CJ.6 2560/01/16 12:16
Thumb lg goalkeeper

เซฟก็ดียิงก็ได้! 10 มือกาวที่ทำประตูเยอะที่สุดในโลก

881 Pepper

ปกติแล้วผู้รักษาประตูนั้นมีหน้าที่หลักคือป้องกันประตูให้กับทีม โดยทำยังไงก็ได้ไม่ให้ทีมของตัวเองเสียประตู แต่ก็มีผู้รักษาประตูอีกไม่น้อยที่มักจะทำประตูได้บ่อยๆ

foolball Goalkeeper Score

ปกติแล้วผู้รักษาประตูนั้นมีหน้าที่หลักคือป้องกันประตูให้กับทีม โดยทำยังไงก็ได้ไม่ให้ทีมของตัวเองเสียประตู ไม่ว่าจะใช้มือ ใช้เท้า หรือใช้ส่วนไหนเพื่อป้องกันประตูก็ได้และในโลกนี้ก็มีผู้รักษาประตูอยู่มากมายที่มีฝีมือการเซฟประตูที่ยอดเยี่ยมจนได้รับการยกย่องว่าเป็นพวกประเภทจอมหนึบที่ยิงประตูผ่านพวกเขายากมากๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้รักษาประตูอีกหลายคนที่นอกจากจะป้องกันประตูได้ดีแล้วพวกเขายังสามารถทำประตูได้ดีไม่แพ้นักเตะตำแหน่งในกองหน้าเลยด้วยซ้ำ บางคนเป็นเซียนในด้านการยิงฟรีคิก บางคนเป็นจอมสังหารลูกจุดโทษ บางคนนี้ถึงขั้นบุกขั้นมาโหม่งทำประตูในช่วงท้ายเกมได้อยู่บ่อยๆ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับผู้รักษาประตูที่เป็นจอมถล่มตาข่ายกันครับ

10. ซินาน โบลัต : ทีมชาติ ตุรกี

ค้าแข้งในปี 2005 – ปัจจุบัน : ทำได้ 1 ประตู

นายทวารร่างโย่งชาว ตุรกี รายนี้อาจจะไม่นายทวารที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการถล่มประตูซักเท่าไหร่นัก เพราะเขาทำประตูได้แค่ประตูเดียวเท่านั้นตลอดการค้าแข้งในชีวิตของเขาตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน แต่ว่าประตูเดียวที่เขาทำได้นั่นก็ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รูจักกันในโลกลูกหนังอย่างมากเพราะเป็นประตูที่สุดแสนจะดราม่าและคลาสสิคอย่างมากเลยทีเดียว เพราะในปี 2009 ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นผู้รักษาประตูของทีม สตองดาร์ด ลีแอช และเขาได้กลายเป็นฮีโร่ของทีม เพราะในเกมที่ สตองดาร์ด ลีแอช พบกับ อาแซด อัลค์มาร์ ในศึก ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก นัดสุดท้ายเพื่อชิงอันดับ 3 เพื่อคว้าโควตาไปเล่นใน รายการ ยูโรป้า ลีก และในขณะที่สกอร์กำลังตามหลัง อาแซด อัลค์มาร์ อยู่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 5 ความหวังขอ งสตองดาร์ด ลีแอช ที่จะคว้าอันดับ 3 ในกลุ่มเพื่อไปเล่น ยูโรป้า ลีก กำลังจะหมดลง แต่ โบลัต ได้ทำสิ่งที่ผู้คนไม่คาดคิดนั่นคือ เขาขึ้นมาเพื่อลุ้นทำประตูช่วยทีมจากจังหวะที่ทีมได้ฟรีคิก และเขาก็โหม่งประตสุดสวยจากลูกเปิดฟรีคิกช่วยให้ทีมตีเสมอได้สำเร็จ ก่อนที่กรรมการจะเป่านกหวีดและเกมนั้นจบลงด้วยการเสมอและทำให้ทีม สตองดาร์ด ลีแอช ได้ไปแข่งขันในรายการยูโรป้า ลีก สำเร็จ โดยตลอดการค้าแข้งของเขานั้น เขาเริ่มต้นค้าแข้งกับ เกงค์ ในปี 2005 – 2008 ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับทีมร่วมลีกอย่าง สตองดาร์ด ลีแอช และทำประตูได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น และจากฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของเขาทำให้ไปเตะตา ปอร์โต้ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ ปอร์โต้ ในปี 2013 และถูกปล่อยยืมตัวไปยังหลายๆสโมสร และในปัจจุบันเขาค้าแข้งอยู่กับทีม นาซิอองนาล ในลีก โปรตุเกส ส่วนในทีมชาตินั้น เขาติดทีมชาติ ตุรกี ในช่วงปี 2011 - 2013 มีโอกาสลงสนาม 6 นัด

