mookkychill อัพเดทเมื่อ 16:19 23/09/2559
Thumb lg page

11 สิ่งที่ไม่ควรไปพูดกับคนมีรอยสัก ถ้าไม่อยากบาดหมาง!

52398 Pepper

มีหลายเรื่องที่คุณยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับรอยสักเเน่ๆ ลองอ่านบทความนี้ดูเพื่อจะได้มุมมองใหม่ๆเพิ่มขึ้น จนคุณอาจจะเเปลกใจว่ามันเป็นแบบนี้เองเหรอเนี่ย

tattoo

ในปัจจุบันการสักได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก เป็นศิลปะที่เเสดงความเป็นตัวตนของคุณได้เป็นอย่างดียิ่งกว่าเครื่องประดับชิ้นไหนๆ เเต่ก็ยังมีอีกหลายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้มีรอยสักอยู่ อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเเต่หากเข้าใจเรื่ีองเหล่านี้ก็จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น ลองมาดูกันว่าคนที่สักจะเจอกับคำพูดอะไรที่ทำให้พวกเขารู้สึกปรี๊ดดดดด...กันบ้าง

1. “มีรอยสักดูไม่เป็นมืออาชีพเอาซะเลย”

หลายคนอาจคิดว่ารอยสักเป็นอุปสรรคในการทำงานแน่ๆ คนมีรอยสักยังไงก็ดูไม่เป็นมืออาชีพ ในอดีตอาจจะมีส่วนอยู่บ้างสำหรับค่านิยมแบบนี้ แต่อยากบอกว่าความจริงแล้วรอยสักไม่ได้ดูแย่อย่างที่คิด ในองค์กรใหญ่ๆอย่าง CIA เองก็ยังอ้าแขนตอนรับหากคุณมีรอยสัก บางบริษัทเองก็ไม่ได้เคร่งครัดกับผู้มีรอยสัก เพราะให้เหตุผลว่าการรวมความหลากหลายนั้นเป็นสิ่งที่ดี และรอยสักยังทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดูแข็งแกร่งด้วย นอกจากนี้บุคคลสำคัญบางท่านก็ยังมีรอยสักด้วย เช่น วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีของแคนนาดา เห็นมั้ยว่ารอยสักไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย

2. “แก่ไปแล้วจะเสียใจนะที่สัก”

แน่นอนว่าแก่ไปเราผิวก็ต้องเหี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่คนจะสักกันในช่วงวัยรุ่น แต่ก็ไม่ได้ความว่าคนมีรอยสักแก่ไปแล้วจะดูน่าเกลียดเสมอไป ยังมีตัวอย่างให้เห็นอีกหลายเคสที่รอยสักทำให้คนยิ่งแก่ยิ่งดูดี ในบางรายรอยสักช่วยทำให้ดูเด็กกระชากวัยกันเลยทีเดียว

3. “รอยสักมันลบไม่ได้”

แหล่ง: https://www.youtube.com

ในอดีตเป็นเรื่องยากมากที่จะลบรอยสัก แต่ปัจจุบันนี้ต้องขอบคุณวิทยาศาสตร์จริงๆ มีเทคโนโลยีที่สามารถลบรอยสักได้อย่างหมดจด โดยเริ่มตั้งแต่ครีมลบรอยสักไปจนถึงการผ่าตัดที่ราคาแพงแต่ได้ผลดี ซึ่งรอยสักแบบหมึกสีดำจะลบง่ายกว่ารอยสักสีสัน ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการเพิ่มขึ้นของการลบรอยสักวัดจากปี 2011-2012 พบว่ามีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นถึง 43% เลยทีเดียว

4. “ทำไมถึงสัก?”

อันนี้เป็นคำถามที่คนสักถูกถามกันบ่อยเลยทีเดียว หลายๆคนสักเพราะมีความเชื่อส่วนตัว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ต้องการสักทับความเจ็บปวด เรื่องแย่ๆในอดีต ในต่างประเทศมีโครงการชื่อว่า “P.Ink!” ที่ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ผ่าตัดเอาหน้าอกออกไปให้ผ่านเรื่องเลวร้ายไปได้ โดยจะมีช่างสักที่เป็นอาสาสมัครใจดีมาช่วยสักทับรอยแผลบนหน้าอก เปลี่ยนจากรอยแผลที่ไม่น่าดูเป็นรอยสักสวยงามที่ทำให้พวกเธอยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาถูกถามประมาณว่า “ทำไมถึงสัก?” หรือ “รอยสักนี้หมายถึงอะไรเหรอ?” หลายๆคนก็มักรู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวนั่นเอง

5. “มันเจ็บไหม?”

