Anonymous 2560/01/18 09:24
Thumb lg thai best 11

ยอดขุนพลช้างศึก! 11 ตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมตลอดกาลของทีมชาติไทย!

1578 Pepper

ความฝันสูงสุดของนักฟุตบอลไทยคือการลงสนามรับใช้ชาติ และวันนี้ไม่ได้มาดูว่านักเตะคนไหนเลยเล่นให้ทีมชาติบ้าง แต่จะมาดู 11 ตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมตลอดกาลทีมชาติไทย

football thailand National Team Legends

กีฬาฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬายอดนิยมของคนไทย แม้ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยยังไม่สามารถเทียบชั้นกับทีมระดับแนวหน้าของเอเชียได้ แต่เราสามารถพัฒนาทีมขึ้นมาจนกลายเป็นทีมอันดับหนึ่งของอาเซียนมาอย่างยาวนาน แม้บางช่วงจะเสียตำแหน่งไปบ้างแต่ก็เป็นช่วงเวลาไม่ยาวนานนัก ทุกทีมในภูมิภาคนี้เมื่อมาเจอทีมชาติไทยไมว่าจะเล่นที่ไหนก็ตามเป็นอันต้องเน้นเกมรับเป็นหลัก จนแฟนบอลหลายคนมองว่าเราได้ก้าวข้ามระดับอาเซียนมาแล้ว เพราะปัจจุบันเราเป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ได้ไปเล่นรอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกพ.ศ. 2561 รอบคัดเลือก และยังเป็นแชมป์อาเซียนคัพปีล่าสุด ซึ่งวันนี้เราจะมาติดตามกันว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันใครคือ 11 ตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมตลอดกาลของทีมชาติไทยกันบ้าง เชิญติดตาม

11. กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ : ผู้รักษาประตู

เจ้าตอง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติไทยคนปัจจุบัน เริ่มเฝ้าเสาให้กับทีมเมืองทอง ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีกปีล่าสุด เมื่อปีพ.ศ. 2551 ในขณะที่เมืองทองเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกดิวิชั่น 1 โดยกวินทร์มีส่วนสำคัญในการเซฟประตูจนเมืองทองเลื่อนขึ้นมาเล่นในไทยลีกได้ในฤดูกาลถัดมา และหลังจากนั้นก็เป็นผู้รักษาประตูมือ 1 ของเมืองทองเรื่อยมา ช่วยพาเมืองทองคว้าแชมป์ไทยลีกในถึง 4 สมัย หลังจากโชว์ผลงานได้ดีกับเมืองทอง กวินก็สามารถก้าวขึ้นไปเล่นให้กับทีมชาติไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2553 และก็กลายมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติไทย ด้วยปฏิกิริยาการเซฟที่สุดยอด โดยเฉพาะจังหวะพุ่งปัดบอลแบบสวยๆ ที่มักจะโชว์ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จึงได้รับฉายาว่า เทพกวินบินได้ และปัจจุบันกวินยังคงยึดมือหนึ่ง 1 ทีมชาติไทยได้อย่างเหนี่ยวแน่น โดยสามารถพาทีมคว้าแชมป์อาเซียนคัพ 2 สมัย และซีเกมส์ 1 สมัย นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติไทยเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกพ.ศ. 2561 รอบคัดเลือก ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และฝีมืออันเหนียวหนึบกวินถือเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูทีมชาติไทยที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าต้องรออีกกี่ปีทีมชาติไทยถึงจะหาผู้รักษาประตูแบบนี้ได้อีก

10. สุทิน ไชยกิตติ : แบ็คขวา

เจ้าของฉายาแบ็คหนวดหิน อดีตตำนานแบ็คขวาทีมชาติไทยและสโมสรตราชฎา ราชประชา อดีตมหาอำนาจลูกหนังไทย เล่นในยุคเดียวกับนักเตะดังอย่างวรวรรณ ชิตะวณิช และวิทยา เลาหกุล ช่วยพาราชประชาคว้ามาแล้วทุกแชมป์ในเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นถ้วยพระราชทานประเภท ก ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ เอฟเอคัพ สุทินได้มีโอกาสติดทีมชาติไทยไปเล่นรายการเพรสซิเดนท์ คัพที่ประเทศเกาหลีใต้ และหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชาติไทยเรื่อยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี (พ.ศ. 2520-2540) ผ่านการรับใช้ทีมชาติมากว่า 100 นัด และยังได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมชาติไทย โดยสามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 13 และอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ปี พ.ศ. 2533 สุทินถือเป็นแบ็คขวาสไตล์ยุโรปสามารถเล่นได้ทั้งเกมรุกและรับ จนได้รับการยอมรับให้เป็นแบ็คขวาที่ดีที่สุดตลอดกาล ของทีมชาติไทย