9. แพท เจนนิ่ง : ทีมชาติ ไอร์แลนด์เหนือ

ค้าแข้งในปี 1963 – 1986 : ทำได้ 1 ประตู

แพท เจนนิ่ง นายทวารชาวไอร์แลนด์เหนือผู้นี้น่าจะเป็นนายทวารคนแรกในโลกลูกหนังที่เป็นนักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตูสามารถทำประตูได้ โดยในเกมแชริตี้ ชิลด์ ปี 1976 ที่เขาอยู่กับทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และมีคิวลงดวลแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเป็นผู้ริเริ่มต้นกำเนิดแนวคิดของผู้รักษาประตูที่จะออกมาจากพื้นที่ของตนเองเพื่อไปลุ้นทำประตูแต่ดูเหมือนการทำประตูในครั้งนี้เขาจะไม่ได้ตั้งใจซักเท่าไหร่นัก เนื่องจากในเกมนี้ แพท เจนนิ่งส์ แค่พยายามเตะบอลเพื่อเปิดเกมจากแดนของตัวเอง ก่อนที่บอลจะลอยสูงและจะตกลงมาเด้งพื้นแล้วลอยข้ามศีรษะของนายทวารทีม ปีศาจแดง ผู้โชคร้ายอย่าง อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ หลังจากนั้นนักเตะสเปอร์ฉลองประตูกันอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความมึน งง และประตูนี้ก้ถูกกล่าวขานมาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้ โดย แพท เจนนิ่ง เริ่มต้นค้าแข้งกับทีม วัตฟอร์ด ในปี 1963–1964 ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับ สเปอร์ ในปีช่วงปี 1964–1977 ซึ่งที่นี่เขาทำประตูประวัติศาสตร์ได้ในปี 1976 และหลังจากนั้นเขาหักอกแฟนบอล ไก่เดือยทอง ด้วยการย้ายไปร่วมทีมคู่อริตลอดกาลอย่าง อาร์เซน่อล ในปี 1977–1985 และกลับมาค้าแข้งกับ สเปอร์ อีกครั้งในปี 1985–1986 ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดกับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 1986 และเขายังติดทีมชาติ ในช่วงปี 1964–1986 ลงสนามไปถึง 119 นัด ซึ่งจากประวัติการค้าแข้งของเขาแล้ว มีเพียงประตูเดียวที่เขาทำได้นั่นคือในปี 1976 กับ สเปอร์ ต้องบอกเลยว่าแบบนี้เรียกว่าดวงล้วนๆไม่มีฝีมือเข้ามาช่วยเลย