การถูกเข็มเจาะใส่ร่างกายต้องเจ็บอยู่แล้ว โดยปกติเข็มแรกจะไม่เจ็บมากนั้นแต่จะค่อยๆทวีคูณเรื่อยๆในกระบวนการสัก บางจุดก็อาจเจ็บมากกว่าส่วนอื่นๆ เช่น ด้านหลังหัวเข่า ชายโครง ข้อศอกด้านใน เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นปราสาทมากกว่านั่นเอง เพราะอย่างนั้นถ้าถามว่าเจ็บไหมตอบเลยว่าเจ็บแน่นอน

6. “พ่อแม่คุณคิดยังไงกับรอยสัก?”

เวลาถูกถามแบบนี้มันมีความรู้สึกเหมือนคุณกำลังถามว่า “พ่อแม่ไม่ผิดหวังในตัวคุณเหรอที่สัก?” โดยในความจริงหลายๆคนที่สักมีวุฒิภาวะในตัวเองมากพอแล้วสำหรับการตัดสินใจนี้ และนอกจากนั้นพ่อแม่หลายๆคนก็ใจดี ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงแต่อย่างใด ความเป็นตัวตนของเราต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ และถึงแม้ว่าจะมีรอยสักหรือไม่ก็ตาม คุณก็ไม่ได้ดูด้อยค่าลงเลยสำหรับคนในสายตาของคนในครอบครัว

7. “ฉันไม่มีวันสักหรอก!!”

การพูดแบบนี้ค่อนข้างจะดูก้าวร้าวต่อผู้มีรอยสัก อีกนัยหนึ่งยังหมายถึงว่า “ฉันชอบความเป็นธรรมชาติในตัวฉัน” ซึ่งลองมานั่งดูกันดีๆว่าปัจจุบันนี้ตัวเรามีอะไรที่เป็นธรรมชาติจริงๆบ้าง ให้มองว่าการสักเป็นสิทธิส่วนบุคคลดีกว่าถ้าหากคุณชอบและพอใจที่จะทำละก็ทำเลย!!

8. “รอยสักด้านหลังส่วนล่างดูเป็นผู้หญิงไม่ดี”

รอยสักด้านหลังส่วนล่างทำให้ผู้หญิงหลายๆคนถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี ซึ่งอันที่จริงตำแหน่งของรอยสักไม่ควรถูกนำมาตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี เช่นเดียวกับการสวมใส่เสื้อผ้าบางแบบ คุณไม่ควรมองแล้วคิดว่าพวกเขาต้องมีภาพลักษณ์ด้านลบ และหมึกบนร่างกายของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกถึงทัศนคติทางเพศแบบนั้น

9. “คุณดูเหมือนโจร!!”

คล้ายๆกับทัศนคติแง่ลบสำหรับผู้หญิงที่มีรอยสัก หลายคนมองว่ารอยสักดูไม่ดีเพราะติดภาพของแกงส์เตอร์ที่มีรอยสักเยอะๆ ซึ่งวัฒนธรรมการสักมีมาเนิ่นนานตั้งแต่ในอดีต การสักถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของหลายกลุ่มทั้งดีและไม่ดี นอกจากนั้นต้องยอมรับว่าในเรือนจำเองก็มีการสักค่อนข้างเยอะ จึงไม่แปลกนักที่คนมีรอยสักจะโดนมองว่าน่ากลัวอยู่บ่อยๆ แต่ถึงยังไงคนมีรอยสักทุกคนก็ไม่ใช่คนน่ากลัวหรอกนะ

10. “สักแล้วบริจาคเลือดไม่ได้”

หลายคนกังวลว่าสักแล้วจะบริจาคเลือดได้ไหม ซึ่งจากข้อมูลของสภากาชาดไทยระบุว่าหากมีการสัก รอยสัก จะต้องมีระยะเวลาผ่านไป 1 ปี จึงจะบริจาคโลหิตได้ นั่นหมายความว่าการมีศิลปะบนเรือนร่างไม่ได้ปิดโอกาสในการทำความดีของคุณ อย่ากังวลไปเลยถ้าคุณมั่นใจว่าสักตามมาตรฐาน มีการใช้อุปกรณ์ทั้งหมึก เข็มสักที่มีคุณภาพ รับรองว่าไม่มีผลกับประเด็นนี้แน่นอน

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 1ca1af93 3ffd 41a0 a462 7af463192023

mookkychill