Pin Chantarakhajorn 2560/01/18 15:47
Thumb lg ami james h2  268e6c77 af59 480b b1c4 a8322c5ff35f 0 605x412

แบบนี้มีด้วยหรอ? 13 ความลับเบื้องหลังของศิลปินช่างสักที่คุณ (อาจ) ไม่เคยรู้มาก่อน

1089 Pepper

สาวกรอยสักรีบดู! 13 ความลับของศิลปินช่างสักจะถูกเปิดเผยแล้ววันนี้

tattoo lifestyle Fashion

สาวกรอยสัก หรือใครที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นศิลปินช่างสัก เรามี 13 ความลับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน มาเปิดเผยให้ดูกัน ณ บัดนี้

การสักกลายเป็นกระแสหลักในตอนนี้ไปแล้ว จากสมัยก่อนที่การสักมักจะถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายของพวกแหกคอก ดูเป็นที่น่ารังเกียจของยุคปู่ย่าตายายเราๆ แต่ทุกวันนี้ มากกว่า 20% ของวัยผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน ต้องมีรอยสักอย่างน้อย 1 ลาย และวัยรุ่นอเมริกัน ที่อายุระหว่าง 18-29 ปี ความนิยมในการสักพุ่งขึ้นไปถึงเกือบ 40%
นั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีถ้าจะตัดสินใจเข้าสู่สังเวียนธุรกิจการสัก

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะสนิทสนมกับช่างสักของคุณขนาดไหน ก็ยังคงมีความลับอีกมากมายเกี่ยวกับงานของศิลปินช่างสัก ที่คุณอาจจะยังไม่รู้มาก่อน

หลังจากได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวในการลงหมึกอันซับซ้อนสวยงามนี้แล้ว เราจะมาเล่าความลับนี้ให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อมกัน

1. เข้าถึงยาก

ทุกวันนี้ในอเมริกามีร้านสักมากกว่า 15,000 ร้าน เทียบกับเมื่อปี 1960 ที่มีอยู่เพียงประมาณ 500 ร้าน
แต่ในยุคนี้ พูดตามตรงมันก็ยากที่อยู่ๆเราจะเปิดธุรกิจนี้ได้ เพราะก้าวแรกที่คุณจะต้องทำนั้น คือต้องมีครูที่ดี ที่สามารถถ่ายทอดความรู้คุณให้คุณแบบหมดเปลือก อีกอย่างไม่ใช่แป๊ปๆแล้วจะสักได้ เราต้องเข้าไปเป็นลูกมือ ต้องใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้ และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
Chad Leever ศิลปินช่างสักจาก Indiana ให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนี้ผมมีลูกมือคนนึง ตามติดผมมาสามปีได้แล้ว” แถมยังบอกทิปที่จะทำให้มีครูฝึกได้นั่นก็คือ “คุณต้องไปแฮงค์เอาท์ ทำความรู้จักเรา แล้วก็สักซะ แต่ถึงยังไงก็อาจโดนปฏิเสธอยู่ดี มันยากอยู่นะ”
การสักเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความสามารถที่เฉพาะเจาะจง แล้วก็ดูลึกลับซับซ้อน ยิ่งทุกวันนี้วัฒนธรรมแบบ “ตัวใครตัวมัน” ได้ฝังรากลึก ทำให้ศิลปินทุกคนต้องเก็บเทคนิคของตัวเองไว้เป็นความลับให้มากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น Sailor Jerry เป็นที่รู้จักในการใช้โทนสีสดใสเจิดจ้าสารพัดเฉด ในดีไซน์แบบญี่ปุ่น พอศิลปินอื่นเห็นงานของเขาในโปสเตอร์ก็จะถามเขาว่ามีวิธีการสร้างสรรค์งานสีอลังการแบบนี้ได้ยังไง Jerry จะให้คำตอบว่า "ใส่น้ำผสมน้ำตาลลงไปในหมึกสิ" พวกที่ชอบเลียนแบบก็จะไปทำตามบ้าง แล้วก็จะรู้ว่าตัวเองโดนหลอกซะ ตอนที่เห็นโปสเตอร์เป็นรูจากแมลงสาบที่มากินน้ำตาล
“ทุกๆคนมีความลับที่ไม่อยากบอกให้คนอื่นรู้ คุณต้องทำตัวเองให้เหมาะสมที่จะได้รับความรู้นั้นมาให้ได้” Leever ทิ้งท้ายไว้

