Samascha Cunwongdee อัพเดทเมื่อ 13:49 22/11/2559
Thumb lg small country

10 แข้งระดับเทพที่เติบโตจากประเทศเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จัก!

249 Pepper

ในวงการฟุตบอลนั้น ถ้านักเตะคนใดมีชื่อเสียงได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศของตัวเอง โดยในวันนี้เราจะมานำเสนอ10นักเตะที่เติบโตจากประเทศที่เล็กๆกัน

football Small Country Legends

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักนักเตะดังระดับโลกที่มาจากชาติมหาอำนาจในวงการลูกหนังกันอย่างดี เช่น เยอรมัน อังกฤษ อิตาลี สเปน บราซิล อาร์เจนติน่า แต่ใครจะเชื่อว่านักเตะระดับโลกหลายต่อหลายคนก็มาจากชาติเล็กๆที่บางคนแทบจะไม่รู้จักเลยก็มี มาย้อนดูตำนานหลายคนและทำความรู้จักกับพวกเขาดีกว่า เป็นความหวังของชาติและเป็นความภาคภูมิใจที่หาค่ามิได้จริงๆ สักวันนึงทีมชาติไทยเราอาจจะมีเพชรเม็ดงามแบบนั้นก็ได้!

10. Frederic Kanoute

ทีมชาติ : มาลี

แม้จะไม่ได้เกิดที่ประเทศมาลี แต่คานูเต้ก็ไม่เคยที่ไม่ลืมความภาคภูมิใจที่ได้มารับใช้ทีมชาติมาลี ที่บรรพบุรุษของเขาเคยอาศัยอยู่ คานูเต้ เป็นผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เขาเกิดที่เมือง ลียง วันที่ 2 กันยายน ปี 1977 ก่อนจะเขาสู่ทีมชุดเยาวชนของลียงในปี 1995 จากนั้นเขาใช้ทักษะที่พัฒนาเกินวัยผลักดันตัวเองสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น คานูเต้ กลายเป็นตัวหลักของทีมทันทีในฤดูกาลแรกบนทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น เขาใช้เวลากับ ลียง 3 ฤดูกาลลงสนามไปทั้ง 60 เกมและยิงไป 14 ประตู
ช่วงเวลาหลังจากย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก คานูเต้ ก็ติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดยู 21 ไปแล้วกว่า 16 นัด ก่อนที่เขาจะเลือกสัญชาติอย่างเป็นทางการในปี 2004 ซึ่งเขาก็พาทีมชาติมาลีที่เป็นม้ามืดผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายในศึกแอฟริกันเนชั่นคัพอีกด้วย ชื่อเสียงของ คานูเต้ เริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2003 หลังจากที่เขาย้ายจาก เวสต์แฮม มาอยู่กับ สเปอร์ส ด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ และ ณ สังเวียน ไวท์ ฮาร์ท เลน คานูเต้ ลงเล่นไปทั้งหมด 73 เกมเเละยิงไป 21 ประตูใน 2 ฤดูกาล ซึ่งหลังจากที่สเปอร์สเริ่มทำการเปลี่ยนถ่ายนักเตะเลือดใหม่เขาก็ต้องถูกขายให้กับ เซบีญ่า ในปี 2005 และการค้าแข้งกับ เซบีญ่า นี้เองทำให้ คานูเต้ โด่งดังถึงขีดสุด ตลอด 7 ฤดูกาลกับ เซบีญ่า ดาวยิงชาวมาลีกดไปกว่า 138 ประตูจากการลงสนาม 285 นัด นอกจากนี้ยังพาทีมคว้าแชมป์ โคปา เดล เรย์ 2 สมัย (2007 , 2010) , ยูฟ่า คัพ 2 สมัย (2006 , 2007) และปิดท้ายด้วย ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ อีก 1สมัยในปี 2006 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่เขาได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา โดย คานูเต้ เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดในแอฟริกาที่ได้รางวัลนี้ ช่วงเวลานี้นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับดาวยิงชาวมาลีรายนี้ แม้คานูเต้จะประกาศลาทีมชาติ แต่ประเทศมาลีก็ไม่ขาดนักเตะฝีเท้าดีเมื่อมี เซย์ดู เกอิต้า , มาฮามาดู ดิยาร์ร่า และ โมฮัมเหม็ด ซิสโซโก้ แต่ที่กล่าวมาไม่มีใครที่จะทาบความสำเร็จของคานูเต้ได้เลย