9. ชัชชัย พหลแพทย์ : เซ็นเตอร์แบ็ค

อดีตกองหลังทีมชาติไทย เริ่มเล่นให้ทีมชาติไทยตั้งแต่ชุดเยาวชน อายุ 16 ปี และเยาวชน อายุ 18 ปี และเป็นกำลังสำคัญช่วยให้สโมสรธนาคารกรุงเทพคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก. และแชมป์ควีนส์คัพ ในปีดังกล่าว จึงถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2510 ในศึกฟุตบอลเมอเดก้า คัพ ครั้งที่ 11 ที่ประเทศมาเลเซีย และในปีต่อมาก็ได้เป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติไทยลงเล่นในกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายที่ประเทศเม็กซิโก โดยในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ชัชชัยได้รับใบแดงและถูกไล่ออกจากสนาม ในเกมส์ที่ไทยแพ้กัวเตมาลา 1-4 หลังจากเสร็จศึกโอลิมปิกชัชชัย ยังคงเล่นให้กับทีมชาติหลายรายการไม่ว่าจะเป็น คิงส์คัพ, กีฬาแหลมทอง, เอเชียนเกมส์, ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก, เอเชียนคัพ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 จึงเลิกเล่นทีมชาติ โดยลงสนามให้ทีมชาติไทยตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2509-2517 ลงสนามไปมากกว่า 100 นัด ยิงไป 8 ประตู

8. อำนาจ เฉลิมเชาวลิต : เซ็นเตอร์แบ็ค

อดีตตำนานกองหลังทีมชาติไทย เป็นกัปตันทีมชาติที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุดในวงการลูกหนังไทย เป็นนักเตะที่มีความทุ่มเทสูง จนได้รับฉายาว่านายพันกระดูกเหล็ก เริ่มเล่นฟุตบอลให้กับสถาบันพลศึกษาในถ้วยพระราชทานถ้วย ง. จนสามารถก้าวขึ้นไปเล่นให้กับทีมชาติไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 นอกจากอำนาจจะเป็นกองหลังจอมแกร่งแล้วสมัยเป็นนักเตะถือเป็นนักเตะที่มีระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบสูงจึงไม่แปลกใจที่อำนาจจะได้รับมอบหมายให้เป็นกับตันทีมชาติ โดยลงเล่นให้ทีมชาติไทยมากกว่า 150 เกม (พ.ศ. 2514-2528) เคยผ่านการเล่นรายการสำคัญมาแล้วหลายรายการไม่ว่าจะเป็นเอเชี่ยนเกมส์ เอเชี่ยนคัพ ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ปรีโอลิมปิก ซีเกมส์ และ คิงส์คัพ โดยสามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย และแชมป์คิงส์คัพ 5 สมัย

7. ธีราทร บุญมาทัน : แบ็คซ้าย

เจ้าอุ้ม ธีราทร บุญมาทัน นักเตะทีมเมืองทอง ยูไนเต็ด และกัปตันทีมชาติไทยคนปัจจุบัน ธีราทรเริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรราชประชา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2552 ย้ายมาร่วมทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจ้าอุ้มจัดเป็นแบ็คซ้ายเบสิคดี เล่นเกมรับได้เหนี่ยวแน่น เติมเกมรุกได้เก่ง และยังเปิดบอลได้อย่างแม่นยำโดยเฉพาะลูกเปิดจากริมเส้น สามารถพาบุรีรัมย์คว้าแชมป์ไทยลีก ไทยเอฟเอคัพ และไทยลีกคัพ ได้อย่างละ 4 สมัย แต่หลังจากที่บุรีรัมย์ทำผลงานในฟุตบอลเอเอฟซี แชมป์เปี้ยนส์ลีก พ.ศ. 2559 ได้อย่างน่าผิดหวังต้องตกรอบแรกด้วยอันดับสุดท้ายของกลุ่ม ทำให้เกิดข่าวลือว่าธีราธรมีปัญหาความขัดแย้งกับเจ้าของทีม จนสุดท้ายต้องย้ายออกจากทีม ไปเล่นกับทีมคู่ปรับร่วมลีกอย่างเมืองทอง ยูไนเต็ด ในปีพ.ศ. 2559 ด้วยค่าตัวถึง 30 ล้านบาท ถือเป็นนักเตะไทยที่มีค่าตัวสูงที่สุดในขณะนั้น และเขาก็เป็นกำลังสำคัญในการพาเมืองทองคว้าแชมป์ไทยลีก และแชมป์ลีกคัพปีล่าสุด

