CJ.6 2560/01/20 10:07
Thumb lg buy back

ขาดทุนย่อยยับ! 10 การซื้อตัวกลับรังเก่าแบบสุดแพง

1151 Pepper

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับการขายนักเตะออกไปในราคาถูก หรือปล่อยตัวไปแบบฟรีๆ แต่ดันซื้อตัวนักเตะคนเดิมกลับมาในราคาที่แพงกว่าตอนปล่อยออกไปซะอย่างนั้น

football Buy back transfer

ในโลกลูกหนังนั้นการซื้อ ขาย นักเตะเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมนั้นจำเป็นอย่างมากถ้าหากอยากประสบความสำเร็จตามที่แต่ละสโมสรวางเป้าหมายไว้ ซึ่งการซื้อ ขาย ในโลกลูกหนังนั้น มีตั้งแต่การย้ายทีมแบบฟรีๆ การย้ายทีมด้วยราคาถูก ไปจนถึงการย้ายทีมด้วยราคาแพงแสนแพง แต่ในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับการขายนักเตะออกไปในราคาถูก หรืออาจจะปล่อยตัวไปแบบฟรีๆ แต่ดันซื้อตัวนักเตะคนเดิมกลับมาในราคาที่แพงกว่าตอนปล่อยออกไปหรือเรียกง่ายๆว่าขาดทุนนั้นแหละครับท่านผู้อ่าน

10. Don Hutchison : ดอน ฮัทชินสัน : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

ขายออก ปี 1996 ราคา 1.53 ล้านยูโร : ซื้อกลับ ปี 2001 ราคา 6.38 ล้านยูโร

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คว้าตัว “ ดอน ฮัทชินสัน ” มิดฟิลด์ชาวอังกฤษรายนี้ มาร่วมทีมในปี 1994 จากทีม ลิเวอร์พูล ด้วยราคา 1.91 ล้านยูโร เพราะหวังว่าเขาจะเข้ามาเติมเต็มตรงแดนกลางของทีม ขุนค้อน เวสต์แฮม ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ความเป็นเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่ เวสต์แฮม หวังไว้เลย เมื่อ ดอน ฮัทชินสัน ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งในสีเสื้อ ขุนค้อน ได้เลย โดยได้ลงสนามให้กับ เวสต์แฮม เพียง 35 นัด ตลอด 2 ปีที่อยู่กับทีม เวสต์แฮม เมื่อเป็นเช่นนี้ เวสต์แฮม จึงไม่ลังเลที่จะขายทิ้งในราคาที่ขาดทุน โดยพวกเขาขาย ดอน ฮัทชินสัน ให้กับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ด้วยราคา 1.53 ล้านยูโร ในปี 1996 ซึ่งการที่ เวสต์แฮม ขายนักเตะรายนี้ออกไปแบบขาดทุนก็น่าเจ็บใจอยู่แล้ว แต่ ดอน ฮัทชินสัน ดันไปโชว์ฟอร์มเก่งให้กับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ซะอย่างนั้น ยิ่งทำให้ เวสต์แฮม เจ็บใจเข้าไปยิ่งกว่าเดิมอีก หลังจากนั้น ดอน ฮัทชินสัน ก็ได้ย้ายไปอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 1998 และตามด้วย ซันเดอร์แลนด์ ในปี 2000 ซึ่ง ดอน ฮัทชินสัน ก็ฟอร์มมาได้ดีตลอดตั้งแต่ย้ายออกจาก เวสต์แฮม มา เมื่อเป็นเช่นนี้ เวสต์แฮม จึงยอมทำการซื้อ ขาย ที่เรียกว่ามีแต่เสียกับเสียเพราะ พวกเขาไปซื้อตัว ดอน ฮัทชินสัน กลับมาอยู่กับทีมในปี 2001 ด้วยราคาที่เป็นสถิติสโมสรในเวลานั้นคือ 6.38 ล้านยูโร ซึ่งขาดทุนไปเนาะๆ 4.85 ล้านยูโรเลยทีเดียว แถมนอกจากจะขาดทุนเรื่องเงินแล้วยังต้องมาขาดทุนในเรื่องความคุ้มค่าในเรื่องค่าตัวของ ดอน ฮัทชินสัน อีกทอดหนึ่ง เพราะว่าเขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาช่วยทีมได้ซักเท่าไหร่นัก