9. Dwight Yorke

ทีมชาติ : ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก

เขาคือนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ตรินิเเดด แอนด์ โตเบโก ที่เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในเขตคอนเคเดฟ ยอร์คได้เเจ้งเกิดกับในวงการลูกหนังตั้งแต่ปี 1989 ที่ แอสตัน วิลล่า บินไปเก็บตัวระหว่างปรีซีซั่นและได้อุ่นเครื่องกับโรงเรียนซิกนัลฮิลล์ของ ยอร์ค นั้น สิงห์ผงาด ก็โดนความอัจฉริยะของยอร์คทะลวงประตูจนพวกเขาต้องซื้อตัวดาวยิงรายนี้มาวาดลวดลายบนพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว
หลังจากนั้น ยอร์ค ก็เริ่มสร้างชื่อครั้งแรกในฤดูกาล 1989-1990 ก่อนจะยิงประตูแรกในเกมที่พบกัน ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ด้วยการยิงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บส่ง วิลล่า เปิดบ้านชนะ แกะเขาเหล็ก แบบสุดมันด้วยสกอร์ 3-2
ยอร์ค อยู่กับ วิลล่า เป็นเวลากว่า 9 ฤดูกาล เขายิงประตูระเบิดเถิดเทิงไปกว่า 97 ลูกจากการลงสนามทั้งหมด 284 เกม นอกจากนี้เขายังพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพอีก 2 สมัยอีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมทุ่มเงิน 12 ล้านปอนด์ซื้อตัวเขามาร่วมทัพในฤดูกาล 1998-1999 และจากนั้นตำนานยอดคนชาวตรินิเเดดก็ดังก้องโลก ยอร์ค นั้นอยู่กับ ยูไนเต็ด 4 ปี เขากวาดแชมป์มาเเล้วกว่า 5 โทรฟี่ ก่อนเริ่มเข้าสู่ขาลงในฤดูกาล 2001-02 ที่ได้ลงสนามเพียง 8 เกมเท่านั้นและเขาก็ถูกขายให้กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ตลอด 3 ปีกับทีมกุหลาบไฟ ยอร์ค ยิงไป 19 ลูกจากการลงสนามทั้งหมด 74 เกมเเละเมื่อหมดสัญญาเขาก็ย้ายไปอยู่กับ เบอร์มิ่งแฮม ในช่วงสั้นๆ ในด้านทีมชาตินั้น ยอร์คได้เป็นกำลังหลักให้ทีมชาติมาโดยตลอด แม้จะอยู่ในช่วงท้ายของการค้าแข้งทีมชาติ ตรินิเเดด แอนด์ โตเบโก ก็ไม่ลืมที่หนีบเสือเฒ่ารายนี้ติดไปด้วย แม้ผลงานในฟุตบอลจะไม่สวยหรูมากตกรอบตั้งแต่รอบแรก แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมชาติและของยอร์คเองในนามนักเตะทีมชาติเลยที่เดียว

