S.R dan อัพเดทเมื่อ 13:55 27/12/2559
Thumb lg man city best leaving

11 ผู้เล่นที่ดีที่สุดในแต่ละตำแหน่งที่ Manchester City ขายออกจากทีม!

438 Pepper

Manchester City อุดมไปด้วยนักเตะชั้นเยี่ยมมายมาย และวันนี้เราจะมาดูกันว่าใครคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในแต่ละตำแหน่งที่ Manchester City ขายออกจากทีมไป

Manchester City premier league transfer football

แมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นสโมสรที่เก่าแก่และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของเกาะอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงหลังที่ได้เจ้าของทีมคนใหม่เป็นมหาเศรษฐี และมีงบประมาณในการซื้อนักเตะดังๆ มาร่วมทีมมากมาย จนทำให้แมนซิตี้เปลี่ยนจากทีมไม้ประดับพรีเมียร์ลีกกลายมาเป็นทีมลุ้นแชมป์ แน่นอนเมื่อซื้อนักเตะเข้ามาในทีมมากมายแล้ว ก็ย่อมต้องขายนักเตะออกจากทีมมากมายเช่นกัน และวันนี้เราจะมาติดตามกันว่าใครคือ 11 ผู้เล่นที่ดีที่สุดในแต่ละตำแหน่งที่ Manchester City ขายออกจากทีมไป

11. Kasper Schmeichel

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู ลงเล่นปี 2005–2009

แคสเปอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์ก ทายาทของตำนานผู้รักษาประตูปีเตอร์ ชไมเคิล เริ่มเล่นฟุตบอลให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ตั้งแต่ระดับเยาวชนก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2005 ในวัยเพียง 19 ปี แต่มักจะไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่น และมักจะถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัว โดยลงสนามให้แมนซิตี้ไปเพียง 10 เกม สุดท้ายปี 2009 ต้องถูกปล่อยตัวไปให้ทีมน็อตต์ส เคาน์ตี้ เล่นให้น็อตต์ส เคาน์ตี้ จนถึงปี 2011 เลสเตอร์ซิตี้ก็คว้าตัวมาร่วมทีม และแคสเปอร์มีส่วนสำคัญในการป้องกันประตูจนช่วยพาเลสเตอร์กลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในฤดูกาล 2014-15 และช่วยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แบบช็อคโลกในฤดูกาลถัดมา

10. Vedran Ćorluka

ตำแหน่ง แบ็คขวา ลงเล่นปี 2007–2008

เวดราน ชอร์ลูก้า กองหลังทีมชาติโครเอเชีย สามารถเล่นได้ทั้งเซ็นเตอร์และแบ็คขวา เริ่มต้นค้าแข้งกับทีมดินาโม ซาเกร็บ จนช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกโครเอเชียถึง 2 สมัย ในปี 2007 ย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกโดยย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเขาก็เป็นกำลังสำคัญในแนวรับของแมนซิตี้ในยุคเริ่มต้นการสร้างทีมของเจ้าของทีมคนใหม่อย่าง Khaldoon Al Mubarak ชอร์ลูก้าช่วยให้แมนซิตี้จบฤดูกาลด้วยอันดับครึ่งบนของตาราง แต่น่าเสียดายที่ลงเล่นให้แมนซิตี้ได้เพียงฤดูกาลเดียว โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 47 เกม ยิงไป 1 ประตู หลังจากนั้นปี 2008 ก็ถูกปล่อยตัวให้กับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์ และเขาก็เป็นกำลังสำคัญของสเปอร์เรื่อยมาจนถึงปี 2012 ก็ถูกปล่อยตัวให้กับโลโคโมทีฟ มอสโก

