ทองใบ อัพเดทเมื่อ 11:25 27/05/2559
Thumb lg page

10 เกม Open-World สุดเจ๋งที่จะพาคุณไปสัมผัสโลกใบใหม่

3241 Pepper

บอกลาโลกแห่งความจริงกันสักพัก แล้วมาผจญภัยในโลกแห่งเกมกันดีกว่า!

game openworld

เสน่ห์ของเกมแนว Open-World คือโลกที่เปิดกว้าง มีสิ่งต่างๆให้ผุ้เล่นเดินสำรวจได้อย่างเต็มที่ มอบประสบการณ์อิสระที่ผู้เล่นหาไม่ได้ในเกมแนวอื่น ในบทความนี้เราขอแนะนำ 10 เกมแนว Open-World ที่โลกของเกมนั้นยอดเยี่ยมสุดๆ ถ้าคุณได้สัมผัส คุณอาจจะไม่อยากกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง!

10. Middle-Earth: Shadow of Mordor

ถ้าคุณเป็นแฟนหนัง(หรือนิยาย) The Lord of The Ring รับรองว่าคุณต้องหลงรักเกมนี้ได้ไม่ยาก โลกของเกมเต็มไปด้วยความมืดมนแต่มีเสน่ห์ เราได้รับบทเป็นนายทหารคนหนึ่งที่ลูกเมียถูกเหล่าออร์ค ลูกสมุนของเซารอนฆ่าตาย หน้าที่ของเราคือกำจัดพวกออร์คให้สิ้นซาก แต่ระบบของเกมไม่ใช่ตามล่าสังหาร แต่ยังมีระบบยศของพวกออร์คที่จะได้ลำดับยศและเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณแพ้หรือวิ่งหนี ระบบการต่อสู้ก็เหมือนคุณกำลังเล่น Assassin’s Creed ผสม Batman Arkham ที่สนุกทั้งปีนป่ายและบู๊กับศัตรู ถึงคุณจะไม่ใช่แฟนๆของ The Lord of The Ring คุณก็สนุกกับเกมนี้ได้ไม่ยาก

9. Batman: Arkham Knight

ขึ้นแท่นเกมที่สร้างจากการ์ตูนหรือภาพยนตร์ที่ดีที่สุดไปแล้ว สำหรับเกมในซีรีย์ Batman Arkham ซึ่งในภาคสุดท้ายอย่าง Arkham Knight ก็เรียกได้ว่าเป็นเกม Open-World ที่น่าทึ่งสุดๆ เกมมีเควสมากมายหลากหลายให้เล่น ไม่ว่าจะเป็นทำภารกิจหลักอย่างการหยุดยั้ง Arkham Knight, ตามไขปริศนา และตามเก็บ Trophy ของ The Riddler, สืบสวนหาฆาตกรต่อเนื่อง, บู๊กับลูกน้องของ Two-Face ที่ปล้นธนาคาร และอื่นๆอีกมากมายที่คุณจะได้สัมผัส โลกของเกมยังมืดมนและสวยงามสุดๆ แถมในภาคนี้คุณยังจะได้ซิ่ง Batmobile สุดเท่ห์ไปทั่วเมือง Gotham อีกต่างหาก ถ้าคุณแสวงหาเกมที่มีภารกิจหลากหลายเล่นไม่รู้เบื่อ เกม Batman ภาคนี้คือคำตอบ

8. Assassin's Creed Black Flag

ถึงแม้โลกของมือสังหารในภาคนี้จะแตกต่างจากภาคอื่นๆ เพราะแผนที่กว่า 70% เป็นน้ำทะเล แต่นั่นก็ทำให้ความเป็น Open-World ของเกมซีรีย์นี้เฉิดฉายยิ่งขึ้น การสวมบทบาทเป็นโจรสลัดในเกมนั้นสนุกและมีอะไรให้สำรวจเยอะมาก คุณสามารถไล่ปล้นเรือคนอื่น, ตามหาสมบัติ, หาภารกิจลับ, ล่าปลาวาฬ และการลอบสังหารเป้าหมายบนบกที่เป็นสเน่ห์ของซีรีย์ก็ยังมีอยู่ แต่คุณจะได้ค้นหาเป้าหมายในเกาะที่ห่างไกล ถึงแม้จะปะหน้าชื่อว่าเป็นเกม Assassin’s Creed แต่คงไม่มีเกมไหนที่ทำให้คุณได้สัมผัสวิถีชีวิตโจรสลัดอย่างถึงลูกถึงคนเท่าเกมนี้อีกแล้ว