8. George Weah

ทีมชาติ : ไลบีเรีย

นี้คือนักเตะแอฟริกา คนแรกที่คว้ารางวัลบัลลังดอและเป็นนักเตะแอฟริกาคนแรกที่ทำได้รับรางวัลส่วนตัวเยอะที่สุดเขาเริ่มต้นค้าแข้งกับทีมบ้านเกิดจนกระทั่งอายุได้ 22 ปี ก่อนที่ อาร์แซน เวงเกอร์ จะนำเขามาสู่ยุโรป โดยค้าแข้งกับโมนาโกเป็นที่แรก และเริ่มสร้างชื่อด้วยการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปแอฟริกาเป็นสมัยแรกของตัวเองในปี 1989 อีกทั้งยังพาทีมคว้าแชมป์เฟร้นช์ คัพ และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ด้วยต่อมาก็ได้ย้ายไปอยู่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งที่นั่นเขาช่วยให้ทีมเมืองหลวงคว้าแชมป์ลีก 1 สมัย, เฟร้นช์ คัพ 2 สมัย และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1994/95พร้อมกับเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการด้วยจำนวน 7 ประตู และเป็นเอซี มิลาน คู่ต่อสู้ที่เขี่ยเปแอสเชตกรอบตัดเชือกนี่เองที่ซื้อตัวเขาไปหลังจากจบซีซั่นนั้น แล้วเขาก็คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ได้ 2 สมัยในปี 1996 และ 1999 ก่อนจะย้ายไปอยู่กับเชลซีในปีถัดมา ตามด้วยแมนฯซิตี้, มาร์กเซย และอัล จาซีร่า เป็นที่สุดท้าย
ในส่วนของทีมชาตินั้น เขาเป็นยิ่งกว่าตำนาน เพราะนอกจากจะช่วยให้ทีมเข้าถึงรอบสุดท้ายแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2 สมัยแล้ว ยังรับหน้าที่โค้ชจำเป็นอีกทั้งยังหาเงินทุนมาสนับสนุนทีมอีกด้วย ซึ่งตั้งแต่เขาแขวนสตั๊ดไป ไลบีเรียก็ไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้อีกเลย