9. Richard Dunne

ตำแหน่ง เซ็นเตอร์ ลงเล่นปี 2000–2009

ริชาร์ด ดันน์ อดีตกองหลังทีมชาติไอร์แลนด์ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมเอฟเวอร์ตันด้วยสไตล์การเล่นที่แข็งแกร่ง ดุดัน จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีม และในปี 2000 ก็ย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นกำลังสำคัญในพาแมนซิตี้กลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในฤดูกาล 2002-03 และก็เป็นกำลังสำคัญของทีมเรื่อยมาช่วยให้ทีมโลดแล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีกโดยไม่ตกชั้นอีกเลยจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนซิตี้ถึง 4 สมัย ลงสนามให้แมนซิตี้ไปทั้งสิ้น 352 เกม ยิงไปถึง 7 ประตู หลังจากนั้นในปี 2009 ก็ถูกปล่อยตัวให้กับแอสตัน วิลล่าด้วยค่าตัวประมาณ 5 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาก็เป็นกำลังหลักในเกมรับของของทีม ช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก และมีส่วนสำคัญในการพาวิลล่าเข้าชิงลีก คัพ ฤดูกาล 2009-10

8. Jerome Boateng

ตำแหน่ง เซ็นเตอร์ ลงเล่นปี 2010–2011

เจอโรม บัวเต็ง กองหลังทีมชาติเยอรมัน เริ่มโด่งดังในสมัยค้าแข้งกับฮัมบูร์ก ก่อนจะถูกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2010 ด้วยค่าตัว 10.4 ล้านปอนด์ แต่ไม่น่าเชื่อว่านักเตะอนาคตไกลอย่างบัวเต็งจะมาล้มเหลวกับแมนซิตี้โดยตลอด 1 ฤดูกาลกับแมนซิตี้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบทีมได้ กลายเป็นบ่อน้ำมันชั้นดีให้กับศูนย์หน้าฝั่งตรงข้าม โชว์จังหวะเฟอะฟะให้ได้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ จึงได้ลงเล่นในลีกไปเพียง 16 เกม โดยไม่สามารถยิงประตูได้เลย ก่อนจะถูกปล่อยตัวไปให้บาเยิร์น มิวนิคในปี 2011 การย้ายกลับมาเล่นในเยอรมันบัวเต็งสามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้อีกครั้ง กลายเป็นกำลังสำคัญขอวบาเยิร์นในการพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 4 สมัย และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน์ลีกอีก 1 สมัย นอกจากนี้ยังเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2014

7. Niclas Jensen

ตำแหน่ง แบ็คซ้าย ลงเล่นปี 2002–2003

นิคลาส เจนเซน แบ็คซ้ายทีมชาติเดนมาร์ก เริ่มโด่งดังในสมัยค้าแข้งกับทีมในบ้านเกิดอย่างเอฟซี โคเปนเฮเกน โชว์ฟอร์มดีจนช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกเดนมาร์ก หลังจากนั้นเดือนมกราคมปี 2002 ก็ถูกแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าตัวมาร่วมทีม ด้วยค่าตัว 550,000 ปอนด์ ซึ่งในขณะนั้นแมนซิตี้ยังคงเล่นอยู่ในลีกดิวิชั่น 1 และนิคลาส เจนเซนก็มีส่วนสำคัญในการช่วยให้แมนซิตี้ขึ้นกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2002-03 โดยการลงเล่นพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรก เขามีส่วนสำคัญต่อเกมรับของแมนซิตี้อย่างมากได้รับโอกาสลงสนามในลีกไปถึง 34 เกม พาทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับ 9 ในพรีเมียร์ลีก ต่อมาปี 2003 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็คว้าตัวเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 750,000 ปอนด์ ช่วยดอร์ทมุนด์ลงเล่นในบุสเดสลีกาได้ 2 ฤดูกาล ลงสนามในลีกไป 43 เกม ยิงไป 2 ประตู หลังจากนั้นก็ย้ายมาร่วมทีมฟูแล่ม แต่ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นมากนักเล่นได้ 2 ฤดูกาล ก็ย้ายกลับมาเล่นให้เอฟซี โคเปนเฮเกน และการย้ายกลับมาเล่นในถิ่นเดิมเจนเซน ก็สามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้อีกครั้ง ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกเดนมาร์กได้อีก 2 สมัย