สำหรับเกมระดับทีมชาติเจ้าอุ้มถูกเรียกไปเล่นให้ทีมชาติไทยในปี พ.ศ. 2553 และเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยเรื่อยมาจนได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีม โดยลงสนามไปแล้ว 43 เกม ยิงไป 5 ประตู สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ และแชมป์อาเซียนคัพได้อย่างละ 1 สมัย นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติไทยเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกพ.ศ. 2561 รอบคัดเลือก

6. ดุสิต เฉลิมแสน : ปีกซ้าย

อดีตปีกซ้ายทีมชาติไทย เจ้าของฉายาซ้ายรีโมท เริ่มเล่นฟุตบอลชุดใหญ่กับสโมสรตำรวจในปี พ.ศ. 2532 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมบีอีซี เทโรศาสนในปี พ.ศ. 2537 ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกในปี 2544 และยังพาทีมได้รองแชมป์เอเอฟซี แชมป์เปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 2545-46 และในปี พ.ศ. 2546 ได้มีโอกาสย้ายไปเล่นกับทีมสโมสรฮองอันห์ยาลาย สามารถพาทีมคว้าแชมป์วีลีก ได้ 2 สมัย และเวียดนามซูเปอร์คัพ 2 สมัย ในเกมระดับทีมชาติลงสนามให้ทีมชาติไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539 – 2547 อยู่ในชุดอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และ 14 และยังช่วยพาทีมชาติไทยเข้าไปเล่นในรอบ 10 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย โดยลงสนามให้ทีมชาติไปทั้งสิ้น 96 เกมยิงไป 14 ประตู สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย ไทเกอร์คัพ 3 สมัย คิงส์คัพ 3 สมัย และได้รับการคัดเลือกจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) เป็น "ดาราเอเชีย"ในปี พ.ศ. 2537

5. นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ : ปีกขวา

อดีตนักเตะสโมสรราชวิถี และสโมสรการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นนักเตะที่เล่นได้ทั้งตำแหน่งศูนย์หน้าและปีกขวา นิวัฒน์ถือเป็นนักเตะที่มีความผูกพันกับสนามศุภชลาศัยมาก เพราะตั้งแต่เล่นทีมชาติในระดับเยาวชนจะมาเก็บตัว และใช้ชีวิตกินนอนที่ห้องใต้ถุนอัฒจันทร์ฝั่งคบเพลิงสนามศุภฯ อีกทั้งในสมัยลงเล่นให้ทีมชาติไทยชุดใหญ่เมื่อเล่นที่สนามศุภฯก็มักจะโชว์ฟอร์มได้ดีจนได้รับฉายาจากผู้สื่อข่าวว่า สิงห์สนามศุภฯ นิวัฒน์เล่นให้ทีมชาติไทยตั้งแต่ปี 2510-2522 เคยได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมชาติ และยิงประตูให้ทีมชาติไทยรวมกว่า 70ประตู สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่โดยการพาทีมชาติไทยผ่านด่านอิรัก และอินโดนีเซีย (ในสมัยนั้นทั้ง 2 ทีมแกร่งกว่าไทยมาก) ในรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นโอลิมปิกรอบสุดท้ายที่เม็กซิโกปี 1968 จนเขาได้รับคัดเลือกให้เป็นดาราเอเชีย นอกจากนี้ยังเคยพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์คิงส์คัพ 1 สมัย