9. Jermain Defoe : เจอร์แมน เดโฟ : ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

ขายออก ปี 2008 ราคา 7.91 ล้านยูโร : ซื้อกลับ ปี 2009 ราคา 13.94 ล้านยูโร

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เป็นหนึ่งในทีมที่ชอบซื้อนักเตะที่ตัวเองขายออกไปถูกๆกลับมาในราคาแพงซะอย่างนั้น ในเคสของ เจอร์แมน เดโฟ นั้นเหตุมันเกิดมาจากหลังจากที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ไปคว้าตัว เดโฟ มาจาก เวสต์แฮม ในปี 2004 ด้วยค่าตัว 8.93 ล้านยูโร เดโฟ ก็โชว์ฟอร์มให้กับ ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ได้เป็นอย่างดี ยิงประตูได้เรื่อยๆ เป็นกองหน้าตัวความหวังของทีมตลอดในช่วงที่อยู่กับทีมในระยะเวลา 4 ปี จน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คิดว่าใช้งานเขาคุ้มค่าแล้ว และช่วงนั้น ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็ได้กองหน้าตัวอื่นมาแทนแล้วด้วย พวกเขาจึงขาย เดโฟ ให้กับ พอร์ทสมัธ ในราคา 7.91 ล้านยูโร ซึ่งหากมองจากผลงานที่ เดโฟ ทำให้กับทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็ถือว่าไม่ขาดทุนเท่าไหร่นัก แต่มันดันมาขาดทุนก็ไอ้ตอนที่หลังจากผ่านไปปีเดียว ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ดันไปซื้อ เดโฟ กลับมาจาก พอร์ทสมัธ ในราคา 13.94 ล้านยูโร ซึ่งแพงกว่าเดิมเกือบเท่าตัว ซึ่งไม่รู้ว่าทาง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้ขายเขาออกไปแค่เพียงปีเดียวและไปซื้อกลับมาด้วยราคาที่แพงกว่าเดิม นับว่าเป็นการทำธุรกิจที่บ้าบอมากๆ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ไปซื้อตัว เดโฟ กลับมาร่วมทีมอีกครั้งก็เพราะ กองหน้าของพวกเขานั้นพึ่งพาไม่ค่อยได้ แถม เดโฟ ดันโชว์ฟอร์มได้ดีกับ พอร์ทสมัธ อีกต่างหาก ทำให้พวกเขาหวังที่จะดึง เดโฟ กลับมาช่วงผลิตสกอร์ให้กับทีม และ เดโฟ ก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังเพราะกลับมาคราวนี้เขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างดีเช่นเดิมเหมือนก่อนที่จะย้ายออกไป

8. Younes Kaboul : โยเนส กาบูล : ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

ขายออก ปี 2007 ราคา 8 ล้านยูโร : ซื้อกลับ ปี 2010 ราคา 9.5 ล้านยูโร

สำหรับดีลนี้ของ โยเนส กาบูล ก็เป็นอีกดีลของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ทำธุรกิจแบบขาดทุนเหมือนกับไม่ได้วางแผนการซื้อ ขาย นักเตะยังไงยังงั้น เพราะว่า ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นั้นไปคว้าตัว โยเนส กาบูล มาจาก โอแซร์ ด้วยค่าตัวที่แพงถึง 12 ล้านยูโร ในปี 2007 เพราะในช่วงนั้น กาบูล เป็นกองหลังที่มีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเป็นอย่างมากจนหลายต่อหลายทีมยักษใหญ่จ้องตากันเป็นมัน แต่กลายเป็นว่า ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ได้ตัวนักเตะรายนี้มาร่วมทีม แต่เหมือนว่า กาบูล ลืมพกฟอร์มเทพจาก โอแซร์ มาด้วยซะอย่างงั้น เพราะตลอดเวลาที่เขาลงเล่นให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 1 ปี เขาสถาปนาตัวเองเป็นบ่อน้ำมันและเป็นจุดอ่อนของทีมจน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทนไม่ไหว ยอมขาดเขาขาดทุนไปให้กับ พอร์ทสมัธ ในปี 2007 ด้วยค่าตัว 8 ล้านยูโร ซึ่งเรื่องราวการซื้อขายที่ขาดทุนของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ น่าจะจบลงแค่นี้ แต่ไม่รู้ว่าทาง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คิดอะไรกันอยู่เพราะหลังจากที่พวกเขาขาย กาบูล ไปให้กับ พอร์ทสมัธ ได้เพียวปีเดียว ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็หอบเงิน 9.5 ล้านยูโร ไปขอซื้อตัว คาบูล คืนจาก พอร์ทสมัธ กลับมาร่วมทีมแบบที่แฟนบอล งง กันเป็นไก่ตาแตก นอกจากนี้ คาบูล ก็ยังแสดงให้เห็นว่าดีลนี้เป็นดีลที่ขาดทุนอย่างยิ่งของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เพราะเขาก็ยังคงเป็นจุดอ่อนในแนวรับของทีมอยู่เหมือนเดิมกับที่เคยอยู่กับทีมในครั้งแรก จนสุดท้ายก็ต้องยอมปล่อย กาบูล ออกจากทีมไปในที่สุด

