RahXephon อัพเดทเมื่อ 11:15 29/08/2559
Thumb lg wacky shirt

11 แข้งดังที่เลือกใช้เบอร์เสื้อแบบไม่สนโลก

4806 Pepper

ในอดีตเบอร์เสื้อสามารถบ่งบอกชัดเจนได้ถึงตำแหน่งของผู้เล่นในสนาม แต่ในยุคปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไปตามกาลสมัย

football squad number

แต่เนื่องจากการใช้หมายเลขประจำตำแหน่งในการแข่งขันมาอย่างช้านาน จึงเป็นเรื่องปกติที่แฟนบอลมักจะคุ้นชินกับเบอร์เสื้อโดยเฉพาะตั้งแต่หมายเลข 1-11 ซึ่งเรามักจะเข้าใจกันดีว่า เบอร์ 1 ก็มักจะมีไว้สำหรับผู้รักษาประตู เบอร์ 2-6 ก็เป็นหมายเลขปกติสำหรับบรรดาแผงหลัง เบอร์ 7 กับ 11 มักจะใช้กับผู้เล่นตัวรุกโดยเฉพาะริมเส้นฝั่งขวาและซ้ายตามลำดับ เบอร์ 8 ก็จะเป็นเครื่องหมายการค้าของมิดฟิลด์ตัวหลัก รวมไปถึงเบอร์ 9 สำหรับหัวหอกตัวเป้า และเบอร์ 10 สำหรับพวกเพลย์เมคเกอร์หรือตัวรุกจอมเทคนิคประจำทีม แต่ธรรมเนียมที่ว่ากลับไม่ได้มีความหมายใดๆสำหรับพ่อค้าแข้งเหล่านี้เลย

No.1 เอ็ดการ์ ดาวิดส์ (บาร์เน็ต)

แฟนบอลในยุคมิลเลนเนียมคงไม่มีใครไม่รู้จัก มิดฟิลด์พันธุ์ดุชาวดัตช์ คนนี้ จากที่เขาเคยตระเวนค้าแข้งอยู่กับโคตรทีมอย่าง อาแจ็กซ์, เอซี มิลาน, ยูเวนตุส, บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ มิลาน ในยุครุ่งเรือง ก่อนจะย้ายมาเป็นขาใหญ่อยู่กับทีมจากลีกทูของอังกฤษในช่วงบั้นปลาย โดยที่เจ้าตัวยังเลือกตอกย้ำให้ใครๆเห็นว่าเขาคือนัมเบอร์วันของทีมด้วยการเลือกใส่เสื้อเบอร์ 1 มันซะเลย

No.2 คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์)

หนึ่งในดาวเตะฝีเท้าดีที่สุดของวงการลูกหนังแยงกี้ เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงกับ ฟูแล่ม โดยเป็นผู้เล่นที่มีทีเด็ดในเรื่องการจบสกอร์ได้อย่างเด็ดขาดจากตำแหน่งกองกลางภายใต้ชุดฟอร์มหมายเลข 23 แต่กับสโมสรอื่นๆไม่เพียงแต่กับ ไก่เดือยทอง เท่านั้น เขากลับเลือกที่จะใช้เบอร์ 2 เป็นหมายเลขประจำตัว ซึ่งมีที่มาที่ไปมาจากการที่เจ้าตัวชอบใช้เวลาว่างไปกับการร้องเพลงแร็พ และมีฉายาประจำตัวว่า 'deuces' ซึ่งก็หมายถึงสิ่งที่แทนด้วยหมายเลข 2 นั่นเอง

No.3 นิคลาส เบนท์เนอร์ (โวล์ฟสบวร์ก)

หัวหอกทีมชาติเดนมาร์ก ที่ปัจจุบันหลังหมดสัญญากับ ทีมหมาป่าแห่งเมืองเบียร์ ก็กลายมาเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่ในเวลานี้ ตามประวัติแล้ว 'ลอร์ดเบนท์เนอร์' เริ่มต้นชีวิตค้าแข้งกับ อาร์เซนอล โดยเลือกใช้หมายเลข 25 ก่อนจะเปลี่ยนมาสลับใช้เบอร์ 52 ในเวลาต่อมา แต่หลังจากที่ออกเดินทางมาค้าแข้งอยู่ใน บุนเดสลีกา ดูเหมือนจะมีใครใช้เบอร์ 52 อยู่ เจ้าตัวจึงเปลี่ยนมาใส่เบอร์ 3 แทน หรือบางทีมันอาจจะมีความหมายว่า 5-2 ก็เป็นได้...

