CJ.6 2560/01/13 09:25
Thumb lg football fight

ตายก็ไม่ต้องมาเผาผี! 10 คู่กัดตลอดกาลในวงการฟุตบอล

5133 Pepper

ในวงการฟุตบอลนั้นมีทั้งนักเตะที่ซี้กันและไม่ชอบขี้หน้ากัน วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับนักเตะที่เกลียดกันด้วยเหตุผลต่างๆ

football Enemy

ในวงการฟุตบอลนั้นมีทั้งนักเตะที่ซี้กันและไม่ชอบขี้หน้ากัน วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับนักเตะที่เกลียดกันด้วยเหตุผลต่างๆน ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยู่ทีมที่เป็นอริกัน เพราะแข่งกันเป็นสุดยอดนักเตะ อีกทั้งคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเพื่อนร่วมทีมและยังออกมาแขวะกันตามสื่อ หรือเพราะเกลียดกันจากการปะทะกันในสนามจนได้รับบาดเจ็บหนัก หรือมีการด่าทอกันและไม่ให้เกียรติกัน และที่เด็ดที่สุดคือกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดแอบแทงข้างหลังเพื่อนสนิทตีท้ายครัว สอยเมียเพื่อนสนิท มาเป็นเมียตัวเองซะอย่างงั้น

1. คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ กับ ลีโอเนล เมสซี่

คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี่ สองคนนี้เป็นคู่ปรับตลอดกาลกันอย่างแท้จริง เพราะต่างก็เป็นสุดยอดนักเตะแห่งยุคนี้ โดยผู้คนมักจะถกเถียงกันอยู่เป็นประจำว่าใครคือเบอร์ 1 ของโลกในเวลานี้ แต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้กันซะที เพราะทั้งสองคนนี้ต่างก็มีฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนทั้งสองคนนี้จะไม่ค่อยลงรอยกันซักเท่าไหร่เนื่องจากทั้งสองคนนี้แข่งกันกันเป็นสุดยอดนักเตะเบอร์ 1 ของโลกใบนี้ โดยเฉพาะการคว้าบัลลงดอร์ ซึ่งเป็นรางวัลที่ชี้ให้แห็นว่าในปีนั้นๆใครที่เป็นนักเตะเบอร์ 1 ของโลก ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็ผลัดกันคว้ารางวัลมาตลอดใน 9 ปีหลัง โดย คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ นั้นคว้ามาได้ 5 ครั้ง นำหน้า ลีโอเนล เมสซี่ ที่ตามติดๆที่ 4 ครั้ง แถมหลายๆครั้งที่สื่อสัมภาษณ์สองคนนี้ต่างฝ่ายต่างก็ไม่เคยยกย่องฝีเท่าอีกฝ่ายเลย แถมยังมีการให้สัมภาณืแบบจิกกัดอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง นอกเหนือจากนี้ทั้งสองคนต่างก็เป็นซุปเปอร์สตาร์ประจำทีมคู่อริตลอดกาลของ ลาลีกา สเปน โดย โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรงของ ราชันย์ชุดขาว เรอัลมาดริด ส่วน ลีโอเนล เมสซี่ นั้นก็เป็นตัวชูโรงของ เจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่า ที่เวลามีศึกเอลกลาซิโอ้ ที่ไรสองทีมนั้นมักจะหวดกันแบบดุเดือดเลือดพล่านเสมอ แถมทั้ง คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี่ ต่างก็มักจะถูกจับตามองว่าใครจะพาทีมเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะและทั้งสองคนนี้ยังมีเหตุการรืกระทบกระทั่งกันในสนามอยู่บ่อยๆอีกด้วย แบบนี้ไม่เรียกว่าคู่ปรับตลอดกาลก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้ว และทั้งสองคนนี้ก็น่าจะขับเคี่ยวแย่งชิงความเป็น 1 ในโลกลูกหนังกันไปสองคนจนกว่าทั้งคู่จะแขวนสตั๊ดนั่นแหละครับ

2. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กับ ราฟาเอล ฟานเดอ ฟาร์ท

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ ราฟาเอล ฟานเดอ ฟาร์ท ทั้งสองคนนี้เคยมีคดีความแค้นส่วนตัวกันมาอย่างยาวนาน ต้นเหตุมันเริ่มาจากเกมกระชับมิตรทีมชาติ ระหว่าง สวีเดิน กับ ฮอลแลนด์ ในปี 2004 ซึ่งในเกมนั้น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ได้เข้าปะทะกับ ราฟาเอล ฟานเดอ ฟาร์ท จน ราฟาเอล ฟานเดอ ฟาร์ท ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งในช่วงนั้นทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมทีมกันในสโมสร อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ ซลาตัน เล่าว่า โรนัล คูมันน์ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม อาแจ๊กซ์ ในเวลานั้น ให้ ซลาตัน และฟานเดอฟาท คุยกันเพื่อเคลียร์กันเพื่อไม่ให้มีเรื่องค้างคาใจกัน แต่ ฟานเดอร์ฟาร์ท ก็ยังให้ข่าวไม่หยุดเรื่องที่ ซลาตัน จงใจทำฟาล์วจนทำให้เขาเจ็บ ทั้งๆที่ ซลาตัน ขอโทษเขาเป็นการส่วนตัว และอยากให้มันจบ เพราะ ซาลาตัน เองก็ได้บอกว่าตัวเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ ฟานเดอ ฟาร์ท บาดเจ็บ แต่ ฟานเดอร์ฟาร์ท ไม่คิดเช่นนั้น เขายังคงคิดว่า ซลาตัน ตั้งใจทำให้เขาบาดเจ็บ จน ซลาตันเอง เบื่อที่จะขอโทษ ซลาตัน ถึงขั้นบอก ฟานเดอร์ ฟาร์ท ว่า ให้หยุดพูดเรื่องโกหกกับพวกนักข่าวสักที ก่อนที่ฉันจะหักขาแกทิ้งซะ นั่นยิงทำให้ทั้งสองคนกลายเป็นคูอริกันอย่างเต็มตัวชนิดที่ว่า ฟานเดอ ฟาร์ท ถึงกับให้สัมภาษณ์ในตอนที่เขาอยู่กับ สเปอร์ และมีคิวดวลกับ เอซี มิลาน ที่ต้องพบกับ ซลาตัน ว่าเขาจะแก้แค้น ซลาตัน ให้ได้ในเกมที่ทั้งคู่ต้องดวลกัน เรียกได้ว่า ฟานเดอ ฟาร์ท แค้นฝั่งหุ่นกันเลยทีเดียว