7. Steven Pienaar : สตีเว่น พีนาร์ : เอฟเวอร์ตัน

ขายออก ปี 2011 ราคา 3.6 ล้านยูโร : ซื้อกลับ ปี 2012 ราคา 5.75 ล้านยูโร

เอฟเวอร์ตัน เป็นทีมที่มีชื่อเสียงในเรื่องการซื้อ ขาย นักเตะที่ดีมาตลอด เพราะพวกเขามักจะซื้อนักเตะมาในราคาถูกและขายออกไปนราคาแพงๆอยู่บ่อยๆ แต่ในกรณีของ สตีเว่น พีนาร์ นั้นกลายเป็นว่าพวกเดินหมากผิดพลาดจนขาดทุนกับนักเตะรายนีเซะอย่างนั้นเพราะว่าในปี 2008 เอฟเวอร์ตัน ไปคว้าตัว พีนาร์ มาจาก ดอร์ทมุนด์ ในราคา 2.75 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าแพงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับฝีเท้าของเขาในตอนนั้นที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่า เอฟเวอร์ตัน นั้นทำกาค้าในครั้งนี้ได้ดีพอสมควรเพราะ พีนาร์ ย้ายมาอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน และสามารถทำผลงานได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว และเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด จนฟอร์มของเขาไปเตะตา ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เข้าอย่างจัง ในปี 2011 เอฟเวอร์ตัน เลยขายเขาไปให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในราคา 3.6 ล้านยูโร ถือว่าเป็นการขายนักเตะที่ทำกำไรได้พอตัวเลย แต่หลังจากที่ พีนาร์ ย้ายไปอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เขาไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีเลย แถมยังมีโอกาสลงสนามน้อยมาก จน เอฟเวอร์ตัน ไปยืมตัวกลับมาใช้งานเพราะยังเชื่อมั่นในฝีเท้าของนักเตะรายนี้อยู่ และก็ตัดสินใจซื้อขาดกลับมาในปี 2012 ด้วยราคา 5.75 ล้านยูโร ซึ่งตองบอกเลยว่าขาดทุนเห็นๆ แถมนอกจากจะขาดทุนในเรื่องค่าตัวแล้ว ฟอร์มการเล่นของ พีนาร์ ที่เอฟเวอร์ตัน หวังจะพึ่งพาก็ขาดทุนอีกเช่นกัน เพราะ พีนาร์ ไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งเหมือนตอนที่อยู่กับทีมในตอนแรกได้เลย