6. Nigel de Jong

ตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรับ ลงเล่นปี 2009–2012

ไนเจล เดอ ยอง มิดฟิลด์ตัวรับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ จัดเป็นมิดฟิลด์ตัวตัดเกมพันธุ์ดุ เริ่มเล่นฟุตบอลกับอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัมตั้งแต่ระดับเยาวชน ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่และกลายเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกเนเธอร์แลนด์ฤดูกาล 2003-04 หลังจากนั้นในปี 2006 ย้ายมาร่วมทีมฮัมบูร์ก ต่อมาปี 2009 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ยอมทุ่มเงินกว่า 18 ล้านปอนด์ คว้าตัวมาร่วมทีม และเดอ ยอง ก็เป็นกำลังสำคัญทีม โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 137 เกม ยิงไป 2 ประตู ช่วยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และแชมป์เอฟเอคัพได้อย่างละ 1 สมัย หลังจากนั้นในปี 2012 ถูกปล่อยตัวมาร่วมทีมเอซี มิลานด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ เป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของมิลานลงเล่นในเซเรียอาถึงปี 2016 ก็ย้ายมาร่วมทีมแอลเอ กาแลกซี่

5. Shaun Wright-Phillips

ตำแหน่ง ปีกขวา ลงเล่นปี 1999–2005 และปี 2008–2011

ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ อดีตปีกขวาทีมชาติอังกฤษ เริ่มค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่ตั้งแต่ระดับเยาวชนก่อนก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1999 ในวัยเพียง 18 ปี ในช่วงแรกเป็นเพียงอะไหล่ของทีม แต่สามารถพัฒนาฝีเท้าจนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมได้ในฤดูกาล 2001-02 โดยในฤดูกาลดังกล่าวสามารถพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ทำให้ทีมกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง ช่วยกระชากลากเลื้อยด้านริมเส้นจนแมนซิตี้สามารถอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2005 เชลซีก็ยอมทุ่มเงินกว่า 21 ล้านปอนด์คว้าตัวเขามาร่วมทีม และเขาก็เป็นกำลังสำคัญในการพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2005-06 และแชมป์เอฟเอ คัพฤดูกาล 2006-07 หลังจากนั้นปี 2008 ย้ายกลับมาแมนซิตี้อีกครั้ง แต่ด้วยขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้น มีงบประมาณในการซื้อนักเตะมากมาย ทำให้ในช่วงหลังไรท์-ฟิลลิปส์กลายเป็นเพียงตัวสำรองภายในทีมและต้องย้ายออกจากทีมในปี 2011

4. James Milner

ตำแหน่ง กองกลาง ลงเล่นปี 2010–2015

เจมส์ มิลเนอร์ กองกลางทีมชาติอังกฤษ เริ่มโด่งดังตั้งแต่สมัยค้าแข้งอยู่กับนิวคลาสเซิล หลังจากนั้นก็ย้ายมาร่วมทีมแอสตัน วิลล่า และย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในปี 2010 ด้วยค่าตัวถึง 26 ล้านปอนด์ มิลเนอร์ถือเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของแมนซิตี้โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 203 เกม ยิงไป 18 ประตู ช่วยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 2 สมัย และแชมป์เอฟเอ คัพ อีก 1 สมัย หลังจากหมดสัญญากับแมนซิตี้ก็ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล การย้ายมาเล่นกับทีมหงส์แดงมิลเนอร์ได้รับมอบหมายให้เป็นรองกับตันทีม และจากการเป็นนักเตะที่ขยัน วิ่งไล่บอลได้แบบไม่มีหมด และสามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง จึงเป็นกำลังสำคัญของลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์