7. Eidur Gudjohnsen

ทีมชาติ : ไอซ์แลนด์

เขาคือผู้บุกเบิกวงการลูกหนังให้กับประเทศไอซ์แลนอย่างแท้จริง กุ๊ดยอห์นเซ่นเริ่มเล่มฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับ วอลัวร์ ทีมดังในเมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ก่อนจะใช้เวลาเพียงฤดูกาลเดียวซัดไป 7 ประตูจาก 17 เกม ซึ่งในตอนนั้นเขายังมีอายุแค่ 16 ปีเท่านั้นก่อนจะถูก พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ที่เห็นเเววรุ่งซื้อตัวเขามาร่วมทีมทันทีหลังจากจบปีแรกกับต้นสังกัดเดิมบนแผ่นดินแดนกังหันนั้น กุ๊ดยอห์นเซ่น โชคไม่ดีนักที่ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าจนทำให้เขามีโอกาสเล่นให้พีเอวีเพียง 13 นัดตลอดระยะเวลา 4 ปี แม้จะดูเหมือนอนาคตของเขาจะดับลงด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆอยู่แล้ว ทว่า โบลตัน ที่ยังอยู่ในดิวิชั่น 1 ณ เวลานั้นตัดสินใจซื้อตัวเขามาร่วมทีมในฤดูกาล 1998-99 และหลังจากนั้นกราฟชีวิตของ กุ๊ดยอห์นเซ่น ก็พุ่งปรี๊ด 2 ฤดูกาลกับ โบลตัน เจ้าตัวซัดประตูไป 27 นัดจากการลงสนาม 73 เกม นั่นมากพอที่จะทำให้ เชลซี ซื้อตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 4.5 ล้านปอนด์ในปี 2000 และคงไม่ต้องพูดอะไรกันมากมาย ณ สังเวียน สแตมฟอร์ด บริดจ์ กุ๊ดยอห์นเซ่น นั้นทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไร้ที่ติชนิดที่เรียกได้ว่าค่าตัวที่จ่ายไปนั้นน้อยเกินไปกับผลงานที่เขาทำด้วยซ้ำแชมป์พรีเมียร์ลีกสองสมัยในฤดูกาล 2004-05 และ 2005-06 พร้อมด้วยสถิติยิง 78 ประตูตลอด 6 ฤดูกาลกับ สิงห์บลูส์ ทำให้ตอนนี้เขาไม่ได้ดังแค่ในประเทศบ้านเกิดอีกต่อไป ชื่อของ กุ๊ดยอห์นเซ่น กลายเป็นที่รู้จักในฐานะดาวยิงเชิงสูงของโลกฟุตบอลไปแล้ว ในปี 2006 เขาได้ย้ายไปร่วมทีม บาเซโลน่าด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์กุ๊ดยอห์นเซ่น สามารถเพิ่มเติมเกียรติยศในการค้าแข้งของเขาได้อย่างยิ่งใหญ่ เขาคว้าทั้งแชมป์ลีก , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ได้ทั้งหมดภายในระยะเวลาแค่ 3 ปี หลังจากที่ย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า กุ๊ดยอห์นเซ่น ก็เป็นดั่งมือปืนรับจ้างเขาพเนจรค้าแข้งให้กับหลายๆสโมสรในหลายๆประเทศอาทิเช่น โมนาโก , สโต๊ค ซิตี้ , เออีเค เอเธนส์ , คลับ บรูซ , โบลตัน (รอบ 2) , ฉือเจียจวง เอเวอร์ ไบรท์ และ ปูเน่ ซิตี้ ในส่วนทีมชาติ กุ๊ดยอร์นเซ่น พาทีมชาติไอซ์แลนด์ ได้เข้ามาเล่นในฟุตบอลยูโร 2016 ซึ่งเป็นรายการระดับเมเจอร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กุนซือ ลาร์ส ลาเคอร์บัค ก็ไม่ลืมที่จะหนีบนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศเล็กๆแห่งนี้ไปด้วย ไอซ์แลนด์ ก็สร้างตำนานได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะแพ้เจ้าภาพฝรั่งเศสไปอย่างน่าเสียดาย

6. Titi Camara

ทีมชาติ : กินี

กามาร่าเริ่มค้าแข้งกับสโมสรมาร์กเซยก่อนโชคฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนในปี 1999 หงแดงลิเวอร์พูลจะคว้าตัวมาร่วมทีมพร้อมกับนักเตะคนอื่นๆอย่างซานเดอร์ เวสเตอร์เฟลด์, ซามี่ ฮูเปีย, สเตฟาน อองโชซ์ และ เอริค ไมเยอร์ และเป็นกลายเป็นนักเตะกินีคนแรกในอังกฤษทันทีทว่าด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวาทำให้กามาร่าโดนขายให้เวสต์แฮมในปีต่อมาด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังถูกโหวตให้อยู่ในอันดับที่ 91 ของรายชื่อ “100 นักเตะผู้เขย่าเดอะ ค็อป” จากเว็บไซต์แฟนบอลที่เป็นทางการของสโมสร ในระดับชาตินั้น เขาคือตัวหลักของทีมที่ช่วยให้ทีมชาติกินีเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ปี 2004 ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1976 โดยยิงไป 3 ลูก น้อยกว่าคนที่ได้ยิงได้มากสุดในทัวร์นาเม้นต์แค่ลูกเดียวเท่านั้น