6. Graeme Le Saux : แกรม เลอร์โซ : เชลซี

ขายออก ปี 1993 ราคา 8.93 แสนยูโร : ซื้อกลับ ปี 1997 ราคา 8.93 ล้านยูโร

เชลซี ปลุกปั้น แกรม เลอร์โซ มาตั้งแต่เป็นเยาวชนของทีมจน เชลซี ดันเขาขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1989 และเขาก็ทำผลงานให้กับ เชลซี ได้เป็นอย่างดีเลย แม้ว่าอายุของเขาในตอนนั้นจะยังเป็นแค่วัยรุ่น แต่ฟอร์มการเล่นของเขานั้นจัดว่านิ่งเกินวัยเลยจริงๆ แต่ช่วงนั้น เชลซี ซื้อนักเตะเข้ามาร่วมทีมมากมาย ทำให้ช่วงหลังๆ แกรม เลอร์โซ ไค่อยได้ลงสนามซักเท่าไหร่ เชลซี จึงเลือกที่จะขายเขาให้กับ แบล็คเบิร์น ในปี 1993 ด้วยราคา 8.93 แสนยูโร เพราะคิดว่า แกรม เลอร์โซ ไม่น่าจะเก่งไปกว่านี้แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า เชลซี คิดผิดมหันต์ เพราะ แกรม เลอร์โซ นั้นโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ แบล็คเบิร์น และสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นกำลังหลักของ แบล็คเบิร์น ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่อยู่กับทีม กุหลาบไฟ แถมยังพาทีมได้แชมป์ลีกอีกด้วย จนในที่สุด เชลซี ก็อดใจไม่ไหว ยอมทุ่มเงิน 8.93 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาที่แพงเป็น 10 เท่าจากราคาที่ขาย แกรม เลอร์โซ ออกไปให้กับ แบล็คเบิร์น ในปี 1993 ต้องบอกเลยว่าเป็นการทำธุรกิจที่ไม่ดีเอาซเลยถ้ามองในแง่ของตัวเงิน เพราะ แกรม เลอร์โซ นั้นพวกเขาปั้นมากับมือ แต่ดันขายออกไปในราคาถูกแสนถูก แต่ดันไปซท้อกลับมาในราคาแพงกว่าเดิมที่เยอะมาก แต่ถึงอย่างนั้น ฟอร์มการเล่นของ แกรม เลอร์โซ ที่กลับมายัง เชลซี อีกรอบนี้ก็ทำให้เรื่องค่าตัวที่แพงของเขาเป็นเรื่องจิ๊บจ๋อยไปเลย เพราะเขางัดฟอร์มเก่ง และโชว์ฟอร์มให้กับ เชลซี ได้เป็นอย่างดีตลิดระยะเวลา 6 ปีที่กลับมาอยู่กับทีมอีกครั้ง

5. Peter Crouch : ปีเตอร์ เคร้าซ์ : พอร์ทสมัธ

ขายออก ปี 2002 ราคา 6.38 ล้านยูโร : ซื้อกลับ ปี 2008 ราคา 11.65 ล้านยูโร

ปีเตอร์ เคร้าซ์ กองหน้าร่างโย่งรายนี้ เป็นเด็กปั้นของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แต่ไม่สามารถเบียดขึ้นทีมชุดใหญ่ได้ จึงย้ายไปอยู่กับ ควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส และก็ทำผลงานได้เป็นอย่างดีจนแจ้งเกิดในวงการลูกหนังได้สำเร็จ ก่อนที่ พอร์ทสมัธ จะไปดึงตัวเขามาร่วมทีมในปี 2001 และการที่เขาย้ายมาอยู่กับ พอร์ทสมัธ นี่เองทำให้เขาดังเขาไปมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อโชว์ฟอร์มหรู ยิงสลุตหยุดไม่อยู่ในฤดูกาลเดียวถึง 18 ประตู ทำให้ แอสตัน วิลล่า สนใจดาวยิงร่างโย่งรายนี้เป็นอย่างมาก และ พอร์ทสมัธ ก็จัดการขายเขาให้กับ แอสตัน วิลล่า ด้วยราคา 6.38 ล้านยูโร ในปี 2002 ซึ่งต้องบอกเลยว่า พอร์ทสมัธ กำไรเห็นๆในการขาย เคร้าซ์ ออกจากทีมในครั้งนี้เพราะคว้าตัวมาด้วยราคาไม่แพงเลย แต่กลับขายออกไปในราคาที่สูงพอสมควร แต่หลังจากนั้น เคร้าซ์ ก็ฟอร์มขึ้นๆลงๆหลังจากมาอยู่กับ แอสตัน วิลล่า แล้วก็ ย้ายไปร่วมทีมอื่นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ ย้านไป นอริช แบบยืมตัว และก็ต่อด้วย เซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนที่จะไปอยู่กับทีมระดับชั้นนำของโลกอย่าง ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาโชว์ฟอร์มได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวในสีเสื้อของ หงส์แดง ซึ่งช่วงนี้นี้เอง ที่ พอร์ทสมัธ เห็นว่า เคร้าซ์ กำลังฟอร์มดี และมีประการณ์ในการค้าแข้งมากมาย น่าจะมาช่วยทีมให้ รอดพ้นจากการดิ้นรนหนีการตกชั้นได้ จึงยอมควักเงินซื้อตัว เคร้าซ์ กลับมาในราคาที่แพงกว่าตอนที่ขายออกไปซะอีก ด้วยราคา 11.65 ล้านยูโร ในปี 2008 แต่ เคร้าซ์ ก็อยู่กับทีมได้แค่ปีเดียวเท่านั้นเพราะว่า พอร์ทสมัธ นั้นตกชั้น แม้ว่า เคร้าซ์ จะยิงประตูให้ทีมได้อย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่สามารถช่วยทีมให้อยู่รอดใน พรีเมียร์ลีก ได้อยู่ดี ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ค้มจริงๆที่ซื้อกลับมา เพราะใช้งานได้แค่ปีเดียวแถมยังซื้อกลับมาในราคาที่แพงกว่าขายออกไปซะอีก