8. มาร์ก พูม : ทีมชาติ เอสโตเนีย

ค้าแข้งในปี 1988 – 2009 : ทำได้ 1 ประตู

ผู้รักษาประตูชาว เอสโตเนีย รายนี้เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนบอลทั่วไปสมัยที่เขาลงเล่นให้กับ ดาร์บี้ ในลีก อังกฤษ ซึ่งเขาถือว่าเป็นนายทวารที่มีฝือมือการเซฟประตูที่ดีเลยทีเดียว แม้ว่าเขาจะเล่นให้กับทีมเล็กๆอย่าง ดาร์บี้ก็ตาม และประตูแห่งความทรงจำในการค้าแข้งเพียงประตูเดียวในชีวิตของเขามันก็เกี่ยวข้องกับทีม ดาร์บี้ นี่แหละครับท่านผู้อ่านเพียงแต่ว่ามันดันเกิดขึ้นในขณะที่ มาร์ค พูม เพิ่งย้ายไปร่วมทีม ซันเดอร์แลนด์ แบบหมาดๆ และทั้งสองนี้ก็มีคิวต้องพบกันโดย มาร์ค พูม ทำประตูได้ในเดือนกันยายนปี 2003 ในช่วงท้ายของเกมดิวิชั่นหนึ่งของลีก อังกฤษ ระหว่าง ซันเดอร์แลนด์ กับทีมเก่าของเขา ดาร์บี้ โดยในขณะที่เกมกำลังจะจบลงด้วยชัยชนะของ ดาร์บี้ แต่ มาร์ค พูม ไม่รู้คิดอะไรอยู่ เขาขึ้นมาลุ้นทำประตูจากลูกเตะมุมก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่วินาที และความตั้งใจของเขาก็ไม่เสียเปล่าเมื่อเขาโหม่งพังประตูตีเสมอให้กับ ซันเดอร์แลนด์ ได้ในช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนที่กรรมการจะพ่นล่มเป่านกหวีดจบการแข่งขันไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเลยจริงๆ และนั่นก็เป็นแค่ครั้งเดียวที่นายทวารรายนี้ทำได้ตลอดการค้าแข้ง 21 ปีของเขา โดยเขาเริ่มต้นค้าแข้งกับสโมสร Lõvid/Flora ในปี 1988 ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดกับทีม วัตฟอร์ด ในปี 2009

7. จิมมี่ กลาส : ทีมชาติ อังกฤษ

ค้าแข้งในปี 1989 – 2004 : ทำได้ 1 ประตู

จิมมี่ กลาส นายทวารจอมพเนจรรายนี้ไม่ใช่นักเตะที่มีชื่อเสียงและฝีเท้าที่ดีอะไรมากมายนัก แต่เขากลับสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตตัวเองได้อย่างน่าช่นชม เมื่อในปี 1999 คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด ต้องพบกับ พลีมัธ อาร์ไกล์ ในเกมดิวิชั่น 2 ของลีก อังกฤษ ซึ่งเกมนัดนี้เป็นเกมแห่งความทรงจำของแฟนฟุตบอลทั่วทั้งประเทศเลยทีเดียว ซึ่งจะว่าไปไอ้เรื่องที่นายทวารชอบขึ้นมาทำประตูได้ในช่วงท้ายเกมนี่มันก็เป็นเรื่องปกติที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งบางคนก็ทำประตูได้ บางคนก็ทำไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับ จิมมี่ กลาส มันไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะขณะที่เหลือเวลา 10 วินาที คาร์ไลส์ ได้ลูกเตะมุม และสกอร์อยู่ที่ 1 – 1 ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล จิมมี่ กลาส ผู้รักษาประตูที่ถูกยืมตัวมาและได้ลงเล่นเป็นนัดสุดท้ายให้กับ คาร์ไลส์ ตัดสินใจวิ่งขึ้นมาเพื่อลุ้นประตูในโอกาสบุกครั้งสุดท้าย และจากลูกเตะมุมนั้น ลูกโขกถูกปัดมาเข้าทางของ จิมมี่ กลาส และเขาก็ยิงสวนตูมเดียวเข้าประตูไปชนิดที่ช็อคทั้งนักเตะทั้งแฟนบอลในสนาม ช่วยให้ทีมของเขายังอยู่ในฟุตบอลลีคและส่งผลให้ สการ์โบโรห์ ตกชั้นแทน คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด ที่เกือบจะตกชั้นอยู่แล้วเชียวและนี่ถือว่าเป็นหนึ่งในประตูที่สำคัญที่สุดในวงการฟุตบอลราวกับเขียนขึ้นมาจากบทละครยังไงยังงั้น และชีวิตการค้าแข้ง 15 ปี ของ จิมมี่ กลาส นั้นเรียกได้ว่าเป็นจอมพเนจรจริงๆ เพราะเขาเริ่มค้าแข้งกับ คริสตัล พาเลส ในปี 1989 ก่อนที่จะย้ายทีมไปเรื่อยๆถึง 16 สโมสร และมาแขวนสตั๊ดในปี 2004 กับทีม เวย์เม้าท์ ทีมระดับล่างๆของลีก อังกฤษ