4. ชนาธิป สรงกระสินธ์ : กองกลางตัวรุก

เจ้าเจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ มิดฟิลด์ตัวรุกจอมเทคนิคทีมชาติไทย เป็นนักเตะที่มีเบสิคฟุตบอลอันยอดเยี่ยม มีความเร็วสูง เลี้ยงบอลเก่ง มีจินตนาการในการเล่น และจ่ายบอลทะลุช่องได้ดี ด้วยลีลาการลากเลื้อยทำให้ตัวเขาได้รับฉายาจากแฟนบอลชาวไทยว่า เมสซี่เจ โดยชนาธิปเริ่มเล่นฟุตบอลให้ทีมชาติไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ถือเป็นนักเตะที่สร้างสีสันในเกมรุกอย่างมาก เป็นกำลังสำคัญในการพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์อาเซี่ยนคัพ 2 สมัย คิงส์คัพ 1 สมัย ซีเกมส์อีก 2 สมัย และยังได้รับรางวัลนักเตะทรงคุณค่าอาเซี่ยนคัพถึง 2 สมัย นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติไทยเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกพ.ศ. 2561 รอบคัดเลือก

ในระดับสโมสรเริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรบีอีซี เทโรศาสน โดยสามารถพาทีมคว้าแชมป์ไทยลีกคัพมาได้ 1 สมัย และในปี พ.ศ. 2559 ย้ายมาร่วมทีมเมืองทอง ยูไนเต็ด และก็เป็นกำลังสำคัญในการพาเมืองทองคว้าแชมป์ไทยลีก และแชมป์ไทยลีกคัพปีล่าสุด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจนกระทั่งสโมสรคอลซาโดเล่ ซัปโปโรจากเจลีก ยืมตัวเขามาร่วมทีมในฤดูกาลล่าสุด

3. เฉลิมวุฒิ สง่าพล : กองกลาง

เฉลิมวุฒิ สง่าพล อดีตกองกลางทีมชาติไทยและทีมธนาคารกรุงเทพ เป็นนักเตะที่เล่นบอลได้อย่างรวดเร็ว มีสไตล์การเล่นแบบใช้สมองและการเปิดลูกที่แม่นยำ จนได้ฉายาว่า มิดฟิลด์เท้าชั่งทอง และเขายังยึดตำแหน่งกองกลางที่ดีที่สุดของฟุตบอลทีมชาติไทยในช่วงปี 2529 จนได้รับการคัดเลือกจาก AFC เป็น "ดาราเอเชีย" เฉลิมวุฒิเริ่มเล่นให้กับทีมชาติไทยในปี พ.ศ. 2522 เพื่อเดินทางไปแข่งขันฟุตบอล ปัค จุง ฮี คัพ (เพรสซิเด้นท์คัพ) และหลังจากนั้นก็เป็นกำลังหลักของทีมชาติไทย โดยตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2522 -2533 ลงเล่นให้กับทีมชาติไทยทั้งสิ้น 176 นัด ยิงไป 18 ประตู สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ 3 สมัย โดยในเกมส์นัดชิงซีเกมส์ครั้งที่ 13 ยิงคนเดียวทั้ง 2 ประตูช่วยให้ทีมชาติไทยเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ 2-0 นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์คิงส์คัพอีก 4 สมัย ในระดับสโมสรเริ่มเล่นกับสโมสรธนาคารกรุงเทพในปี พ.ศ. 2519 สามารถพาทีมคว้าแชมป์ถ้วย ก รวม 4 สมัย ควีนส์คัพ 1 สมัย ไทยเอฟเอคัพ 1 สมัย และโตโยต้า คัพ 1 สมัย

2. วิทยา เลาหกุล : กองกลาง

เริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรฮากกา ตามด้วยสโมสรฟุตบอลราชประชา ในสมัยที่เล่นให้ทีมราชประชาได้รับโอกาสลงแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ซึ่งในครั้งนั้นสโมสรฟุตบอลยันมาร์ดีเซลจากประเทศญี่ปุ่นได้มาแข่งขันและคว้าชัยชนะไป แม้ทีมราชประชาจะไม่ได้แชมป์ แต่วิทยากลับโชว์ฟอร์มได้ดีจนทีมยันมาร์ฯ ติดต่อซื้อตัวไปร่วมทีม และวิทยาก็สร้างความสำเร็จอย่างมากที่ญี่ปุ่น เคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลและเคยเป็นผู้ที่ทำประตูสูงสุดในถ้วย F.A.Cup ของญี่ปุ่นที่จำนวน 6 ประตู ในปี 2522 ชื่อวิทยา เลาหกุล ก็กลายเป็นชื่อประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทย เพราะได้เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ไปค้าแข้งในลีกอาชีพในยุโรป โดยย้ายไปเล่นให้กับสโมสรแฮร์ธาเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ลงเล่นให้แฮร์ธาเบอร์ลิน 2 ปี และหลังจากนั้นย้ายไปสโมสรซาร์บรุคเคน อีก 2 ปี สามารถพาซาร์บรุคเคน คว้าแชมป์ลีก Oberliga Südwest เยอรมัน ในปี 2526 โดยตลอดเวลารวมหกปีในการเล่นได้รับคำยกย่องจากสื่อในเยอรมันว่า "ไทย บูม" (THAI BOOM) และหลังจากนั้นย้ายกลับมาเมืองไทยเล่นให้กับสโมสรราชประชาอีกครั้ง และต่อมาในปี 2529 ก็ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรมัตสึชิตะ หรือกัมบะ โอซะกะ และก็เลิกเล่นฟุตบอล

