RahXephon อัพเดทเมื่อ 18:00 28/04/2559
Thumb lg 20160608 numbertwo

6 พระรองยอดเยี่ยมตลอดกาลในเวทีพรีเมียร์ลีก

4228 Pepper

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุด รวมถึงเสียประตูน้อยที่สุดในฤดูกาล 2015-16 แต่กลับกลายเป็น เลสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังจ่อจะเข้าวินได้ชูถ้วยแชมป์

พรีเมียร์ลีก football Liverpool

แต่แฟนๆทีมไก่เดือยทองไม่ใช่กองเชียร์กลุ่มแรกที่น่าจะรู้สึกเซ็งในอารมณ์แบบนี้ เพราะอดีตที่ผ่านมายังมีทีมที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแต่กลับคว้าได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์แบบน่ากุมขมับ

แมนฯ ยูไนเต็ด 1994-95

หาก เลสเตอร์ สามารถไปถึงฝั่งฝันด้วยการคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลสุดเซอร์ไพรส์นี้ ก็จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ได้ทีมจากนอกเมือง แมนเชสเตอร์ และ ลอนดอน ในรอบ 21 ปี ภายหลังจากที่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ทีมมหาเศรษฐีในยุคปี 90 สามารถสอดแทรกเข้ามาคว้ารางวัลเกียรติยศนี้ไปครอง

ด้วยผลงานอันลือลั่นของคู่หู SAS อลัน เชียร์เรอร์ และ คริส ซัตตัน ภายใต้การคุมทีมของ เคนนี่ ดัลกลิช ที่พากันควงคู่ทะลวงประตูฝั่งตรงข้ามไปได้ถึง 49 ประตูจากทั้งหมด 80 ลูกที่ทีมยิงได้รวมทั้งฤดูกาล แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังถูก ทีมปีศาจแดง ตามคอยกดดันอยู่ไม่ห่าง จนกระทั่งถึงการแข่งขันนัดสุดท้ายโดยที่ลูกทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำแต้มไล่หลังมาเพียงแค่ 2 คะแนน

ในขณะที่กองเชียร์ ทีมกุหลาบไฟ อาจจะนั่งอ้าปากค้างจากประตูชัยในนาทีสุดท้ายของ ลิเวอร์พูล จากฝีเท้าของ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ แต่ในอีกสนามนึง ลูเด็ค มิคลอสโก้ นายทวารชาวเช็กของ เวสต์แฮม ก็กำลังโชว์ฟอร์มเซฟมือเป็นระวิง ช่วยป้องกันลูกยิงของขุนพลนักเตะปีศาจแดงเอาไว้แบบอุตลุด จนสุดท้ายจบเกมส์เสมอกันไปที่ 1-1 ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 88 คะแนนตามหลัง แบล็คเบิร์น ไปเพียงแค่แต้มเดียว พลาดโอกาสคว้าแชมป์ 3 ฤดูกาลติดต่อกันไปอย่างน่าเสียดาย

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 1995-96

คงเป็นเรื่องเล่าที่ไม่น่าจดจำซักเท่าไรนักสำหรับสาวกทูนอาร์มี่ เมื่อครั้งนึงทีมรักของพวกเขาเคยทำแต้มทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองไปถึง 12 คะแนน จากสถานการณ์ในเดือนมกราคมที่มีทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด คอยตามมาอยู่ห่างๆ จากในยุคที่ ทีมสาลิกาดง ประกอบไปด้วยผู้เล่นระดับชั้นนำอย่าง ดาวิด ชิโนล่า, ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์, เลส เฟอร์ดินานด์ และ ฟิลิปป์ อัลแบร์ต ภายใต้การนำทัพของ เควิน คีแกน

แต่จากผลงานเกมรับอันย่ำแย่ก็ทำให้หายนะมาเยือนพวกเขาในไม่ช้า เมื่อทีมชนะไปเพียงหนเดียวและแพ้ไปถึง 3 ครั้งจากทั้งหมด 5 เกมนับตั้งแต่ช่วงปลายกุมภาพันธ์ไปจนถึงต้นเดือนเมษายน โดย เหล่าขุนพลเดอะแม็กพายส์ ตั้งเป้าที่จะกลับสู่เส้นทางอีกครั้งในเกมส์ที่ต้องออกไปทำศึกใหญ่กับ หงส์แดง ที่ แอนฟิลด์ ซึ่งจบลงด้วยประตูชัยในนาทีสุดท้ายของ สแตน คอลลีมอร์ จนกลายเป็นแมตช์ในตำนานนัดนึงของพรีเมียร์ลีก แต่แล้วในท้ายที่สุดก็กลับกลายเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ชนะถึง 7 จาก 9 เกมส์หลังสุดและเป็นฝ่ายได้ชูถ้วยแชมป์ไปอย่างยิ่งใหญ่