5. Marian Pahars

ทีมชาติ : ลัตเวีย

เขาคือ ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของวงการฟุตบอลลัตเวียตั้งแต่นักเตะยันโค้ช เจ้าตัวก็ได้เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งในลัตเวียกับปาร์เดากาว่า, สกอนโต-เมทัลส์ จนกระทั่งไต่เต้าขึ้นมาอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่อย่างสกอนโต้ เอฟซี ซึ่งตอนแรกเขาเล่นปีก แล้วถูกดันขึ้นมาเป็นกองหน้า ซึ่งก็สามารถสร้างผลงานได้ทันที เมื่อเจ้าตัวยิงได้ 8 ประตูจาก 9 เกมในปี 1995 ขณะที่ฤดูกาลถัดมาก็กดไป 12 ลูกจาก 28 นัด จนได้ติดทีมชาติชุดใหญ่ในตอนนั้น ก่อนจะพีคสุดเมื่อซีซั่น 1998 ที่ทำได้ 19 ลูกจาก 26 แมตช์ในลีก จนแฟนบอลในลัตเวียให้ฉายาเขาว่า ไมเคิล โอเว่นแห่งลัตเวีย เหมือนว่าลัตเวียจะเล็กเกินไปแล้วสำหรับเขาจึงต้องถึงเวลาออกไปแตะขอบฟ้า ในตอนนั้นเขาได้ไปทดสอบฝีเท้ากับซาแลร์นิตาน่า , แวร์เดอร์ เบรเมน และคาสิโน ซัลซ์บวร์ก ก่อนจะไปลงเอยกับเซาแธมป์ตัน หลังจากที่ซัดแฮตทริกในเกมสำรองกับอ็อกซ์ฟอร์ดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1999 ทำให้ นักบุญ ยอมควักเงิน 800,000 ปอนด์ เพื่อไปสู่ขอเจ้าตัวมาจากสกอนโต้ ปาฮาร์สปรับตัวกับทีมได้อย่างรวดเร็ว และเป็นคนยิงสองประตูช่วยให้ทีมชนะเอฟเวอร์ตัน 2-0 รอดตกชั้น พร้อมกับยึดตำแหน่งตัวจริงและหัวใจของแฟนๆเดอะ เซนต์ส ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่พอหลังจบฤดูกาล 2001/02 เป็นต้นมา อาการบาดเจ็บก็รุมเร้าจนไม่ค่อยได้ลงสนาม จนกระทั่งจากทีมไปในปี 2006 พร้อมกับบรรยากาศอันเศร้าสลดทั้งนักเตะและแฟนๆที่เซนต์ แมรี่ส์ โดยมีการตั้งแถวปรบมือเป็นเกียรติให้กับเขาในนัดอำลา
ขณะที่ในระดับทีมชาตินั้น ปาฮาร์สถือว่าเป็นดาวเด่นมาตลอดนับตั้งแต่อายุ 20 และได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศ 3 ปีติดต่อกันชนิดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาจนถึงปัจจุบันนี้ อีกทั้งยังอยู่ในชุดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของทีมชาติลัตเวียที่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายรายการเมเจอร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว นั่นก็คือยูโร 2004

4. Paulo Wanchope

ทีมชาติ : คอสตาริก้า

ก้าวแรกสู่พรีเมียร์ลีกของวันโชเป้ก็ดังเป็นพลุแตก ประตูที่ดาวยิงชาว คอสตาริกา ยิงให้ "แกะเขาเหล็ก" เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือประตูที่แฟนบอลของแกะเขาเหล็กโหวตให้เป็นประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ 125 ปีของสโมสร วันโชเป้ นักเตะที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการฟุตบอล คอสตาริกา เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับสโมสร เฮียดิอาโน่ ในคอสตาริกาพรีเมียร์ลีก การลงสนาม 14 นัดของเขากับต้นสังกัดแรกจบลงที่การยิงประตูมากถึง 20 ลูกเลยทีเดยว และนั่นก็มากพอที่จะทำให้ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ยอมควักเงินราว 6 แสนปอนด์ดาวยิงจากแดนไกลรายนี้มาร่วมทีมและกับทีมเเกะเขาเหล็กนี่เองเป็นการทำให้เขาแจ้งเกิดบนเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว อย่างที่ได้เกริ่นไปในข้างต้น เกมแรกของ วันโชเป้ กับ ดาร์บี้ ที่เอาชนะ ปีศาจเเดงไป 3-2 เจ้าก้านยาวจัดการลากบอลเลี้ยงเดี่ยวกว่า 60 หลาเข้าไปยิงผ่านมือ ปีเตอร์ ชไมเคิล เข้าประตูไปอย่างสวยงามและจากนั้นเขาก็ไม่ใช่ดาวยิงโนเนมอีกต่อไป ตลอดระยะเวลส 2 ปีกับ ดาร์บี้ วันโชเป้ซัดไป 23 ประตูจากการลงสนามทั้งหมด 70 นัด นั่นทำให้เขาโดน เวสต์แฮม ซื้อตัวไปด้วยราคา 3.5 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ปี 1999
ผลงานกับทีมชาติคอสตาริกาในฐานะซูเปอร์สตาร์อันดับ 1 ของประเทศก็นับว่าไม่เลวนัก วันโชเป้ คือดาวยิงตลอดกาลอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ด้วยการยิงไปทั้งหมด 45 ประตูจากการลงสนาม 73 นัด เป็นรองเพียง โรลันโด้ ฟอนเซก้า ดาวยิงคู่หูของเขาที่ยิงไป 47 ประตูจากการลงสนาม 113 เกม นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในขุนพล คอสตาริกา ชุดลุยฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 2006 อีกด้วย