7. Fallout 4

โลกหลังหายนะนิวเคลียร์ไม่เคยสวยงามและน่าหลงใหลขนาดนี้มาก่อน นอกจากกราฟฟิคระดับเทพแล้ว ความเป็น Open-World ของ Fallout 4 ก็ลุ่มลึกไม่แพ้กัน สถานที่ในภาคนี้ได้ย้ายมาอยู่ในเมืองอย่าง Boston รัฐ Massachusetts รอบข้างของคุณจึงเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยซากศพเดินได้ ศาลประจำเมืองที่เต็มไปด้วย Super-Mutant มนุษย์กลายพันธุ์สีเขียวร่างใหญ่ ดันเจี้ยนในเกมยังกว้างใหญ่และมีสิ่งให้ค้นหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นภารกิจลับ ไอเทมลับ หรือเรื่องราวที่ซุกซ่อนอยู่ คุณจะได้เจอเควสและเหตุการณ์ต่างๆนับไม่ถ้วนในเกม ถ้าลุยเควสจนเหนื่อย คุณยังสามารถพักผ่อนชิวๆด้วยการสร้าง Settlement ของคุณเองอีกด้วย

6. Dragon Age: Inquisition

ไม่มีเกมไหนที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็น “Boss” ได้เท่าเกมนี้อีกแล้ว คุณสามารถสร้างกองทัพขนาดย่อมของคุณเอง รับภารกิจจากหลากหลายที่ แต่ละที่ก็จะให้ผลตอบแทนต่างกันไป ภารกิจแต่ละอย่างยังหลากหลายและการเมืองสุดๆ เช่น ถ้าคุณอยากจะสร้างสัมพันธ์กับทัพกบฏ คุณสามารถเลือกที่จะฆ่าหัวหน้าของทัพแล้วทำให้ทหารคนอื่นโอนอ่อน หรือใช้นโยบายการทูตไปกล่อมให้เขาเข้าร่วมดีๆก็ยังได้ การผจญภัยในโลกของเกมก็สนุกสุดๆ ระบบของเกมเป็นแบบ “การเดินเป็นเทิร์นผสมเรียลไทม์” ทำให้ประสบการณ์ในการสู้รบแปลกใหม่ ระบบปรับแต่งลูกทีมและคาแรคเตอร์ของคุณเองก็หลากหลายมากๆ ระบบที่กล่าวมาทำให้เกมภาคนี้เป็นภาคที่ดีที่สุดในซีรีย์ Dragon Age เลยทีเดียว

5. Grand Theft Auto 5

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมในตระกูล Grand Theft Auto คือต้นแบบของเกม Open-World หลายๆเกมในปัจจุบัน ถึงแม้จะเกมแบบ GTA ออกมามากมาย แต่เกมภาคล่าสุดของซีรีย์ก็ยังพัฒนาไม่ย่ำอยู่กับที่ และคอนเส็ปต์ของเกมภาคล่าสุดนี้ก็เรียกได้ว่า “อิสระ” สุดๆ คุณสามารถ “ทำอะไรก็ได้” จริงๆในเกมนี้ตั้งแต่ท้องฟ้าจรดมหาสมุทร คุณสามารถสร้างหายนะไปทั่วเมือง รับภารกิจ ขับรถถัง ขับเครื่องบินรบ ขับรถไฟ ดำน้ำ ล่าสัตว์ เล่นเทนนิส บอกลาสะพานที่จะปิดกั้นคุณไปเมืองอื่นแบบภาคก่อนๆ เพราะภาคนี้คุณสามารถไปได้ทั่วทั้งเกมตั้งแต่เริ่ม โลกของเกมก็สวยงามและเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าค้นหา คาแรคเตอร์ในเกมอย่างจอมบ้าดีเดือด Trevor ก็สร้างสีสันให้เกมอย่างมาก โหมดเล่นออนไลน์ของเกมก็สนุกและอิสระสุดๆ คุณจะได้ออกปล้นธนาคารกับเพื่อน หรือเอารถถังไล่ยิงคนอื่นก็ยังได้ ความอิสระอันไม่รู้จบเหล่านี้ ทำให้เกมภาคนี้ยังคงตอกย้ำว่า GTA หนึ่งในเกม Open-World ที่ดีที่สุด

4. Metal Gear Solid 5: The Phantom Pain

ถึงแม้แผนที่ในเกมจะไม่ได้เต็มไปด้วยภารกิจหลักภารกิจย่อยมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ความเป็น Open-World ของเกมสายลับสงครามเย็นภาคนี้โดดเด่น คือตัวเลือกการเล่นมากมายในการเข้าถึงเป้าหมาย การบุกค่ายทหารค่ายหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเกมอื่นๆ เพราะถ้าก่อนหน้านั้นคุณชอบส่องหัวข้าศึก ค่ายทหารนี้ก็อาจจะเตรียมมาตรการป้องกันด้วยการใส่หมวกเหล็ก หรือเพิ่มยามตอนกลางคืน พอคุณจะยิงทหารสักคน คุณต้องคิดแล้วว่าคุณจะใช้กระสุนแบบไหน แค่ทำให้หลับ? หรือเลือกที่จะส่งมันขึ้นฟ้าด้วยบอลลูน แต่ต้องระวังในการตัดสินใจดีๆ เพราะถ้าศัตรูรู้ถึงการมาเยือนของคุณ ภารกิจจะยากขึ้นอีกหลายเท่า และศัตรูในเกมนี้โหดหินสุดๆ และไม่เฉิ่มเหมือนเกมอื่นแน่ๆ มันจะตามล่า ค้นหาคุณจนกว่าจะเจอ และภารกิจของเกมยังหลากหลายไม่รู้เบื่อ แถมยังมีการอัพเกรด สร้างหน่วยทหารของคุณให้แข็งแกร่ง ส่งพวกเขาออกไปปฏิบัติภารกิจ ถ้าคุณอยากสัมผัสประสบการณ์สายลับสุดโหดที่ไม่มีเกมไหนมอบให้ได้ เกมนี้เหมาะกับคุณอย่างยิ่ง