อาร์เซนอล 1998-99

ก่อนเกมนัดตัดเชือก เอฟเอ คัพ หนึ่งสัปดาห์ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ศูนย์หน้าในตำนานชาวดัตช์ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พวกเขาจะต้องหยุดเส้นทางการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ของ ปีศาจแดง ให้จงได้ แต่สุดท้ายก็กลับกลายเป็นเขาเองที่ทำพลาดในการรับหน้าที่สังหารจุดโทษ จนส่งผลให้ลูกทีมของ 'ป๋าเฟอร์กี้' ผ่านเข้าไปจนถึงรอบชิงและคว้าถ้วยรางวัลศักดิ์สิทธิ์มาครอง

จนกระทั่งถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทีมปืนใหญ่ สามารถทำคะแนนขึ้นมาจนเทียบเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ 75 คะแนน ซ้ำยังมีลูกได้-เสียอยู่ที่ +42 ประตูเท่ากันอีกด้วย โดยที่ยังเหลืออีก 2 เกมส์สุดท้าย ลูกทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่เสียประตูไปเพียงแค่ 16 ลูกและปราชัยไปเพียงแค่ 3 เกมส์ตลอดทั้งฤดูกาล เป็นฝ่ายลงเตะก่อนด้วยการออกไปเยือน ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมที่จะจบอันดับ 4 แบบไม่ต้องลุ้นอะไรแล้ว แต่กลับกลายเป็น จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ศูนย์หน้าของเจ้าถิ่นที่แผลงฤทธิ์ยิงประตูโทนในเกมส์นั้น

ส่วนทางฝั่ง ยูไนเต็ด ก็ทำได้เพียงเสมอกับ แบล็คเบิร์น ในอีก 1 วันถัดมา ก่อนที่ทั้งคู่จะเก็บชัยได้ในนัดสุดท้ายจนทำให้ ปีศาจแดง เฉือนเข้าป้ายไปเพียงแค่คะแนนเดียว

เชลซี 2007-08

ไม่ว่าคุณจะมอง แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมอริหรือคิดยังไงกับพวกเขาก็ตาม แต่ด้วยความพยายามอันยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2007-08 ของ ขุนพลนักเตะปีศาจแดง ก็สมควรจะได้รับคำยกย่อง บางทีหากลูกทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ในปีนั้น ชื่อของ อัฟราม แกรนท์ ก็อาจจะถูกบรรจุขึ้นทำเนียบจากการเป็นผู้พา เชลซี คว้าชัยทั้งในลีกและถ้วยยุโรปใบใหญ่ และอาจทำให้ กุนซือชาวอิสราเอล ในเวลานี้คงกำลังนั่งกุมบังเหียนอยู่กับ รีล มาดริด แทนที่จะต้องทำหน้าที่หัวเรือใหญ่ให้กับ ทีมชาติกาน่า ก็เป็นได้

นอกจากการพ่ายแพ้การดวลลูกโทษที่จุดโทษในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกแล้ว แกรนท์ ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ที่สละเรือไปตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน ก็ยังต้องพบกับความเจ็บปวดจากการแข่งขันภายในประเทศกับทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เมื่อ พลพรรคสิงห์บลู ทำแต้มตอนจบฤดูกาลตามหลังคู่แข่งสำคัญไปเพียงแค่ 2 คะแนน ในขณะที่ เชลซี พ่ายแพ้ไปทั้งฤดูกาลเพียงแค่ 3 เกม แต่จากผลเสมอถึง 10 นัดจึงส่งผลให้พวกเขาเอื้อมไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์ที่ต้องการ

แมนฯ ยูไนเต็ด 2011-12

จากเหตุการณ์ทั้งหมด 4 ครั้งในอดีตที่มีการตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยผลต่างที่ไม่เกิน 2 แต้ม แมนฯ ยูไนเต็ด คงเป็นทีมที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับเรื่องนี้ซักเท่าไร พวกเขาเคยเฉือนเอาชนะ อาร์เซนอล ไปได้คะแนนเดียวในซีซั่น 1998-99 แต่ไม่ใช่กับอีก 3 เหตุการณ์ที่เหลือ เมื่อ ไอ้ปืนใหญ่ ก็เคยเบียดแซงพวกเขาไปหนึ่งคะแนนก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งฤดูกาลมาแล้ว และยังมี เชลซี ที่จบซีซั่น 2009-10 อยู่ที่ 86 คะแนนโดยนำหน้า ยูไนเต็ด ที่ทำได้ 85 คะแนน แต่คงไม่มีครั้งไหนที่จะทำให้สาวกปีศาจแดงทั่วโลกต้องปวดใจได้เท่าฤดูกาล 2011-12

เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ต้องตัดสินแชมป์กันด้วยผลต่างประตูได้-เสีย หลังจากที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำแต้มทิ้งห่างไปถึง 8 คะแนนในเดือนเมษายนพวกเขากลับออกอาการสะดุด เริ่มต้นด้วยการพ่ายแพ้ 1-0 ให้กับ วีแกน จนช่องว่างเหลือเพียง 5 คะแนน และตามมาด้วยผลเสมอสุดมันส์ 4-4 กับ เอฟเวอร์ตัน จนเหลือระยะห่างเพียง 3 แต้ม จนกระทั่งประตูชัยจากลูกโหม่งของ แว็งซ็องต์ ก็องปานี ใน แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์ ที่ทำให้ทั้งสองทีมกลับมามีคะแนนเท่ากัน

จึงทำให้ไฮไลต์สำคัญของซีซั่นต้องมาตกอยู่ในเกมนัดสุดท้าย เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถบุกไปเฉือนเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ได้ 1-0 ในขณะที่ลูกทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ กำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้กับ QPR ทีมที่กำลังหนีตกชั้น 2-1 จนกระทั่ง เอดิน เซโก้ มาตามตีเสมอได้ในนาทีสุดท้าย ก่อนที่ กุน อเกวโร่ จะกลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับเกมสุดดราม่าระดับ 5 ดาวขึ้นมา

ลิเวอร์พูล 2013-14

ซัวเรซ หรือ ตอร์เรส? ร็อดเจอร์ส หรือ ราฟา? เจอร์ราร์ด ที่เป็นตัวคุมเกมส์ หรือ เจอร์ราร์ด ที่เป็นตัวรุก?

หากยิงคำถามเหล่านี้กับสาวกเดอะค็อปคงได้รับคำตอบที่โต้เถียงกันทั้งคืนก็ไม่จบ หลุยส์ ซัวเรซ คือความมหัศจรรย์ของฤดูกาล 2013-14 ในขณะที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส ก็ร้อนแรงเกินห้ามใจในซีซั่น 2008-09 เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ดูเป็นผจก.ทีมที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า แต่ค่อนข้างชัดเจนว่า ราฟาเอล เบนิเตซ ทำหน้าที่กุนซือได้ดีกว่า หรือสภาพความเป็นจริงของ เจอร์ราร์ด ในช่วงปีหลังๆกับตำแหน่งที่ค่อยๆถอยต่ำลงมาก็ดูจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกับวัยและสังขารของเขาอยู่แล้ว

ในขณะที่ หงส์แดง ในเวอร์ชั่นปี 2008-09 คือทีมที่บินสูงด้วยผลงานจากเหล่าสตาร์ชั้นนำ แต่กับทีมในซีซั่น 2013-14 พวกเขากลับประกอบไปด้วยเหล่าผู้เล่นดาวรุ่งพุ่งแรงในการไล่ล่าแชมป์ ตลอดซีซั่นนั้น ลิเวอร์พูล ยิงได้ถึง 101 ประตู แต่ก็เสียไปถึง 50 ลูก ทีมยิงได้ถึง 4 ประตูจาก 11 เกมส์และเก็บชัยชนะไป-กลับได้จาก 8 ทีม พวกเขามีดาวซัลโวสูงสุดของลีกถึง 2 คน รวมถึงผู้ทำแอสซิสต์สูงสุด 2 อันดับแรกด้วย

ร็อดเจอร์ส ก็สามารถคว้าตำแหน่งผจก.ทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนไปได้ 2 ครั้ง ในขณะที่ลูกทีมของเขาก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนไปถึง 4 จาก 9 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นทั้ง ซัวเรซ และ เจอร์ราร์ด เคยถึงขั้นได้รับรางวัลทั้งคู่ในเดือนเดียวกัน แถมด้วย ดาวยิงชาวอุรุกวัย ก็สามารถซัดแฮตทริกไปได้ 3 จาก 8 ครั้งที่เกิดในขึ้นลีกซีซั่นนั้น แต่น่าเสียดายในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาควรจะได้รับความสำเร็จตามที่หวังถ้าเพียงแต่ ยอดกัปตันทีมไดนาโม จะไม่ทำพลาดจากการรับลูกส่งพื้นๆจาก มามาดู ซาโก้...

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 030c6fd7 bbf5 4570 b6dc d8ef319b25dc

RahXephon