สาลิกา สาลิกา 2561/09/12 12:22
Thumb lg 18326357 a1b6 4610 995d c597f9c13631

ทำไมเพลง "Wake Me Up When September Ends" จึงเป็นที่สุดของเพลงสะเทือนอารมณ์แห่งเดือนกันยายน

263 Pepper

Wake Me Up When September Ends มีเบื้องหลังและที่มาที่ไปไม่ธรรมดา เชื่อว่าหากคุณได้รู้แล้วละก็ มันจะเป็นอีกหนึ่งเพลงสะเทือนอารมณ์ที่ทำให้คุณต้องปาดน้ำตา


เพลง “Wake Me Up When September Ends” บทเพลงฮิตจากอัลบั้ม American Idiot (2004) ของวง Green Day ขับร้องโดยบิลลี่ โจ อาร์มสตรอง เป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความเศร้า ซึ้ง สะเทือนใจและอีกหลายอารมณ์ที่ยากจะบรรยายได้ แม้ว่าเนื้อเพลงจะกล่าวถึงภาพรวมของเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน แต่เชื่อเถอะว่าหากคุณทราบประวัติและสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเพลงๆ นี้แล้ว มันจะเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ครองหัวใจคุณเหมือนที่ครองหัวใจคนอเมริกันจำนวนมากมาแล้วอย่างแน่นอน

สำหรับเนื้อเพลงในท่อนแรก ร้องว่า

“Summer has come and passed. The innocent can never last. Wake me up when September ends.”

(ฤดูร้อนมาถึงและจากไป คนที่ไร้เดียงสาไม่อาจอยู่รอด ปลุกฉันตื่นเมื่อเดือนกันยายนจบลงแล้ว)

เนื่องจากปลายเดือนกันยายนเป็นช่วงรอยต่อของฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งในวัฒนธรรมตะวันตก ฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิจะเป็นตัวแทนของความสุข ความมีชีวิตชีวา และความสนุกสนาน ส่วนฤดูใบไม้ร่วงเป็นตัวแทนของความห่อเหี่ยวและความเศร้า ดังนั้นท่อนนี้จึงสื่อว่าความสุขของเขาได้จากไปแล้วมีแต่ความเศร้าเข้ามาแทน ส่วนคนไร้เดียงสาที่ว่านีี่้ ถ้าจะให้ความหมายแบบไทยๆ คงต้องใช้คำว่าคนอ่อนแอหรือคนอ่อนต่อโลกไม่อาจอยู่รอดในโลกที่โหดร้ายได้

สุดท้ายประโยคเด็ดที่ติดหูและกลายเป็นประโยคติดปากที่สุดนั่นคือ ปลุกฉันตื่นเมื่อเดือนกันยายนจบลงแล้ว โดยเนื้อเพลงต้องการจะสื่อว่า เขาอยากจะหลับไปให้ตราบนานเท่านาน จนกว่าความโศกเศร้ามันจะผ่านพ้นไป ดังนั้นประโยคฮิตของเพลงที่ว่า Wake me up when September ends. อาจแปลได้อีกแบบหนึ่งว่า “ปลุกฉันเมื่อฝันร้ายผ่านพ้นไป” นั่นเอง

เนื้อเพลงท่อนถัดไปคือ

“Like my fathers come to pass. Seven years has gone so fast.
Wake me up when September ends.”

(เหมือนครั้งที่พ่อของฉันจาก (โลกนี้) ไป 7 ปีผ่านไปไว ปลุกฉันตื่นเมื่อเดือนกันยายนจบลงแล้ว)

หากไม่รู้ที่มาที่ไป มาถึงท่อนนี้เชื่อว่าหลายคนต้องสงสัยแน่ๆ ก็เนื้อเพลงพูดถึงพ่อ แต่มิวสิควิดิโอเป็นหญิงสาวกับแฟนหนุ่มเดินจูงมือกันไปซื้อมันทอด

อันที่จริงแล้วเนื้อเพลงท่อนนี้มาจากชีวิตจริงของบิลลี่ โจ อาร์มสตรอง เพราะในวันที่ 1 กันยายน 1982 คุณพ่อของบิลลี่ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ด้วยความที่เป็นเด็ก บิลลี่ได้วิ่งหนีจากงานศพและขังตัวเองในห้อง เขาเอาแต่ร้องไห้และร้องไห้ เมื่อแม่ของเขาเคาะประตูเรียก เขาตะโกนกลับมาเป็นประโยคเด็ดของเพลง คือ “Wake me up when September ends.”

มาดูท่อนต่อไปกันค่ะ

“Here comes the rain again. Falling from the stars. Drenched in my pain again. Becoming who we are. As my memory rests. But never forgets what I lost. Wake me up when September ends.”

(ฝนมาอีกแล้ว ตกจากดวงดาว ทำให้ฉันต้องเปียกโชกไปด้วยความเจ็บช้ำ กลายเป็นฉันในทุกวันนี้ ตามที่ความทรงจำยังเหลืออยู่ แต่ฉันไม่เคยลืมว่าเสียอะไรไป ปลุกฉันตื่นเมื่อเดือนกันยายนจบลงแล้ว)

ในวัฒนธรรมตะวันตก ฝนเป็นตัวแทนของความเศร้า ประโยคแรกจึงหมายถึงความทุกข์กลับมาอีกครั้ง ประโยคถัดมาเนื้อเพลงคล้ายจะบอกว่าเราเป็นเราทุกวันนี้ เรามองตนในแบบที่เป็น แต่ถึงยังไงเราก็ไม่ลืมความเจ็บปวดในอดีต