3. Mohamed Kallon

ทีมชาติ : เซียร์ร่า ลีโอน

หลังจากนั้นกัลล่อนก็เซ็นสัญญากับโฮลด เอ็ดวาร์เดียนส์ ทีมในบ้านเกิด ตั้งแต่อายุ 15 และทำไป 15 ประตูจาก 24 นัด ทำสถิตินักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นและทำประตูได้ในลีกสูงสุดของบ้านเกิด ก่อนจะย้ายไปเล่นในเลบานอนและสวีเดน แล้วโชว์ฟอร์มเด่นจนอินเตอร์ มิลาน จับเซ็นสัญญา อย่างไรก็ตามตอนที่ย้ายมายังถิ่น “งูใหญ่” ครั้งแรกนั้น เขาไม่มีโอกาสลงสนาม และถูกปล่อยให้ทีมต่างๆยืมทั้งลูกาโน่, โบโลญญ่า, เจนัว และกายารี่ ก่อนจะถูกเรจจิน่ากับวิเชนซ่าหุ้นเงินกันซื้อขาดในราคา 4.6 ล้านยูโร แต่ก็กลับมายังซาน ซิโร่ ในอีก 2 ฤดูกาลต่อมาด้วยค่าตัว 4.3 ล้านยูโร เมื่อกฏจำกัดโควต้านอกอียูถูกยกเลิก สำหรับในทีมชาตินั้น เขาคือหัวใจสำคัญของทีมมาตั้งแต่เริ่มเล่นเลยก็ว่าได้ เขาเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ปี 1996 ที่แอฟริกาใต้ด้วยวัยเพียง 16 ปีและยังทำประตูได้อีกด้วย ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมในเวลาต่อมา

2. Eusebio

ทีมชาติ : โปรตุเกส

ยูเซบิโอ ถือกำเนิดที่ลูเรนโซ่ มาร์เกส และเล่นให้กับทีมในบ้านเกิดอย่างสปอร์ติ้ง เด ลูเรนโซ่ มาร์เกส ซึ่งตอนนั้นเอง ยูเวนตุสอยากได้ตัวไปร่วมทีมด้วย แต่แม่ของเขายังไม่อยากให้ลูกชายย้ายไปเล่นต่างแดนในตอนนั้น
จนกระทั่งปี 1960 เบนฟิก้าได้ซื้อตัวเขาไปในราคา 136,000 ยูโร และพาทีม “เหยี่ยวลิสบอน” คว้าแชมป์ลีก 11 สมัย, โปรตุกีส คัพ 5 สมัย รวมถึงแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยแรกของสโมสรอีกด้วย ขณะเดียวกันกับทีมชาติโปรตุเกส เขาได้พาทัพฝอยทองคว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งถือเป็นผลงานดีสุดในเวิลด์ คัพ รวมถึงยังถือครองสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลและนักเตะที่เล่นให้ทีมชาติมากที่สุด ก่อนจะถูก เปาเลต้า กับ ตามาญนินี่ เนเน่ ทำลายในเวลาต่อมา