ในเกมระดับทีมชาติวิทยาสร้างผลงานจนติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกไปแข่งในรายการเอเชี่ยนคัพ พ.ศ. 2518 และก็เป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยเรื่อยมา โดยลงสนามให้ทีมชาติไทยไปทั้งสิ้น 61 เกม ยิงไป 18 ประตู สามารถพาทีมคว้าแชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย

1. “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน : ศูนย์หน้า

ศูนย์หน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลทีมชาติไทย เริ่มต้นฟุตบอลให้กับสโมสรทหารอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นดาวซัลโวสูงสุดในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานถ้วย ก จนถูกขนานนามว่า “เจ้าหนูแข้งทอง” ในปีต่อมาก้าวขึ้นไปเล่นให้กับทีมชาติไทย ในรายการเพสซิเด้นท์ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากนั้น “เดอะ ตุ๊ก” ก็สามารถแจ้งเกิดสมบูรณ์แบบต่อหน้าแฟนบอลชาวไทย ด้วยการเหมายิง 2 ประตูให้ทีมชาติไทย ชนะเกาหลีเหนือ 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 14 จนเป็นที่มาของฉายา “เพชฌฆาตหน้าหยก” เดอะ ตุ๊ก รับใช้ทีมชาติยาวนาน 16 ปี ทำสถิติลงเล่นรวม 129 นัด ทำได้ถึง 103 ประตู โดยสามารถทำแฮททริกได้ถึง 6 ครั้ง เป็นสถิติสูงที่สุดของทีมชาติไทย และยากจะมีใครทำลายได้ แต่น่าเสียดายในนามทีมชาติชุดใหญ่ที่ฟีฟ่ารับรองทั้งหมดเพียง 15 ประตู สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ 5 สมัย และซีเกมส์ 6 สมัย และได้รับการคัดเลือกจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) เป็น "ดาราเอเชีย"ในปี พ.ศ. 2525

ในระดับสโมสรเริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรทหารอากาศ ในปี 2527 ได้ร่วมงานกับสโมสรลักกีโกลด์สตาร์ (ปัจจุบันคือ สโมสรฟุตบอลโซล) ของ เค-ลีกเกาหลีใต้ เป็นเวลา 2 ปี เคยได้รับตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดเค-ลีกปี 2528 และปีดังกล่าวสามารถพาทีมคว้าแชมป์เค-ลีกมาครองได้ ก่อนจะลาแดนโสมขาวด้วยสถิติ ลงเล่น 34 นัด ยิงได้ 23 ประตู หลังจากนั้นย้ายไปเล่นให้สโมสรปาหัง ของมาเลย์เซีย ลงเล่นให้ปาหังเป็นเวลากว่า 3 ปี พาทีมคว้าแชมป์ลีกมาเลย์เซีย 1 ครั้ง และก็กลับมาเล่นให้สโมสรทหารอากาศอีกครั้งจนเลิกเล่นฟุตบอลไป โดยในสมัยที่เล่นให้ทหารอากาศพาทีมคว้าแชมป์ในประเทศไทยมาแล้วทุกรายการไม่ว่าจะเป็นไทยลีก ถ้วยพระราชทานถ้วย ก,ข,ค,ง ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ ไทยเอฟเอ คัพ และไทยลีกคัพ

Author

Thumb lg 6a337113 1584 4f41 a8dd c05f36f90cd6

Anonymous

โพสคอมเม้นต์

Bt delete image

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!