No.4 เอ็นวานโก้ คานู (ไนจีเรีย)

ยอดดาวยิงระดับตำนานของทัพอินทรีมรกต ที่เคยค้าแข้งอยู่กับทีมดังๆอย่าง อาแจ็กซ์, อินเตอร์ มิลาน และ อาร์เซนอล แต่จุดเด่นที่น่าจดจำข้อหนึ่งของ หัวหอกร่างโย่ง ก็คือการเลือกใส่เสื้อหมายเลข 4 ในยามลงสนามรับใช้ชาติมาโดยตลอดระยะเวลา 17 ปี และรวมไปถึงการคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกปี 1996 ด้วย ซึ่งมันคงมีความหมายอะไรซักอย่างสำหรับเขาแน่นอน เพียงแต่เจ้าตัวยังไม่เคยออกมาเปิดเผยเรื่องนี้

No.5 มิลาน บารอส (ลิเวอร์พูล)

ในขณะที่ หงส์แดง ในยุคนั้นอุดมไปด้วยดาวยิงฝีเท้าจัดจ้านอย่าง ไมเคิล โอเว่น, นิโกล่าส์ อเนลก้า, ยารี่ ลิตมาเน่น และ เอมิล เฮสกีย์ แต่ เชราร์ อุลลิเย่ร์ ก็ยังเลือกที่จะไปดึงตัว หัวหอกดาวรุ่งชาวเช็ก เข้ามาไว้ในคลังแสงอีกหนึ่งคน และจากการที่เบอร์สวยต่างๆถูกจับจองไปหมดแล้วจึงทำให้เจ้าตัวตัดสินใจเลือกใส่เบอร์ที่ยังว่างอยู่แบบไม่คิดอะไรมาก ซึ่งกว่า บารอส จะได้ออกวาดลวดลายให้กับทีมอย่างเต็มที่ก็ต้องรอไปอีกหนึ่งฤดูกาลเต็มๆจากปัญหาเรื่องเวิร์คเพอร์มิต

No.6 ดาเรน ฮัคเคอร์บี้ (นอริช ซิตี้)

หากพูดถึงเบอร์เสื้อหมายเลข 6 เชื่อว่าคอบอลส่วนใหญ่น่าจะนึกไปถึงเซ็นเตอร์แบ็คร่างโย่งที่คอยทำหน้าที่บัญชาการเกมส์รับของทีม แต่ใครเลยจะคิดว่า อดีตศูนย์หน้าดาวรุ่งชาวอังกฤษ ที่มีจุดเด่นในฝีเท้าอันรวดเร็วและความปราดเปรียวจะทะลึ่งมาใส่เบอร์นี้เมื่อคราวที่ยังค้าแข้งอยู่ในถิ่น แคร์โรว์ โร้ด แม้อาจจะดูแปลกๆไปซักนิดแต่ก็มีการเปิดเผยชัดเจนในภายหลังว่าเป็นความตั้งใจของเจ้าตัวที่หวังจะสร้างแบรนด์ DH6 เมื่อตอนที่เขาแขวนสตั๊ดในปี 2009

No.7 วินสตัน โบการ์เด้ (เชลซี)

เชื่อว่าต่อให้คุณเป็นแฟนบอลอันเหนียวแน่นของ สิงห์บลู ก็อาจจะลืมเลือนไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยมี กองหลังดีกรีทีมชาติฮอลแลนด์ ที่สวมเสื้อเบอร์นี้ลงเล่นให้กับทีม ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 ปีในรั้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจ้าตัวเคยมีโอกาสลงสนามไปเพียงแค่ 10 เกมส์เท่านั้น โดยมีที่มาจากการที่ถึงแม้เขาจะไม่อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือแต่ก็ยังเลือกตีหน้ามึนลงฝึกซ้อมกินเงินค่าแรงอยู่ตลอดระยะสัญญาที่เซ็นต์เอาไว้