6. แอนเดรส ปาล็อป : ทีมชาติ สเปน

ค้าแข้งในปี 1997 – 2014 : ทำได้ 1 ประตู

ผู้รักษาประตูชาวสเปนรายนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการเซฟประตูที่เรียกได้ว่ามีลีลาการเซฟประตูที่กองหน้าฝ่ายตรงข้ามยิงผ่านเชายากมากๆ โดยวีรกรรมแจ้งเกิดในด้านการทำประตูของเขานั้นเกิดครั้งครั้งเดียวในชีวิตการค้าแข้งนั่นก็คือในศึกยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 2006/07 เมื่อทีม เซบีญ่า พบกับ ชัคตาร์ โดเนตส์ค ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เกมนั้น เซบีญ่า กำลังตกที่นั่งลำบาก เมื่อพวกเขาตามหลังทีมดังจาก ยูเครน แถมเวลาก็ใกล้จะหมดลงทุกที และสิ่งที่พวกเขาต้องการคือแน่นอนว่าต้องเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และทันใดนั้น ปาล็อป ก็ขึ้นมาจากกรอบเขตโทษของทีมตัวเองเพื่อมาลุ้นทำประตูช่วยทีมและเขาก็ทำได้สมใจหวัง โดยเขาทำประตูตีเสมอได้จากลูกเตะมุม ในนาทีที่ 94 ซึ่งตัวประกบได้แต่ยืนตกตะลึงเพราะลูกโหม่งของเขานั้นงามหยดย้อยไร้ที่ติ และบรรดาเพื่อนร่วมทีมต่างวิ่งด้วยความดีใจไปทั่วสนาม เมื่อเกมต้องเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ เซบีย่า ก็เอาชนะไปได้ 3 – 2 ซึ่งหลังจากนั้น ในนัดชิงชนะเลิศ ปาล็อปกลายเป็นฮีโร่ของทีมอีกครั้ง เมื่อเขาป้องกันลูกโทษของ เอสปันญ่อล ทีมจากลีกเดียวกันกับพวกเขาได้ถึงสามครั้ง ช่วยให้ทีม เซบีญ่า ของเขากลายเป้นทีมที่สองที่สามารถป้องกันแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จ แบบนี้เข้าคอนเซป เซฟก็ดียิงก็ได้ ของบทความนี้จริงๆ แถมประตูที่ ปาล็อป ทำได้นั่นเป็นประตูเดียวตลอดการค้าแข้งของเขา 17 ปี ที่เคยอยู่กับทั้งทีม บาเลนเซีย ในปี 1997–2005 เซบีญ่า ในปี 2005–2013 และ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2013–2014 ที่เป็นที่น่าแปลกใจที่นายทวารฝีมือดีแบบเขากลับไม่เคยติดทีมชาติ สเปน เลยแม้แต่ครั้งเดียว