คุณผู้อ่านอาจสงสัยต่อว่าดาวมาจากไหนและฝนอะไรจะตกจากดวงดาวได้ จริงๆ แล้วเนื้อเพลงเป็นท่อนที่ไปขมวดปมจบตอนท้ายซึ่งต้องดูมิวสิควิดิโอประกอบ จึงขอแปลอีกท่อนหนึ่งเสียก่อน

“Ring out the bells again. Like we did when spring began. Wake me up when September ends”

เสียงระฆังลั่นขึ้นอีกครั้ง เหมือนเมื่อคราวที่เราลั่นระฆังช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ปลุกฉันตื่นเมื่อเดือนกันยายนผ่านไปแล้ว

ปกติแล้วระฆังในความหมายของชาวตะวันตก หมายถึงระฆังวิวาห์ ท่อนนี้จึงกล่าวถึงความรักอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นความรักที่ชวนฉงนว่าทำไมรักกันจนจะแต่งงานแล้วไม่ได้แต่ง

ในมิวสิควิดิโอทุกเสียงดับลงหมด ผู้หญิงออกมาจากบ้านถามผู้ชายว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ ฉันรักคุณมาก คุณทำอย่างนี้ทำไม ตอนนั้นผู้หญิงร้องไห้แทบขาดใจตาย ส่วนผู้ชายก็ตะโกนใส่ว่าทำไมคุณไม่เข้าใจ ผมทำอย่างนี้เพื่อเรา ทำเพื่อเรา ผมคิดว่าคุณจะเข้าใจ อย่างน้อยท่ามกลางคนนพวกนั้น ผมคิดว่าคุณจะเข้าใจว่าทำไมผมทำอย่างนี้

แล้วมิวสิควิดิโอก็เฉลยว่าผู้ชายสมัครเป็นทหารไปรบที่ตะวันออกกลาง

อันที่จริงแล้วท่อนนี้สืบเนื่องจากประโยคที่ว่าฝนตกจากดวงดาว อาจตีความได้ว่าเป็นความเศร้าของคนอเมริกันทั้งประเทศกับเหตุวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิร์ดเทรดและเพนตาก้อน แต่ลำที่มุ่งหน้าไปเพนตาก้อนเกิดตกกลางทางเสียก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 2,996 คน สหรัฐพุ่งเป้าไปที่ผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลกออิดะฮ์ และทำให้เกิดการส่งทหารสหรัฐเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกกลาง

เมื่อฟังเพลงทั้งหมดและดูมิวสิคประกอบถึงตีความได้ว่าชายหญิงที่รักกันมากๆ ต้องไม่ได้แต่งงานกัน เพราะฝ่ายชายทนความเจ็บปวดของอเมริกันชนไม่ไหวจึงอาสาไปรบในตะวันออกกลาง โดยสามารถโยงกับเพลงท่อนต้นที่ว่า The innocent can never last. อ่อนแอก็อยู่ในโลกนี้ไม่ได้เพราะฉะนั้นไปต่อสู้กับคนพวกนี้ถึงตะวันออกกลางเพื่อแสดงความเข้มแข็งของอเมริกันชนเสียดีกว่า

เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายร้องว่า

“Like my father's come to pass. Twenty years has gone so fast. Wake me up when September ends.”

(เหมือนที่พ่อของฉันจาก (โลกใบนี้) ไป 20 ปีผ่านไปไว ปลุกฉันตื่นเมื่อเดือนกันยายนผ่านพ้นไปแล้ว)

สำหรับท่อนจบดูเหมือนจะกล่าวถึงพ่อของบิลลี่ เชิงว่าวันนั้นมันแค่ 7 ปีที่พ่อจากไปและเขายังเด็ก ส่วนวันนี้มัน 20 ปีแล้ว แต่ความรู้สึกมันไม่แตกต่าง นอกจากนี้เหตุการณ์เวิร์ดเทรดถล่มก็ใกล้จะครบ 20 ปีเร็วๆ นี้ จึงอาจเป็นไปได้ว่าบทเพลงต้องการสื่อว่าถึงมันใกล้จะครบ 20 ปี แต่ความเจ็บปวดของอเมริกันชนยังไม่จางหายไปเช่นกัน

พอดีกับที่ในมิวสิควิดิโอ ผู้ชายที่เป็นทหารโดนกระสุนสาดใส่ และปิดด้วยฉากจบสวยๆ ที่ผู้หญิงนั่งอยู่คนเดียว มองฟ้า และพูดว่า

“รู้ไว้นะ ไม่ว่ายังไงก็จะมีคนๆ หนึ่งอยู่ตรงนี้เพื่อคุณเสมอ ฉันจะไม่ยอมทิ้งคุณไปไหน”

ตรงนี้เป็นทั้งการพูดถึงพระเอกมิวสิควิดิโอ พูดถึงพ่อที่จากไปของบิลลี่ และทุกๆ ความสูญเสีย เชิงว่า ไม่ว่าเราจะเสียใครไป พวกเขาจะรู้เสมอว่าเรารักเขาและไม่ทิ้งเขาไปไหน ส่วนเราเองก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยเขาไปจากความทรงจำของเรา

เพลง Wake Me Up When September Ends เป็นตัวแทนความปวดร้าวของชาวอเมริกัน และเป็นเพลงติดหูที่แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของเดือนกันยายนเลยก็ว่าได้

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเพลงๆ นี้ถึงได้โด่งดังเป็นพลุแตกเลยทีเดียว

บทความนี้ทำให้คุณซาบซึ้งในบทเพลงนี้มากขึ้นหรือเปล่า

Preload

Author

Thumb lg df9e4092 097e 4e50 943e db86ce5d79c4

สาลิกา สาลิกา

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!