3. โอลิเวอร์ คาห์น กับ เยนส์ เลห์มันน์

สองสุดยอดนายทวารระดับตำนานของทีมชาติ อินทรีเหล็ก เยอรมัน ได้เปิดศึกสงครามน้ำลายวิจารณ์กันอย่างดุเดือดในปี 2007 โดย โอลิเวอร์ คาห์น ที่ช่วงนั้นเสียตำแหน่งมือ 1 ในทีมชาติให้กับ เยนส์ เลห์มันน์ เป็นฝ่ายเริ่มสงครามน้ำลายครั้งนี้ก่อนเมื่อ คาห์น ได้ออกมาพูดยั่วโมโห เลห์มันน์ ว่า คนที่จะได้เป็นผู้รักษาประตูเบอร์หนึ่งในทีมชาตินั้น เขาจะต้องถูกเลือกให้เป็นเบอร์หนึ่งในสโมสรเสียก่อน โดย คาห์น กล่าวว่า " คุณจะไม่มีโอกาสได้เป็นมือหนึ่งในทีมชาติแน่นอน ถ้าคุณไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงไว้ได้ในการเล่นกับสโมสรต้นสังกัด" ซึ่งถือเป็นการแขวะที่แสบสันซะจริงๆ และหลังจากนั้นไม่นาน เยนส์ เลห์มันน์ ก็ได้ประกาศชัดว่าไม่ค่อยจะชอบโอลิเวอร์ คาห์น สักเท่าไร และได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "ผมว่าเขาอยู่มานานเกินไปแล้ว และชอบคิดว่าตัวเองนั้นมีความสำคัญ ผมไม่ชอบเลยเวลาที่มีใครยกย่องตัวเองเกินไป และผมก็คิดว่าเขาเป็นคนที่ชอบยกย่องตัวเองมากเกินไปจริงๆ " ก่อนที่ คาห์น จะออกมาโต้ตอบอย่างดุเดือดว่า า " ยุคทองของการเป็นผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมันได้สิ้นสุดลง นับตั้งแต่ที่ตัวเขาเองออกมาประกาศแขวนถุงมือเลิกเล่นให้กับทีมชาติ " พร้อมกับเหน็บ เยนส์ เลห์มันน์ กลับไปอย่างแสบทรวงว่า ” เขาได้พยายามจะยกตัวเองขึ้นไปเทียบชั้นกับผู้รักษาประตูระดับตำนานอย่าง เซบป์ ไมเยอร์, โทนี่ ชูมัคเกอร์ และ โบโด อิกเนอร์ ทั้งๆที่ฝีมือของเขานั้นไม่ถึงขั้นนั้นเลย “ เรียกได้ว่าเป็นสงครามน้ำลายที่สาดเสียเทเสียกันอย่างไม่ยั้งเลยจริงๆ

4. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ ยากุป บวัชต์ชือกอฟสกี้

เคสของสองคนนี้นั้นเข้ากับ สุภาษิต เสือสองตัวอยู่ภ้ำเดียวกันไม่ได้ เพราะความบาดหมางระหว่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ ยากุป บวัชต์ชือกอฟสกี้ นั้นเริ่มต้นมาจากที่ทั้งสองคนต่างก็เป็นนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ของทีมชาติ โปแลนด์ ทั้งๆที่สองคนนี้ลงเล่นด้วยกันมาเป็นเวลานานแล้วไม่ส่าจะในสีเสื้อของทีมชาติ โปแลนด์และในสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งทั้งคู่นับว่าเป็นกำลังสำคัญของทีม ดอร์ทมุนด์ ในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปปื ที่พสทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึก ยูฟ่าแชมป์เปี่ยนลีก และพาทีม ดอร์ทมุนด์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากใน บุนเดสลีกา แต่ก็ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัวของทั้งคู่นั้นจะดีเหมือนอย่างชาวบ้านชาวช่องเพราะทั้งสองคนนั้นต่างก็ไม่ค่อยลงรอยกันซักเท่าไหร่ เพราะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันหลายต่อหลายเรื่องและหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการเมือง แม้ว่าทั้งสองคนพยายามที่จะทำตัวเป็นปกติเวลาลงสนามร่วมกันแต่ก็มีสื่อหลายรายที่ระแคะระคายว่าทั้งสองนั้นเกลียดกันเข้าไส้เลยทีเดียว แถมความสัมพันธุ์ของทั้งสองคนนี้ยิ่งแย่หนักกว่าเก่าเมื่อ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กัปตันทีมชาติ โปแลนด์ แทนที่ของ ยากุป บวัชต์ชือกอฟสกี้ ซึ่งการทำแบบนี้ก็ดูเหมือนจะว่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คือนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมชาติ โปแลนด์ ไปแล้วในเวลานี้ นั่นยิ่งจะทำให้ ยากุป บวัชต์ชือกอฟสกี้ น่าจะเกลียดขี้หน้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มากขึ้นกว่าเดินแน่นอน