5. พอล โรบินสัน : ทีมชาติ อังกฤษ

ค้าแข้งในปี 1988 – ปัจจุบัน : ทำได้ 2 ประตู

พอล โรบินสัน นายทวารชาว อังกฤษ รายนี้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพและแจ้งเกิดได้กับทีม ลีดส์ ยูไนเต็ด ยุคเฟื่องฟูที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งฝีเท้าดีล้นทีม โดยประตูแรกในการค้าแข้งของเขาเกิดขึ้นในเกม คาร์ลิง คัพ ที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด พบ กับ สวินดอน ทาวน์ ซึ่งเขาวิ่งจากปากประตูตัวเองขึ้นมาโหม่งทำประตูได้ในนาทีสุดท้าย ในศึกคาร์ลิง คัพ กับ สวินดอน ทาวน์ เป็นประตูเปิดซิงของเขา และเมื่อมีประตูแรกเกิดขึ้นแล้ว ประตูที่สองก็ย่อมตามมา แถมเป็นประตูที่ไม่ธรรมอีกต่างหาก โดยประตูที่สองของเขา เกิดขึ้นในสมัยที่เขาค้าแข้งกับ สเปอร์ และ พอล โรบินสัน แทบจะผูกขาดตำแหน่งมือ 1 ในทีม สิงโตคำราม มาตลอดในช่วงนั้น แต่ก็ต้องมาเจอผู้ท้าชิงตำแหน่งมือ 1 ในทีมชาติอย่าง เบน ฟอสเตอร์ นายทวารดาวรุ่งของ วัตฟอร์ด ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นขึ้นมาในช่วงหลัง และทำให้ทั้งคู่กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงไปโดยปริยาย แต่แล้วในเกมนั้น โรบินสัน ก็จัดการเปิดฟรีคิกระยะ 80 หลาจากแดนของตัวเองแล้วดันฟลุ๊คลอยโด่งกระดอนพื้นก่อนเด้งข้ามหัวของ เบน ฟอสเตอร์ เข้าประตูไปหน้าตาเฉย นอกจากจะทำประตูสุดสวยได้ในเกมนั้นแล้ว พอล โรบินสัน ยังได้ดิสเครดิตความเหวอของ ฟอสเตอร์ ให้แฟนบอลได้เห็นกันไปเลยว่าใครที่ควรจะเป็นมือ 1 ของทีม สิงโตคำราม ซึ่งเกมนั้นก็จบลงด้วยชัยชนะของ สเปอร์ ที่มีเหนือ วัตฟอร์ด 3-1 และนี่คือเรื่องราวของ 2 ประตูในชีวิตการค้าแข้ง อันยาวนานของนายทวารชาว อังกฤษ รายนี้

4. ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล : ทีมชาติ เดนมาร์ก

ค้าแข้งในปี 1981 – 2003 : ทำได้ 11 ประตู

ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เริ่มเตะบอลอาชีพกับสโมสร Gladsaxe-Hero ในปี 1981 – 1984 ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม Hvidovre ในช่วงปี 1984–1987 ซึ่งที่สโมสรแห่งนี้เขาได้เริ่มยิงประตุได้เป็นครั้งแรก ในปี 1985 โดยเขาจบฤดูกาลนั้นด้วยการทำประตุได้ถึงจำนวน 6 ประตูเลยทีเดียว ก่อนที่ฟอร์มการเล่นของเขาจะไปเข้าตา บอร์นบี้ ยอดทีมจาก เดนมาร์ก บ้านเกิดของเขา โดยเขาอยู่กับทีม บอร์นบี้ ในระหว่างปี 1985 – 1991 และแค่ในปีแรกที่เขามาร่วมทีม บอร์นบี้ ในปี 1985 เขาก็ทำประตูให้กับทีมได้เลยถึง 2 ประตูในปีนั้น ก่อนที่เขาจะถูก ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัวมาเป็นตำนานของสโมสรจนถึงทุกวันนี้ โดยเขาอยู่กับ ปีศาจแดง ในช่วง 1991 – 1999 และเขาก็สร้างชื่อได้จากลีลาการสั่งกองหลังและการเซฟประตูที่สุดแสนจะเหนียบหนึบ แถมในปี 1996 เขาสามารถพังประตูที่โด่งดังที่สุดในชีวิตค้าแข้งของเขานั่นคือประตูตีเสมอของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมที่พบกับ โรเตอร์ โวลโกกราด ในปี 1996ในศึกยูฟ่าคัพ ชไมเคิ่ล เขาวิ่งขึ้นมาและหาตำแหน่งในกรอบเขตโทษเมื่อทีมได้ลูกเตะมุม และเขากระโดดขึ้นโขกทำประตูให้กับทีมได้สำเร็จชนิดที่ว่ากองหน้าในทีมตอนนั้นถึงกับอายไปตามๆกัน หลังจากนั้นเขาก็ย้ายทีมไปอยู่กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในปี 1999–2001 ก่อนจะกลับมายังเกาะ อังกฤษ เพื่อค้าแข้งกับ แอสตัน วิลล่า ในปี 2001–2002 แถมเขายังทำประตูได้ 1 ประตูในการค้าแข้งที่นี่อีกด้วย และในปี 2002-2003 เขาก็ย้านไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแขวนสตั๊ดที่นั่น ส่วนในนามทีมชาติเดนมาร์กนั้นเขาก็ไม่น้อยหน้า จัดการซัดไป 1 ประตู จาก 129 นัดที่ลงเฝ้าเสาให้กับทีมชาติ เดนมาร์ก

3. ฮันส์ – ยอร์ก บุตต์ : ทีมชาติ เยอรมัน

ค้าแข้งในปี 1994 – 2009 : ทำได้ 32 ประตู

ผู้รักษาประตูชาวเยอรมันรายนี้เป็นจอมยิงลูกโทษที่มีความแม่นยำอบ่างมาก บรรดานักข่าวต่างตกตะลึงในฝีเท้าการส่องลูกจุดโทษของเขา แต่ลูกโทษที่เฉียบขาดของเขานั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับเขามากๆ บุตต์ มีสถิติการยิงลูกโทษที่ดีเยี่ยม และเขาทำได้ถึง 3 ประตูตลอดอาชีพการค้าแข้ง เขาเริ่มต้นค้าแข้งกับสโมสร วีเอฟบี โอลเดนเบอร์ก ในช่วงปี 1994–1997 และทำประตูได้ 5 ประตู จากการลงสนาม 85 นัด จากนั้นเขาก็ย้ายมาเล่นให้กับ สิงห์เหนือ ฮัมบูร์ก ในระหว่างปี 1997–2001 เป็นเวลาสี่ปี โดยทำประตูได้ถึง 19 ประตู จากการลงสนาม 133 นัด โดยใน 19 ประตูที่เขายิงได้กับ ฮัมบูร์ก นั้นรวมถึงการยิงได้ 9 ประตูในหนึ่งฤดูกาลอีกด้วย หลังจากนั้นเขาก็ได้ย้ายไปร่วมทีม ห้างขายยา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2001–2007 และทำได้ 7 ประตู จากการลงสนาม 191 นัด ก่อนที่เขาจะย้ายไปค้าแข้งในต่างแดนเป็นครั้งแรกในชีวิตกับทีม เบนฟิก้า ในปี 2007–2008 แต่ที่นั่นเขาได้ลงสนามแค่นัดเดียวเท่านั้น ก่อนที่ในปี 2008–2012 เขาจะเก็บกระเป๋าย้ายกลับมาหากินในบ้านเกิดกับทีม เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค และลั่นสกอร์ไปได้ 1 ประตู ในปี 2009 ระหว่างที่ลงไปเล่นให้ทีมสำรองของ บาเยิร์น มิวนิค ส่วนในทีมชาตินั้น เขาติดทีมชาติ เยอรมัน ในช่วงปี 2000 - 2010 มีโอกาสลงสนาม 4 นัด แต่ไม่สามารถทำประตูได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นยอดรวมการประตูตลอดการค้าแข้งของเขาก็ยังสูงถึง 32 ประตู ซึ่งสูงกว่ากองหน้าอาชีกบางรายซะด้วยซ้ำ