4. Nemanja Matic : เนมานย่า มาติช : เชลซี

ขายออก ปี 2011 ราคา 5 ล้านยูโร : ซื้อกลับ ปี 2014 ราคา 25 ล้านยูโร

สำหรับดีลของ เนมานย่า มาติช ในครั้งนี้นั้น ไม่มีใครรู้ว่า เชลซี นั้นคิดอะไรอยู่หรือไม่ได้คิดก็ไม่อาจรู้ได้ ที่ปล่อยนักเตะรายนี้ออกจากทีมด้วยราคาที่ถูกมาก แถมตอนซื้อกลับดันซื้อกลับมาในราคาที่แพงกว่าตอนขายออกไปถึง 5 เท่าเลยทีเดียว โดยเรื่องราวของ มาติช นั้นเริ่มจากที่ เชลซี ไปสอยตัว มาติช มาจากทีม Kosice ในลีกของ เซอร์เบีย มาร่วมทีมด้วยค่าตัวที่ไม่สะเทือนประเป๋าคือ 1.75 ล้านยูโร ในปี 2009 แต่ช่วงนั้น มาติช ยังเป็นนักเตะโนเนมอยู่เลย ไอ้การที่จะมาเบียดแย่งตำแหน่งกับบรรดาซุปเปอร์สตาร์ในทีม เชลซี นั้นก็เป็นเรื่องยากเอาการ โดยเขาอยู่กับ เชลซี 2 ปี ได้ลงสนามเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น และ เชลซี ก็คงคิดว่านักเตะรายนี้ไม่น่าจะพัฒนาไปได้มากกว่านี้แล้ว จึงจัดการขายไปให้กับ เบนฟิก้า ในปี 2011 ด้วยราคา 5 ล้านยูโร ซึ่งบอกเลยว่าเป็นดีลที่คุ้มค่าเพราะซื้อมาถูกและขายไปแพงตามสเตปของการทำธุรกิจเลย แต่เรื่องราวมันไม่จบแค่เพียงเท่านี้เพราะ มาติช ดันไปโชว์ฟอร์มเทพกับ เบนฟิก้า ซะอย่างนั้น จนก้าวขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ที่มีทีมยักษ์ใหญ่หลายต่อหลายทีมต่างก็อยากได้ตัวไปร่วมทีม ทำให้ เชลซี ที่เป็นต้นสังกัดเก่าของนักเตะรายนี้ รีบกันท่าไว้ก่อนเพราะช่วงนั้นพวกเขาก็กำลังขาดกองกลางฝีเท้าดีอยู่พอดี เชลซี ก็เลยจัดการไปซื้อตัว มาติช กลับมาร่วมทีมอีกครั้งด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร ในปี 2014 ซึ่งต้องบอกเลยว่าแพงมากเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับราคาที่ขายออกไปก่อหน้านีนี้แค่ในระยะเวลา 3 ปี แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการซื้อตัวที่คุ้มค่าของ เชลซี เพราะ มาติช กลับมาอยู่กับ เชลซี คราวนี้เขากลับมาพร้อมฟอร์เทพที่ช่วยยกระดับการเล่นในแดนกลางของ เชลซี ได้เป็นอย่างดีเลยจริงๆ