5. เท็ดดี้ เชอริงแฮม กับ แอนดรี้ โคล

แม้ว่าในรูปของทั้งสองคนที่ทุกท่านเห็นว่าทั้งสองคนนี้ต่างก็ยิ้มแย้มกันอย่างชื่นมื่นในสีเสื้อของทีม ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พวกเขาทั้งสองคนเคยร่วมสโมสรด้วยกันมาและพาทีมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มาหลายรายการ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าทั้งสองคนนี้เกลียดกันชนิดที่ว่าตายก็ไม่ไปเผาผีกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะ แอนดี้ โคล ที่เกลียด เท็ดดี้ เชอริงแฮม อย่างมากถึงขนาดที่ว่าทั้งสองคนนี้ไม่เคยปริปากพูดคุยกันเลย 15 ปี ตั้งแต่สมัยอยู่ทีม ปีศาจแดงด้วยกันหรือแม้แต่ในทีมชาติ อังกฤษ ถึงขนาดที่ แอนดี้ โคล ได้พูดกับกับเรื่องนี้ว่า “ ผมขอนั่งดื่มชากับ นีล รัดด็อก ที่ทำให้เขาขาหักสะบั้น 2 ท่อนในปี 1996 มากกว่าที่จะยอมพูดคุยกับจะเป็นกับ เท็ดดี้ เชอริงแฮม ซะยังดีกว่า เหตุการ์ณมันเริ่มต้นจาก ช่วงต้นปี 1995 ผมเพิ่งเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นการลงเล่นเกมทีมชาติอังกฤษนัดแรกของผม ซึ่งพบกับ อุรุกวัย ผมเป็นตัวสำรอง ผมยืนรออยู่ข้างสนามเพื่อลงมาเล่นแทน เชอริงแฮม ซึ่งตอนนั้นเขายังเล่นกับ สเปอร์ส ผมก้าวเท้าลงสนาม เชอริงแฮม เดินมาเปลี่ยนตัว และผมคาดหวังถึงการจับมือสั้นๆ พร้อมคำอวยพรจากเขา แต่เขาเมินจับมือกับผม เขาเมินผมด้วยเหตุผลที่ผมไม่เคยรู้เลยจนกระทั่งตอนนี้ ผมโคตรอายอย่างมาก มันเป็นการไม่ให้เกียรติกันอย่างแรง และจากนั้นมา ผมรู้ตัวเลยว่า ผมกับเชอริงแฮม เข้ากันไม่ได้แน่นอน แต่ในช่วงซัมเมอร์ปี 1997 หลังจาก เอริก คันโตน่า อำลา ยูไนเต็ด ไป เชอริงแฮม ย้ายเข้ามาแทนมา เราเล่นด้วยกันหลายปี เรายิงประตูได้เยอะแยะ แต่ผมไม่เคยพูดกับเขาเลยสักคำเดียว ” นี่คือความในใจของ แอนดี้ โคล ที่พออ่านแล้วรับรู้ได้เลยว่าเกลียด เชอริงแฮม มากขนาดไหน