2. โฮเซ่ หลุยส์ ชิลาเวิร์ต : ทีมชาติ ปารากวัย

ค้าแข้งในปี 1982 – 2004 : ทำได้ 67 ประตู

ผู้รักษาประตูชาว ปารากวัย รายนี้เป็นผู้รักษาประตูที่มีลีลาการเซฟที่ยอดเยี่ยมและเป็นจอมยิงฟรีคิกของวงการลูกหนังอีกรายนึง เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาออกมาสังหารลูกฟรีคิก เจ้าหน้าที่สนามก็เตรียมเปลี่ยนสกอร์บอร์ดได้เลย เพราะความแม่นยำในการสังหารฟรีคิกของเขานั้นขึ้นชื่อลือชามากๆ เท้าซ้ายของเขายังกับมีเรดาห์ติดอยู่ยังไงยังงั้น ชิลาเวิร์ต เป็นผู้รักษาประตูที่แต่งตากจากผู้รักษาประตูจอมยิงรายอื่นเพราะว่าเขาสามารถทำประตูให้ทีมชาติ ปารากวัย ของเขาได้ด้วย โดยเขายิงได้ 8 ประตูในนามทีมชาติ พาทีมปารากวัยไปฟุตบอลโลก 2002มาแล้ นอกจากนี้เขายังเป็นผู้รักษาประตูคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังที่ทำ แฮททริกได้ เมื่อเขายิง 3 ประตู ให้ ทีมเบเลซ ซาร์สฟิลด์ เอาชนะ เฟอร์โร่ คาร์ริล โอเอสเต้ ไปได้ 6-1 ในปี 1999 เรียกได้ว่าเป็นผู้รักษาประตูที่มีครบทุกอย่างจริงๆ เพราะเขานั้นเป็นนาทวารที่มีฝีมือการเซฟประตูที่ได้มาก แถมยังสามารถลั่นสกอร์ได้ทั้งลูกจุดโทษและฟรีคิกอีกต่างหาก โยเขาเริ่มต้นค้าแข้งกับทีม สปอร์ตติโว่ ลูกาโน่ ในบ้านเกิดของตัวเองในปี 1982 ก่อนที่จะทำประตูแรกในอาชีพค้าแข้งได้ในปี 1983 กับสโมสรเดียวกันนี้ และจบฤดูกาลนั้นด้วยการยิงประตูไป 4 ประตูด้วยกัน ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม กัวรานี่ ในลีกเดียวกัน ในปี 1984 และยิงประตูได้ที่สโมสรนี้อีก 1 ประตู และในที่สุดเขาก็ได้ไปค้าแข้งในต่างแดนครั้งแรกกับทีม ซษน ลอเรนโซ่ ของ อาร์เจนติน่า เขาอยู่ที่นี้ในระหว่างปี 1985 – 1988 แต่ไม่สามารถทำประตูได้ และในปี 1998 – 1991 เขาก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาค้าแข้งในดินแดนยุโรปกับทีม เรอัล ซาราโกซ่า และทำได้ 1 ประตู ก่อนที่จะกลับมายัง อาร์เจนติน่าเพื่อค้าแข้งกับ เบเลซ ซาร์ฟิลด์ ในปี 1991 – 2001 และที่นี่เขาทำประตูได้ถึง 48 ประตูในช่วงที่ค้าแข้งอยู่ที่นี่ และทำประตูได้สูงที่สุดในหนึ่งฤดูกาลในปี 1997 โดยเขาทำได้ทั้งหมด 12 ประตูในปีนั้น และหลังจากนั้นเขาก็ไปอยู่กับ สตาร์บูร์ก ในฝรั่งเศส ทำไปได้ 1 ประตู ในช่วงปี 2000 – 2003 และย้ายไปเล่นกับสโมสร เพนาร่อล ในลีก อุรุกวัย ในปี 2003 ทำไปได้อีก 4 ประตู ส่วนในทีมชาตินั้น เขาลั่นสกอร์ให้กับ ปารากวัย ไปได้ถึง 8 ประตู

