|||||||||||| อัพเดทเมื่อ 11:45 06/05/2559
Thumb lg latte lb0611 1170

3 เหตุผลว่าทำไม "กาแฟเย็น" ถึงแพงกว่า "กาแฟร้อน" ทั้งที่ปริมาณเท่ากัน

1436 Pepper

เวลาเข้าร้านกาแฟหลายคนอาจเคยสังเกตเห็นว่า กาแฟปริมาณเท่ากัน ทำไมกาแฟเย็นถึงแพงกว่ากาแฟร้อนได้นะ? วันนี้ Spice มีคำตอบให้!

Coffee กาแฟ

จัดว่าเป็นเรื่องที่กวนใจคอกาแฟอย่างเรา ๆ เป็นอย่างมากทุกครั้งเมื่อได้เห็นราคาที่แตกต่างกันระหว่าง กาแฟร้อน และ กาแฟเย็น ในปริมาณที่เท่ากันตอนสั่งที่ร้าน เพราะกาแฟเย็นนั้นมักจะแพงกว่าอยู่เสมอ

เรามาดูกันดีกว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ "กาแฟเย็น" นั้นมีราคาแพงกว่า "กาแฟร้อน"

1. ภาชนะ

เรื่องแรกเลยก็คือถ้วย เพราะถ้วยกาแฟร้อนนั้นทำมาจากกระดาษซึ่งมีต้นทุนที่ราคาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแก้วพลาสติกสำหรับใส่กาแฟเย็น แถมที่สำคัญกาแฟเย็นยังต้องมีการเพิ่ม "หลอด" สำหรับดูดน้ำเข้าไปอีกด้วย เป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิตอย่างชัดเจน

2. น้ำแข็ง

แน่นอนว่าในเมื่อมันคือ "กาแฟเย็น" ก็จะต้องมีน้ำแข็งประกอบอยู่ด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ และสำหรับประเทศที่ร้อนแสนร้อนอย่างบ้านเราด้วยแล้วเผลอ ๆ น้ำแข็งอาจจะมีความสำคัญมากกว่าตัวเครื่องดื่มด้วยซ้ำ ตรงจุดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่ถูกเพิ่มเข้ามาให้กับเมนูกาแฟเย็นแก้วโปรดของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการสั่งซื้อน้ำแข็งเข้าร้านและการติดตั้งตู้แช่เพื่อเก็บรักษาอีกด้วย

3. การชงแบบ Cold Brew

วิธีการที่ดีที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุดในการชงกาแฟเย็น คือการชงแบบ Cold Brew ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนครับว่า Cold Brew นั้นคืออะไร

Cold Brew ก็คือ ในขณะที่กาแฟดริปคือกาแฟที่ชงด้วยการเทน้ำร้อนในอุณหภูมิที่ประมาณ 90 องศาเซลเซียส ผ่านเมล็ดกาแฟที่ผ่านการบดที่ถูกบรรจุอยู่ในฟิลเตอร์ แล้วค่อยๆ เทน้ำให้ไหลผ่านกาแฟที่บดแล้วในลักษณะเป็นวงก้นหอย ปล่อยให้น้ำกาแฟค่อยๆ หยดผ่านลงสู่ภาชนะที่รองรับอยู่ด้านล่าง การชงแบบ Cold Brew คือการชงกาแฟด้วยน้ำเย็น เครื่องชงมีสามส่วน ส่วนบนเป็นโถใส่น้ำเย็น ซึ่งมีตัววาล์ว (valve) อยู่ด้านล่าง ส่วนตรงกลางจะเป็นกระบอกสำหรับใส่กาแฟบด ข้างไต้จะมีตัวฟิลเตอร์เอาไว้กรองน้ำ และส่วนสุดท้ายก็คือเหยือกสำหรับให้น้ำกาแฟหยดลงมา ส่วนวิธีชง อันดับแรกเลยคือ เติมน้ำเย็นลงไปในโถตามปริมาณที่ต้องการ ใส่กาแฟบดลงไปในกระบอกและนำมาตั้งไว้ตรงที่ตั้งตรงกลาง เสร็จแล้วปรับวาล์วให้น้ำเย็นจากโถข้างบนค่อยๆหยดลงมาประมาณ 1 หยดต่อ 1 วินาที น้ำที่หยดลงมาจะค่อยๆถูกกลั่นลงมาในส่วนของเหยือกด้านล่าง ลองทิ้งไว้สัก 4-5 ชั่วโมง แล้วกลับมาเช็คดูอีกที ถ้าพอใจในปริมาณที่ได้แล้ว จะเทใส่แก้วดื่มเย็นชื่นใจเลยก็ได้ หรือถ้ายังไม่ดื่มทันทีจะนำเหยือกไปเก็บไว้ในตู้เย็นก่อนก็ได้ แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน เพราะเดี๋ยวรสชาติของกาแฟจะเริ่มผิดเพี้ยน

ยุ่งยากใช่มั้ยล่ะครับ กว่าจะได้กาแฟเย็นคุณภาพดี ๆ ซักแก้วนึงมาเสิร์ฟให้ได้ดื่มกัน เพราะวิธีการชงแบบ Cold Brew นั้นต้องใช้ทั้งวัตถุดิบ แรงงาน และเวลาที่มากขึ้นกว่าเดิม

แต่ถึงแม้จะแพงกว่าและยุ่งยากกว่า แต่กาแฟเย็นก็มีข้อดีในแบบของมันเองที่แตกต่างจากกาแฟแบบอื่น ๆ นั่นคือ กาแฟเย็นที่ได้จากการชงวิธีนี้มีกรดที่ต่ำกว่ากาแฟร้อนที่ผ่านการชงแบบกาแฟดริปทั่วไป ดังนั้นกาแฟเย็นนี้ดื่มแล้วทำให้สบายท้อง เหมาะมากๆสำหรับคนธาตุอ่อน ท้องเสียง่าย

รู้แบบนี้แล้วก็หายสงสัยกันแล้วใช่มั้ยครับ ว่าทำไม "กาแฟเย็น" ถึงต้องแพงกว่า "กาแฟร้อน"

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg a734924b 8998 4a3b 9d1d 993abb38237f

||||||||||||

Full-time loser.