6. เมาโร่ อิคาร์ดี้ กับ มักซี่ โลเปซ

กรณีของ เมาโร่ อิคาร์ดี้ กับ มักซี่ โลเปซ นี่เป็นเรื่องราวของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่างแท้จริงๆเพราะทั้งสองคนนี้เป็นเพื่อนร่วมทีมชาติเดียวกันคือ อาร์เจนติน่า และเคยเป็นเพื่อนซี้ย่ำปึกกันสมัยที่เคยอยู่ที่สโมสร ซามพ์โดเรีย ด้วยกันและเริ่งราวเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของสองคนนี้มันก็เกิดจากการที่ อิคาร์ดี้ กับ มักซี่ โลเปซ นั่นอยู่ทีมเดียวกันและเป็นคนบ้านเดียวกันอีกต่างหาก มักซี่ โลเปซ เลยคอยดูแลชีวิตนอกสนามของ อิคาร์ดี้ เป็นอย่างดีถึงขั้นชวน อิคาร์ดี้ มาแชร์ที่พักของ มักซี่ โลเปซและภรรยาอีกด้วย หลังจากนั้น อิคาร์ดี้ ก็ได้ย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน และบรรดาสื่อแดนมะกะโรนีก็เริ่มตีข่าวว่า อิคาร์ดี้ แอบกุ๊กกิ๊กกับ วานด้า นาร่า ภรรยา ของโลเปซ เพื่อนซี้ของเขานั่นเอง ซึ่งเวลาต่อมา อิคาร์ดี้ ก็ยอมมายอมรับว่าข่าวลือนั้นเป็นความจริง และ วานด้า นาร่า ตัวต้นเหตุของเรื่องราวครั้งนี้ก็ออกมายอมรับว่า “ ฉันกับสามีมีเซ็กส์กันครั้งล่าสุดคือเมื่อ 3 เดือนก่อน โลเปซ เขาละเลยฉันมาโดยตลอด แม้ว่าฉันอาจจะดูมีชีวิตที่หรูหรา สะดวกสบาย แต่รู้มั้ยละว่าจริงๆ แล้วฉันต้องทนทุกข์มานานแค่ไหน ” หลังจากนั้น มักซี่ โลเปซ และ วานด้า นาร่า ก็เลิกกัน และ วานด้า นาร่า ก็ไปแต่งงานกับ อิคาร์ดี้ ซะอย่างนั้น เรื่องราวมันเลยเลยเถิดไปกันใหญ่ถึงขั้นที่ว่า มักซี่ โลเปซ ไม่ยอมจับมือกับ อิคาร์ดี้ ตั้งแต่สมัยที่ อิคาร์ดี้ เล่นให้อินเตอร์ มิลาน และ มักซี่ โลเปซ เล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย จนในปัจจุบัน มักซี่ โลเปซ ย้ายมาเล่นให้กับ โตริโน่ มักซี่ โลเปซ ก็ยังไม่ยอมจับมือกับ อิคาร์ดี้ แถมเวลาอยู่ในสนามยังไล่หวดกันอย่างไม่ยั้งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ทั้งคู่มักจะฌพสโซเซียลตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือดอยู่เสมอๆ แบบนี้เข้าตำราเสียเพื่อนเพราะผู้หญิงคนเดียวแท้ๆ

7. จอห์น เทอร์รี่ กับ เวนย์ บริดจ์

คู่นี้ก็เป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดกันอีกรายแถมยังเป็นเพื่อนร่วมสโมสรเพื่อนร่วมทีมชาติด้วยกันอีกด้วย เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะความมักมากในกามของ จอห์น เทอร์รี่ ที่ไปแอบสอยเมียเพื่อสนิทอย่าง เวนย์บริดจ์ ในขณะที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันที่ เชลซี ซะอย่างนั้นทั้งๆที่ตัว เทอร์รี่ เองก็มีเมียและลูกอยู่แล้วด้วย เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2010 เมื่อ เทอร์รี ไปมีสัมพันธ์สวาทกับ วาเนสซา แปร์รองเซล แฟนสาวของ เวนย์บริดจ์ เพื่อนร่วมทีมคนสนิท จนมีข่าวว่า วาเนสซา แปร์รองเซล ตั้งครรภ์ก่อนจะแยกทางกับ บริดจ์ ในเวลาต่อมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความพังทลายในความเพื่อนเพื่อนของทั้งสองคน แถม เวนย์ บริดจ์ ยังถูกทำลายป่นปี้ในเส้นทางค้าแข้งที่กำลังไปได้สวยกับทีม เชลซี ก็ต้องจำใจย้ายทีมเพื่อหนีให้ไกลจากเพื่อนตัวแสบอย่าง จอห์น เทอร์รี่ เพราะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันส่งผลต่อสภาพจิตใจของเขาอย่างมาก เพราะต้องที่แฟนที่คบกันมานานเพราะมาโดนเพื่อนรักหักหลังและคู่นี้ยังมีความบาดหมางรุนแรงถึงขั้นไม่ยอมจับมือลงสนามและทำให้ เวนย์ บริดจ์ ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอังกฤษ เพราะไม่อยากลงสนามร่วมกับ จอห์น เทอร์รี่ อีกด้วย แถมสื่อยังรายงานกันว่า เทอร์รี่ เล่นชู้กับเมียเพื่อจนเมียเพื่อนตั้งท้องและสั่งให้ไปทำแท้งอีกต่างหาก แบบนี้จะไม้ให้ เวนย์ บริดจ์ เกลียดขี้หน้าได้ยังไง ดีแค่ไหนที่ เวนย์ บริดจ์ ไม่ใจร้อนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับทั้งสองคนที่ร่วมมือกันสามเขาให้กับ เวนย์ บริดจ์