1. โรเจริโอ้ เซนี่ : ทีมชาติ บราซิล

ค้าแข้งในปี 1992 – 2015 : ทำได้ 131 ประตู

เขาคือราชาในการทำประตูในตำแหน่งผู้รักษาประตูอย่างแท้จริง โรเจริโอ้ เซนี่ ได้รับการบันทึกจากฟีฟ่าว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ทำประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกลูกหนังในเมืองมนุษย์ เซนี่ มีความสามารถที่พิเศษไม่เหมือนกับผู้รักษาประตูที่ยิงประตูในแบบทั่วไปซึ่งมักจะทำประตูได้จากลูกจุดโทษ เพราะเขาสามารถทำประตูจากลูกยิงฟรีคิกจากนอกกรอบเขตโทษได้อย่างแม่นยำราวจับวางอีกด้วย และเกือบ 50 ประตูจาก 131 ประตูที่เขาทำได้ในช่วงชีวิตการค้าแข้งของเขานั้นเกิดขึ้นจากการบรรจงวางเท้าซัดฟรีคิกทั้งนั้น เรียกได้ว่าประมาน 1 ใน 3 จากประตูที่เขาทำได้เลยทีเดียว และถ้าหากวัดกันที่ฝีเท้าการยิงฟรีคิกๆล้วนไม่รวมเรื่องหน้าตาและความดัง เซนี่ อาจจะมีฝีเท้าในการยิงฟรีคิกที่ดีกว่า เดวิด เบ็คแฮม ด้วยซ้ำไป แต่สาเหตุที่เขาไม่เป็นที่พูดถึงในวงกว้างของโลกลูกหนังมากเท่าไหร่นักเพราะว่าชีวิตการค้าแข้งของเขานั้นเขาไม่เคยย้ายไปเล่นให้กับทีมอื่นๆในลีกที่โด่งดังในยุโรปเลย โดยเขาค้าแข้งกับ เซา เปาโล มาอย่างยาวนานถึง 23 ปี ตั้งแต่ปี 1992 – 2015 และแขวนสตั๊ดที่สโมสรแห่งนี้เมื่อปี 2015 นี้เอง โดยประตูแรกที่เขาทำได้ในการค้าแข้งนั้นเกิดขึ้นในปี 1997 และฤดูกาลนั้นจบลงด้วยการที่เขาทำไปได้ 3 ประตู โดยฤดูกาลที่เขาทำประตูได้สูงที่สุดนั้นคือในปี 2005 ที่เขาจัดการซัลโวไปถึง 21 ประตูในฤดูกาลเดียว เรียกว่ายิงซะจนกองหน้าอายเลยทีเดียว และแม้แต่ในปี 2015 ที่เป็นปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะแขวนสตั๊ดลำลาสนามไป พี่แกยังอุส่าห์กดไปอีก 8 ประตู ต้องขอบอกเลยว่าฝีเท้าของ เซนี่ เขาขั้นระดับตำนานอย่างแท้จริง แต่ในนามทีมชาติ บราซิล เซนี่ ติดทีมชาติ ในช่วงปี 1997–2006 มีโอกาสลงสนาม 16 นัด แต่ก็ไม่สามารถทำประตูได้อย่างที่ทำกับสโมสร แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนายทวารจอมถล่มประตูอยู่ดี

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 776e3124 23ec 4736 ab0a cd44b141158a

CJ.6