No.8 เกล็น จอห์นสัน (สโต๊ค ซิตี้)

อดีตแบ็คขวาทีมสิงโตคำราม ถึงจะขึ้นชื่อในเรื่องการบุกตะลุยขึ้นไปข้างหน้า(แต่ก็ลงมาไม่ค่อยจะทันซักเท่าไร) แต่กระนั้นหลายๆฝ่ายก็ยังคงประหลาดใจไม่น้อยที่หลังจากหมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว เขากลับใส่ชุดแข่งหมายเลข 8 กับต้นสังกัดปัจจุบัน ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาอธิบายใน ยูทูป แชนแนล ของสโมสรในภายหลังว่าเหลือเบอร์ที่ยังว่างอยู่ก็คือ หมายเลข 8, 14 และ 20 กว่าๆขึ้นไปให้เลือกเท่านั้น

No.9 คาลิด บูลาห์รูซ (เชลซี)

อีกหนึ่งผู้เข้าประกวดจาก ทีมสิงโตน้ำเงินคราม และน่าจะเป็นหนึ่งในการเซ็นต์สัญญายอดแย่ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในยุคแรกๆที่เข้ามาคุมทีม โดยในเวลานั้น ยอดกุนซือชาวโปรตุเกส ต้องการจะเสริมทัพเพื่อหวังจะขยับให้พวกเขาก้าวขึ้นไปเป็นยอดทีมของทวีป แต่บางครั้งการซื้อตัวผู้เล่นชื่อดังก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่หวัง เมื่อ ปราการหลังแข้งโหดชาวดัตช์ โชว์ฟอร์มได้อย่างผิดหวังท่ามกลางกับความงุนงงของแฟนๆว่าใครเลือกให้เขาใส่เสื้อเบอร์นี้

No.10 วิลเลี่ยม กัลลาส (อาร์เซนอล)

หนึ่งในความพีคแบบสุดๆของการเลือกเบอร์เสื้อแบบอินดี้ของ ปราการหลังชาวฝรั่งเศส โดยภายหลังจากที่ ทีมปืนใหญ่ เว้นว่างเสื้อหมายเลข 10 เพราะการจากไปของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ที่แม้แต่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ก็ยังเลือกที่จะปล่อยผ่าน แต่จากการเข้ามาของ กัลลาส ที่ยังเหลือออปชั่นเลขสวยเพียงหมายเลข 3 และ 10 เท่านั้น เจ้าตัวก็ตัดสินใจจิ้มไปที่อันหลังเพียงเพราะไม่ต้องการถูกเกี่ยวโยงไปถึงตำแหน่งแบ็คซ้ายที่ตัวเองพยายามหลีกหนี

No.11 อังเดร ซานโตส (อาร์เซนอล)

เจ้าของเบอร์เสื้อแหวกแนวรายสุดท้ายก็มาจากรั้ว เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ซึ่งหากพิจารณาดูดีๆในเคสนี้ก็อาจจะถือว่าไม่น่าแปลกประหลาดซักเท่าใด จากการที่ แบ็คซ้ายชาวบราซิลเลี่ยน เป็นกองหลังจอมบุกในแบบฉบับสไตล์แซมบ้า ซึ่งก็สามารถดันสูงขึ้นมาเล่นในตำแหน่งตัวริมเส้นได้ในยามต้องการ แต่หากมองไปถึงผลงานตลอดหนึ่งปีครึ่งกับทีมก็ไม่มีอะไรให้แฟนๆต้องจดจำซักเท่าไร อีกทั้งปัจจุบันเบอร์เสื้อนี้ก็ตกไปอยู่กับคนที่คู่ควรอย่าง เมซุต โอซิล ไปแล้ว

บทความที่ได้ถูกแนะนำ


ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 030c6fd7 bbf5 4570 b6dc d8ef319b25dc

RahXephon