคว้าถ้วยยุโรปใบนี้ได้ในปี 2007 โดยการโค่น ลิเวอร์พูล ไปได้ 2-1 โดยการยิงของ ฟิลิปโป้ อินซากี้ และมันเป็นการแก้แค้นทีมหงษ์แดงที่ชนะปีศาจดำแดงในรอบชิงด้วยการดวลจุดโทษเมื่อ 2 ปีก่อน

1. Real Madrid (11 สมัย)

ปีที่ได้แชมป์ : 1956, 1957, 1958, 1959, 1960, 1966, 1998, 2000, 2002, 2014, 2016
ปีที่ได้รองแชมป์ : 1962, 1964, 1981
เรอัล มาดริด ก้าวขึ้นมาเป็นจ้าวยุโรปตั้งแต่ยุค 50 จากการเซ็นนักเตะอย่าง อัลเฟรดโด้ ดิ สเตฟาโน่, เฟอเรน ปุสกัส, เรย์มอน โคปา เข้ามาเล่นในซานติอาโก เบอนาบิว ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเอาชนะแฟร้งเฟิร์ต 7-3 ในรอบชิงชนะเลิศปี 1960 ดิ สเตฟาโน่ ทำแฮตทริก และ ปุสกัส กองหน้าชาวฮังกาเรียนทำไป 4 ประตู

ยักษ์ใหญ่แห่งสเปนทีมนี้สามารถคว้าถ้วยนี้ได้เป็นทีมแรก และสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 5 สมัยแรกติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีทีมไหนป้องกันแชมป์ยาวนานได้ถึง 4 ครั้งเท่าทีมราชันชุดขาวจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามหลังจากปี 1966 เรอัล มาดริดต้องรอมากกว่า 30 ปีในการกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้ง และได้เรื่อยมาจนเป็นจ้าวยุโรป 11 สมัยในปัจจุบัน

นักเตะที่ทำประตูในทัวร์นาเม้นต์นี้ได้มากที่สุดคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นักเตะโปรตุกีสของเรอัล มาดริดรายนี้ทำไป 93 ประตู จาก 127 เกม

บทความที่ได้ถูกแนะนำ


ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 7fe93d15 0040 4f80 84f5 046140f97d49

Aekkung