8. รอยคีน กับ ปาทริค วิเอร่า

เรื่องราวความเป็นอริของ รอยคีน กับ ปาทริค วิเอร่า ให้เล่าสามวันสามคืนก็เล่าไม่จบเพราะทั้งสองคนนี้ต่างก็เป็นกัปตันทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล ที่ยุคนั้นทั้งสองทีมต่างแก่งแย่งกันประสบความสำเร็จกันมาโดยตลอด และไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ทั้งสองทีมลงสนามหวดกัน รับประกันได้เลยว่า ใบเหลือง ใบแดง ปลิวว่อนอย่างแน่นอน แถมยังมักจะมีประเด็ดเดือดจากเกมคู่นี้อยู่เสมอ โดยทั้งสองคนนี้ ปะทะกันมาหมดทุกรูปแบบแล้ว ตั้งแต่เถียงกันไปมา ด่าพ่อล่อแม่ แหย่กันให้เสียสมาธิ ไล่เสียบกันในสนาม เล่นนอกเกมใส่กันอย่างไม่กลัวกรรมการไล่ออก และหนักถึงขั้นเอาหัวโขกกันเวลาที่เผชิญหน้ากันก็เคยมาแล้ว แต่ที่หนักที่สุดนั่นก็คือทั้งสองคนไม่ยอมจับมือกัยมาแล้วก่อนการแข่งขันที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ อาร์เซน่อล เนื่องจากว่า ปาทริค วิเอร่า ดันไปหาเรื่อง แกรี่ เนวิลล์ ในอุโมงค์ก่อนแข่ง จน รอย คีน ทนไม่ไหวเดินไปชี้หน้าด่าเพื่อปกป้องลูกทีมของตัวเอง ก่อนที่จะบอกกับ ปาทริค วิเอร่า อย่าเก่งกับคนตัวเล็ก แน่จริงมาหวดกับข้าในสนามสิว่ะ จะได้รู้ว่าใครจะหมู่หรือจ่า และหลังจากนั้น รอยคีน ก็ยังไม่ยอมหยุดเดิมตามไปสถบใส่ ปาทริค วิเอร่า จนทั้งสองทีมเดินลงสนามเลยทีเดียว คู่นี้ต้องบอกเลยว่าเป็นคู่อริที่ฟัดกันได้สาแก่ใจผู้ชมที่เป็นแฟนบอลอย่างแท้จริง