3. Marco Reus : มาร์โก รอยส์ : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ขายออก ปี 2005 ปล่อยตัวฟรี : ซื้อกลับ ปี 2012 ราคา 17.1 ล้านยูโร

สำหรับดีลของ มาร์โก รอยส์ นี้ถือเป็นความผิดพลาดอย่างแรงของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เลยจริงๆ เพราะแต่ไหนแต่ไร มาร์โก รอยส์ เป็นเด็กในคาถาของพวกเขาอยู่แล้วในทีมชุดเยาวชน แต่ก็ไม่รู้เพราะเหตุอันใด หรือเพราะตอนนี้ มาร์โก รอยส์ ยังไม่ฉายแววความเป็นสุดยอดนักเตะออกมาให้เห็น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงปล่อยตัว มาร์โก รอยส์ ไปให่กับ Rot Weiss Ahlen ทีมลีกในระดับต่ำกว่าพวกเขาใน เยอรมัน ด้วยกันแบบฟรีๆ ในปี 2006 โดยไม่เอาค่าตัวเงินซักบาทซะอย่างงั้น และหลังจากที่ มาร์โก รอยส์ มาอยู่กับ Rot Weiss Ahlen เขาก็พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นมาเล่นกับทีม Rot Weiss Ahlen ชุดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ จนทีม โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค มองเห็นแววความเป็นสุดยอดนักเตะจึงไปคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2009 ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 1 ล้านยูโรเท่านั้น และที่ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค นี่เองที่ มาร์โก รอยส์ ได้ฉายแววความเก่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเล่นยิ่งดีขึ้นทุกวันๆ จนก้าวมาเป็นนักเตะตัวหลักของ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ได้ทั้งๆที่อายุยังน้อย โดยยิงประตูไปได้ถึง 36 ประตู ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ลงเล่นให้กับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค จนในที่สุด โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็ทนเห็นฟอร์มการเล่นอันเจิดจรัสของเด็กเก่าตัวเองไม่ไหว จัดการไปกระชากตัวกลับมาอยู่กับทีมในปี 2012 ด้วยราคา 17.1 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยกับนักเตะที่มีฝีเท้าดีแบบ มาร์โก รอยส์ และยังทำผลงานให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้ดีอีกด้วย เพียงแต่ว่าถ้าหากมองในมุมที่ ปล่อยตัวออกไปฟรีๆ แต่ซื้อกลับมาแพงๆนี่ต้องบอกเลยว่าเสียค่าโง่มากเลยทีเดียวสำหรับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

2. Cesc Fabregas : เชส ฟาเบรกาส : บาร์เซโลน่า

ขายออก ปี 2003 ปล่อยตัวฟรี : ซื้อกลับ ปี 2011 ราคา 33 ล้านยูโร

ดีลของ ฟาเบรกาส ที่ย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า ในกรณีนี้ต้องบอกเลยว่า บาร์เซโลน่า ไม่ได้เต็มใจที่จะปล่อยตัว ฟาเบรกาส ออกจากทีมเท่าไหร่นัก แต่เป็นเพราะว่าในตอนที่ ฟาเบรกาส ออกจากทีม บาร์เซโลน่า นั้นเป็นช่วงที่ ฟาเบรกาส ยังเป็นแค่นักเตะของทีมชุดเยาวชน บาร์เซโลน่า แล้วดูเหมือนจะไม่ไม่มีโอกาสที่จะสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เท่าไหร่เพราะในทีม บาร์เซโลน่า ช่วงนั้นเต็มไปด้วยสุดยอดนักเตะมากมาย ทำให้ อาร์เซน่อล ที่เป็นทีมที่ชื่นชอบในการปั้นดาวรุ่งและให้โอกาสดาวรุ่งในการลงสนามกับทีมชุดใหญ่นั้นมากระชากตัว ฟาเบรกาส ไปจากอ้อมอกของ บาร์เซโลน่า ในปี 2003 และตั้งแต่ที่ ฟาเบรกาส ได้ย้ายไปอยู่กับ อาร์เซน่อล เขาก็ก้าวขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและได้เป็นกำลังสำคัญของทีมมาโดยตลอด แถมในช่วงหลังๆที่ค้าแข้งอยู่กับ อาร์เซน่อล เขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมของ อาร์เซน่อล อีกต่างหาก ซึ่งใครๆต่างก็คิดว่า ฟาเยรกาส น่าจะอยู่กับ อาร์เซน่อล ไปจนแขวนสตั๊ดแน่ๆ แต่ก็เป็นเพราะว่า อาร์เซน่อล ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จซักเท่าไหร่นัก ฟาเบรกาส จึงต้องการย้ายทีมเพื่อไขว้คว้าความสำเร็จ ซึ่งพอดีกับช่วงนั้น บาร์เซโลน่า กำลังหาตัวตายตัวแทนของ ชาบี เออร์นานเดซ ที่แก่ตัวลงทุกวัน จึงได้ยื่นข้อเสนอ เป็นจำนวน 34 ล้านยูโร ในปี 2011 เพื่อพา ฟาเบรกัส กลับไปยังบ้านและทีมเดิมของเจ้าตัว ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับการที่ บาร์เซโลน่า เสียเขามาให้ อาร์เซน่อล แบบฟรีๆ แถมชีวิตการค้าแข้งของ ฟาเบรกาส กับ บาร์เซโลน่า ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่จนช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้ลงสนามก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับ เชลซี ในปี 2014