3. Red Dead Redemption

หลังจากพัฒนาเกมในซีรีย์ GTA ให้เป็นต้นแบบของเกม Open-World แล้ว ทางผู้พัฒนาอย่าง Rockstar ก็ได้ทำการย้ายโลเคชั่นจากเมืองยุคปัจจุบันไปเป็นดินแดนคาวบอยสุดป่าเถื่อน เรารับบทเป็น John Marston ชายคนหนึ่งที่เคยอยู่ในกลุ่มนอกกฏหมายและต้องการออกมาใช้ชีวิตสงบสุข แต่เขายังคงถูกหมายหัวจากพวกแก๊งค์อยู่เรื่อยๆ จุดเด่นของเควสคือความสดใหม่ที่คุณไม่เคยสัมผัสในเกมไหนๆ การออกสำรวจดินแดนตะวันตกอันเปลี่ยวร้างก็กว้างใหญ่ เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ถ้าคุณหลงรักความเป็น GTA และเสน่ห์แบบหนังคาวบอยตะวันตก เกมนี้จะยิ่งทำให้คุณหลงรักสิ่งเหล่านั้นมากขึ้นไปอีก

2. Skyrim

ถ้าคุณได้ย่างกรายเข้าไปในโลกของเกมนี้เมื่อไหร่ คุณจะไม่มีวันอยากออกมาแน่ๆ คุณรับบทเป็นนักโทษคนหนึ่งที่เพิ่งรู้ว่าตัวคุณคือ “Dragonborn” สายเลือดเดียวที่สามารถหยุดยั้งการกลับมาของมังกรได้ หน้าที่ของคุณคือหยุดพวกมันก่อนที่โลกจะจมอยู่ในกองเพลิง สิ่งแรกที่ทำให้เกมน่าหลงใหลคือโลกที่สวยงามสุดๆ มีสภาพภูมิประเทศน่าหลงใหล เหล่า NPC ต่างมีกิจวัตรประจำวันของตัวเอง เกมเต็มไปด้วยเควสมหาศาลที่คุณต้องใช้เวลาเล่นเกิน 100 ชั่วโมงถึงจะเล่นครบ แถมยังมีสถานที่ลับและดันเจี้ยนอีกนับร้อยให้ออกสำรวจ เนื้อเรื่องในแต่ละภารกิจก็ลุ่มลึกและน่าติดตามอย่างมาก และไฮไลท์ของเกมอย่างการปะทะกับมังกร ก็ยิ่งใหญ่และได้อารมณ์วีรบุรุษมากๆ นับเป็นเกมที่อลังการสุดๆ ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์แล้วยังไม่เคยเล่นเกมนี้ คุณไม่อาจเรียกตัวเองว่าเกมเมอร์ได้

1. The Witcher 3: Wild Hunt

“โลกของเกม” ไม่เคยสวยงามและเต็มไปด้วยรายละเอียดเท่าเกมนี้ โลกใน The Witcher 3 นั้นเรียกได้ว่า “มโหฬาร” มากๆ และเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจ ขณะที่คุณกำลังเดินอยู่ในเมือง คุณอาจจะได้เห็นกลุ่มชาวเมืองกำลังขว้างปาสิ่งของใส่เอลฟ์เพราะเหยียดชาติกำเนิด คุณจะไม่เคยรู้สึกมีส่วนร่วมในโลกของเกมมากเท่านี้มาก่อน เพราะมี NPC มากมายที่คุณจะได้รู้จักพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าหาบเร่หรือจอมเวทย์สาวสุดฮ็อต เนื้อเรื่องของแต่ละภารกิจก็เหนือจินตนาการและลุ่มลึกมากๆ การตัดสินใจของคุณในภารกิจหนึ่ง อาจส่งผลถึงภารกิจอื่นๆ แผนที่อันมโหฬารก็เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดและสถานที่ลับที่ค้นหาแทบไม่ไหว สิ่งเหล่านี้ทำให้ The Witcher 3: Wild Hunt เป็นอันดับหนึ่งในเกมแนว Open-World เพราะคงไม่มีเกมไหนที่ทำให้คุณได้สัมผัส “ชีวิต” ในโลกของเกมได้มากเท่าเกมนี้อีกแล้ว

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg dad8e8af cf7f 467b ba20 98ad1ed61445

ทองใบ