9. รอย คีน กับ อัลฟ์ อิงเก ฮาลันด์

สองคนนี้มีคดีบาดหมางกันในสนามจนกลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตชนิดที่ว่าเจอกันในสนามต้องหวดกันให้ตายไปข้างนึงถึงจะสาแก่ใจ ความเป็นอริของสองคนนี้นั้นเริ่มมาจาก เมื่อปี 1997 สมัยที่ ฮาแลนด์ สมัยที่ค้าแข้งกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ไปชี้หน้าด่าใส่ รอย คีน ที่นอนบาดเจ็บเอ็นเข่าฉีก ในเกมที่ ลีดส์ เจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งทั้งสองทีมนี้ก็เกลียดขี้หน้ากันมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วด้วย และ อัลฟ์ อิงเก ฮาลันด์ ดันไปด่าว่า คีน แกล้งเจ็บให้รีบลุกขึ้นมาได้แล้วอย่ามั่วแต่นอนสำออย ซึ่งจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว รอย คีน ไม่ได้แกล้งเจ็บแต่อย่างใด แถมยังต้องพักยาวทั้งฤดูกาลเลยทีเดียว และจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ รอย คีน ผูกใจเจ็บอย่างมากและมาเอาคืน อัลฟ์ อิงเก ฮาลันด์ ในเกม ดาร์บี้ แมตช์ เมืองแมนเชสเตอร์ ในอีก 4 ปีต่อมาที่ ฮาแลนด์ ย้ายมาเป็นผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งรูปเกมมันก็ต้องเดือดตามสไตล์แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ อยู่แล้ว รอย คีน ก็เลยสบโอกาสยันใส่หัวเข่าของ อัลฟ์ อิงเก ฮาลันด์ แบบไม่ยั้ง จน อัลฟ์ อิงเก ฮาลันด์ โดนหามออกจากสนาม ส่วน รอย คีนก็โดนใบแดงไล่ออก แถมยังโดนปรับเงินอีกบานตะไท ซึ่ง รอย คีน ยอมรับอย่างแมนๆ ว่าเป็นการจงใจของตัวเขาเอง แถมล่าสุด ในหนังสืออัตชีวิตประวัติเล่มที่สองของ รอยคีน นั้นก็เผยว่า เขาไม่ได้เสียใจกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อยโดยมีใจความระบุว่า " มีหลายสิ่งในชีวิตที่ทำให้ผมเสียใจ แต่เขาไม่มีค่าพอให้ผมต้องมาคิดถึง เขาสมควรแล้วที่จะโดนแบบนั้น "เคสนี้เรียกได้ว่าแค้นฝั่งหุ่นกันสุดๆไปเลย

10. หลุย ซัวเรส กับ ปาทริค เอวร่า

เรื่องราวระหว่างสองคนนี้เป็นมหากาพย์กันเลยทีเดียว เรื่องมันเกิดจากในเกม แดงเดือน ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวต้องหวดกับ ลิเวอร์พูล ในวันที่ 15 ตุลาคม 2011 ซึ่งในระหว่างเกมนั้นสองคนนี้ก็ได้ปะทะฝีเท้ากันอย่าดุเด็ดเผ็ดมันส์และจริงๆแล้วมันควรจะเป็นแค่เรื่องในสนามดท่านั้นที่จะเดือด แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนเกลียดขี้หน้ากันเป็นอย่างมากก็คือ ในระหว่างเกม เอวร่า ไม่พอใจที่ ซัวเรส เตะเข้าที่หัวเข่าของเขา หลังจากนั้นทั้งสองคนนี้ก็ปะทะคารมกันอย่างดุเดือดจน ผู้ตัดสินต้องแจก ใบเหลืองให้กับ เอวร่า ข้อหาที่บ่นไม่หยุด และหลังจากจบเกม เอวร่า ก็ได้ให้สัมภาณืกับผู้สื่อข่าวในบ้านเกิดของเขาว่าโดน ซัวเรส พูดเหยียดผิวระหว่างเกมถึง 10 กว่าครั้ง ทำให้ สมาคมฟุตบอลอังกฤษต้องตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้และในที่สุดก้พอว่า ซัวเรส มีความผิดจริงเพราะ ดันไปเรียก เอวร่า ว่านิโกร เป็นภาษาสเปน จริงๆ ส่งผลให้ ซัวเรส โดนแบนยาวถึง 8 นัด พร้อมทั้งปรับเงินอีก 40,000 ปอนด์ และหลังจากกลับมาลงสนามได้ ซัสเรส ก็ไม่ยอมจับมือกับ เอวร่า ในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด พบกับ ลิเวอร์พูล ซึ่ตัว ซัวเรส เองก็คงไม่พอใจที่ เอวร่า เป็นต้นเหตุให้เขาโดนแบนและยังโดนสังคมประณามอีกด้วย

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 776e3124 23ec 4736 ab0a cd44b141158a

CJ.6