1. Paul Pogba : ปอล ป็อกบา : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ขายออก ปี 2012 ปล่อยตัวฟรี : ซื้อกลับ ปี 2016 ราคา 105 ล้านยูโร

นักเตะเจ้าของค่าตัวแพงที่สุดในโลกรายนี้ถูก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดึงมาร่วมทีมเยาวชนปี 2009 ด้วยอายุเพียง 16 ปี และฝูมฝักอยูในทีมเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอย่างดี โดยหวังว่าจะค่อยๆผลักดัน ป็อกบา ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ แต่ด้วยความที่เจ้าตัวเป็นคนใจร้อน ความอดทนต่ำ เพราะได้มีโอกาสลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียง 3 นัดเท่านั้น ตั้งแต่อยู่กับทีม และด้วยความที่เขาคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเล่นในทีมชุดใหญ่แล้ว แต่ไม่ได้รับโอกาส จึงไม่ยอมต่อสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และย้ายออกจากทีมไปแบบไม่มีค่าตัวในปี 2012 เพื่อไปอยู่กับ ยูเวนตุส ซึ่งที่นั่นเขาได้รับความไว้ใจให้ลงสนามเป็น 11 ตัวจริงตั้งแต่เขาย้ายไปร่วมทีมในช่วงแรกๆ แถมเขายังพัฒนาฝีเท้าขึ้นอย่างมากจนกลายเป็นกำลังหลักคนสำคัญที่ ยูเวนตุส จะขาดไปไม่ได้เลย เขามีส่วนในการพาทีม ยูเวนตุส ประสบความสำเร็จอย่างมาก แถมยังได้เรียนรู้จากนักเตะชั้นยอดอย่าง ปีร์โร่ ที่ลงเล่นเคียงข้างเขาเสมือนพี่เลี้ยงในทีม ยิ่งทำให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างมากจนกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีฝีเท้าระดับต้นๆของโลกเลย ด้วยสาเหตุนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงต้องการดึงตัวเขากลับมาร่วมทีมอีกครั้ง เพราะช่วงหลังๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบปัญหาในแดนกลางอย่างมาก เนื่องจากไม่มีนักเตะคนไหนที่พอจะพึงพาได้เลย นั่นจึงเผ็นสาเหตุที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมทุ่มเงินค่าตัวเป็นสถิติโลก ด้วยราคา 105 ล้านยูโร เพื่อดึงตัวนักเตะเก่ารายนี้ที่พวกเขาปล่อยออกจากทีมไปฟรีๆ กลับมาร่วมทีมอีกครั้ง ซึ่งขอบอกเลยว่าดีลนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดขาดทุนย่อยยับเพราะเสีย ป็อกบา ไปฟรีๆ แต่ดันซื้อกลับมาในราคาที่แพงมหาศาลเป็นสถิติโลกแบบนี้ ไม่เรียกว่าเป็นการขาดทุนก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้วละครับ

Author

Thumb lg 776e3124 23ec 4736 ab0a cd44b141158a

CJ.6

โพสคอมเม้นต์

Bt delete image

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!