1. Pierre-Emerick Aubameyang

ทีมชาติ : กาบอง

ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง เกิดที่เมือง ลาวาล ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นลูกครึ่งที่มีเชื้อสาย ฝรั่งเศส และ กาบอง ทว่าเขาเข้าสู่วงการฟุตบอลในระดับเยาวชนครั้งแรกกับ เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่จากอิตาลีในปี 2007 ซึ่งในช่วงเวลาที่เขาอยู่กับปีศาจเเดงดำก็เคยได้รับคำเชิญให้ติดทีมชาติ อิตาลี ชุดยู 19 ทว่าสุดท้ายเขาก็เลือกเล่นให้กับทีมชาติบ้านเกิดอย่าง ฝรั่งเศส ชุดยู 21 และประเดิมสนามเกมแรกในเกมที่พบกับ ตูนีเซีย โอบาเมยอง โชว์ผลงานในครึ่งหลังของฤดูกาล 2010-11 ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาลงสนามไปทั้งหมด 14 นัดเเละยิงไปอีก 2 ประตู นั่นทำให้ แซ็งต์ เอเตียน ยอมจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อสิทธิ์ขาดในตัวเขาทันทีในซัมเมอร์ปี 2011 ซึ่ง โอบาเมยอง ก็รับเสื้อหมายเลข 7 และกลายเป็นตัวหลักของทีมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่วนผลงานทำประตูก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะ 2 ปีที่เขาอยู่กับ แซ็งต์ เอเตียน เขากดไปถึง 40 ประตูจากการลงเล่น 82 นัด ซึ่งนั่นก็มากพอที่ทำให้เขาพิสูจน์ตัวเองว่าสโมสรแห่งนี้เล็กเกินไปสำหรับเขา 4 กรกฎาคม 2013 โอบาเมยอง ตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเขานั้นอยากที่จะลงเล่นใน ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก โดยเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 5 ปี โดยเกมแรกไม่ต้องรอช้า 27 กรกฎาคม 2013 เขาเปิดตัวให้กับทัพ 'เสือเหลือง ด้วยการพบกับ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเกมนั้นเขาถูกส่งลงสนามในช่วง 18 นาทีสุดท้ายของเกมและสามารถทำได้ 1 แอสซิสต์ ปิดกล่องให้ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ 'เสือใต้' ไปได้ 4-2 และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยิงแฮตทริกแรกในบุนเดสลีกาได้สำเร็จในเกมที่พบกับ เอาสก์บวร์ก และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างทันที โอบาเมยอง เริ่มสร้างเขี้ยวเล็บให้ตัวเองมากขึ้นในยุคที่ โธมัส ทูเคิ่ล เข้ามาคุมทีมเสือเหลืองแทนเจอร์เก้น คล็อปป์ ก่อนทูเคิ่ลจะเปลี่ยนตำแหน่งให้ดาวยิงชากาบองจากปีกเป็นกองหน้าตัวเป้าและนี่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งเขาขึ้นไปเป็น 1 ในยอดดาวยิงของโลกและนับวันฟอร์มของเขาก็มีแต่จะทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆอีกต่างหาก ในฤดูกาล 2016-17 นี้แม้เกมบุนเดสลีกาจะเตะไปเพียง 9 นัดแต่ โอบาเมยอง ก็ซัดไปแล้ว 11 ประตู และนี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าดาวยิงรายนี้ยอดเยี่ยมขนาดไหน

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 504913d6 e062 4b2e 87d0 1e2ddd222d16

Samascha Cunwongdee