3. Robinho

ตำแหน่ง ปีกซ้าย ลงเล่นปี 2008–2010

โรบินโญ นักเตะริมเส้นตัวเก่งทีมชาติบราซิล หลังจากโชว์ผลงานได้ดีกับเรอัลมาดริด โดยสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้ถึง 2 สมัย แต่จากการเจรจาเรื่องสัญญาฉบับใหม่ยืดเยื้อและไม่บรรลุข้อตกลง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ยอมทุ่มเงินถึง 32.5 ล้านปอนด์คว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2008 ในฤดูกาลแรกกับแมนซิตี้ โรบินโญ่สามารถโชว์ผลงานได้ดียิงประตูได้ถึง 15 ประตู แต่ในฤดูกาลถัดมาเขาประสบปัญหาอาการบาดเจ็บต้องพักยาวถึง 3 เดือน แม้จะหายเจ็บกลับมาก็ไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้เหมือนเดิม โดยลงสนามไปเพียง 12 เกมยิงได้เพียง 1 ประตูเท่านั้น ในขณะเดียวกันแมนซิตี้ได้เจ้าของทีมคนใหม่และให้งบประมาณจำนวมหาศาลในการเสริมทัพ ทำให้โรบินโญ่กลายเป็นส่วนเกินของทีม และถูกปล่อยตัวไปให้เอซี มิลานด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ในปี 2010 และโรบินโญ ก็เป็นกำลังสำคัญมิลานในพาทีมคว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ในฤดูกาล 2010–11

2. Daniel Sturridge

ตำแหน่ง กองหน้า ลงเล่นปี 2006–2009

ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าทีมชิตอังกฤษ เริ่มเล่นฟุตบอลกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่ระดับเยาวชนก่อนจะก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2006 แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นมากนักได้รับโอกาสสนามไป 32 เกม ยิงได้ 6 ประตู และในปี 2009 ถูกปล่อยตัวให้กับเชลซี ด้วยค่าตัวประมาณ 8.3 ล้านปอนด์ แม้จะไม่ใช่ผู้เล่นตัวเลือกแรกของทีม แต่ก็มีส่วนช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 1 สมัย แชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกอีก 1 สมัย หลังจากนั้นในปี 2013 ก็ถูกลิเวอร์พูลคว้าตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ และเขาก็กลายเป็นกองหน้าตัวหลักที่ช่วยทำประตูให้ทีมและมีส่วนสำคัญในการพาลิเวอร์พูลได้รองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2013–14 แต่น่าเสียที่สเตอร์ริดจ์มักมีปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน ทำให้ฟอร์มการเล่นตกไปโดยเฉพาะเรื่องสภาพความฟิต ส่งผลให้อนาคตของเขากับทีมลิวอร์พูลเริ่มจะไม่แน่นอนและอาจย้ายทีมในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมนี้

1. Carlos Tevez

ตำแหน่ง กองหน้า ลงเล่นปี 2009–2013

คาร์ลอส เตเวซ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนติน่า ย้ายมาเล่นพรีเมียร์ลีกครั้งแรกกับทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในปี 2006 หลังจากช่วยเวสต์แฮมรอดจากการตกชั้นในฤดูกาล 2006-07 ในฤดูกาลถัดมาก็ถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืมตัวมาร่วมทีมเป็นเวลา 2 ปี โชว์ผลงานกับแมนยูฯ ได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะไม่ใช่กองหน้าสไตล์ตัวจบสกอร์ แต่ก็เป็นกองหน้าที่ไปกับบอลได้ดี แข็งแกร่ง ขยัน วิ่งได้ไม่มีหมด และมีส่วนร่วมต่อเกมการเล่นของแมนยูฯ อย่างมากจนสามารถพาแมนยูฯ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกอีก 1 สมัย หลังจากหมดสัญญายืมตัวปี 2009 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็คว้าตัวมาร่วมทีม และเขาก็กลายเป็นกองหน้าตัวหลักของทีม โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 148 เกม ยิงไป 73 ประตู ช่วยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และแชมป์เอฟเอคัพได้อย่างละ 1 สมัย และปี 2013 ก็ถูกปล่อยตัวไปให้ยูเวนตุสด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ โดยเตเวซค้าแข้งกับยูเวนตุส 2 ฤดูกาล ช่วยพาทีมคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรียอา 2 สมัย หลังจากนั้นปี 2015 ก็ย้ายมาร่วมทีมโบค่า จูเนียร์

ผู้จัดการทีม : โรแบร์โต้ มันชินี

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 6a337113 1584 4f41 a8dd c05f36f90cd6

S.R dan