2. เด็กฝึกหัดมักจะโดนแกล้ง

ถ้าในที่สุดโชคดีได้มีโอกาสเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดแล้ว ก็เตรียมตัวคลานเข่าเข้าหาครูฝึกได้เลย
“มาเป็นลูกมือเราแล้ว เราจะให้คุณทำอะไรก็ได้”
Leever เล่าว่าตอนที่เขาเป็นเด็กฝึกหัดอยู่ โดนสั่งให้เจาะสะดือซะงั้น “พวกเขาเลือกห่วงที่ดูติงต๊องสุดๆ มันเป็นแบบสีรุ้ง แล้วผมก็ต้องห้อยมันอยู่อย่างนั้น 10 วัน แถมยังต้องโชว์ให้ลูกค้าทุกคนดู มันโคตรจะหลอน”
ธรรมเนียมนี้ถือเป็นการทดสอบเราว่าเรารักงานนี้มากแค่ไหน
“มันโหดนะ แต่จะรู้ได้เลยว่าคนๆนึงอยากทำมันมากแค่ไหน เราเลยต้องดูว่าพวกเขาสามารถเสียสละให้กับอาชีพนี้ได้ขนาดไหนกัน”
อย่างที่ Bang Bang ศิลปินช่างสักชื่อดังแห่ง New York ผู้เขียนหนังสือ Bang Bang: My Life in Ink บอกเรา “คุณรักมัน หรือแค่อยากลอง คุณต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าคุณเป็นนักเรียนที่อ่อนน้อม ทำตัวให้เล็กที่สุดเข้าไว้”

3. ฝึกบนผิวตัวเอง

อาจต้องใช้เวลาหลายปี ก่อนที่ศิลปินฝึกหัดจะได้ถือเครื่องมือสัก แล้วตอนที่พวกเขาได้จิ้มเข็มแรกลงบนผิวหนังคนจริงๆนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นผิวของตัวเองนั่นแหละ
“ผมเพิ่งให้เด็กของผมสักให้ผมนี่แหละ แล้วมันน่าเกลียดมาก ออกมาโคตรแย่ แต่นั่นก็แปลว่าเขาจะได้เรียนรู้จากมัน แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นในครั้งต่อไปที่เขาสัก”
บางครั้งบางคราว พวกเขาก็สักให้เพื่อนสนิท หรือครูของตัวเอง
Bang Bang ก็ใช้ตัวเขาเองเป็นที่ให้เด็กฝึกหัดลงหมึกครั้งแรก “ถ้าผมเองยังไม่กล้าพอที่จะสัก แล้วจะไปโน้มน้าวให้คนอื่นมาสักได้ยังไง ผมแค่อยากจะแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เออ ผมเชื่อในตัวคุณนะ คุณทำได้อยู่แล้ว”
หรือถ้านอกจากผิวคนจริงๆ ก็มีอย่างอื่นให้ฝึกได้ เช่น เปลือกส้ม ผิวปลอม หรือไม่ก็หูหมู

4. พวกเขาจะเห็นด้วยกับผู้ปกครองของคุณ

ถ้าคุณอยากจะหาใครสักคนที่จะช่วยสนับสนุนให้คุณสักที่คอ นั่นไม่ใช่ช่างสักแน่นอน
ถ้าคุณยังไม่โตพอที่มีงานมีการมั่นคงทำ ศิลปินส่วนมากจะปฏิเสธการสักที่คอ ใบหน้า หรือมือ กับบรรดาวัยรุ่น เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตทั้งชีวิตได้เลย
“ตอนอายุ 18 ไม่เข้าใจความเสี่ยงของเรื่องนี้หรอก มันเป็นเรื่องใหญ่นะ นี่คิดในแง่ของศีลธรรม จริงๆผมก็สักให้ได้ แล้วก็ได้เงินเยอะด้วย แต่คิดดูสิ มันอาจทำลายชีวิตของเด็กคนนึงได้เลย” Leever บอกเรา
จากผลสำรวจล่าสุด 61% ของผู้จัดการฝ่ายบุคคลให้ข้อมูลว่า การมีรอยสักมีผลต่อการตัดสินใจจ้างงาน
“มันก็เหมือนเราอดได้เงินนะ แต่ก็คิดซะว่ามันคือการให้เวลาตัวเองในการไปทำอะไรที่สร้างสรรค์กว่านั้น ไม่งั้นก็เหมือนคุณทำชีวิตคนๆนึงพัง เพราะอย่างน้อยเขาก็สูญเสียโอกาสในการทำงานไปครึ่งนึงแล้ว” Jeffery Page ศิลปินช่างสักชาวแคลิฟอร์เนียกล่าว

5. ศิลปินที่ดี จะปฏิเสธ

ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หรือทำงานอะไร จะมีศิลปินช่างสักบางคนที่จะไม่ยอมสักให้คุณ
ทั้งนี้เพราะว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ทางที่พวกเขาเชียวชาญ หรือเขารู้ว่ามันจะดูไม่ดี จำไว้ว่าเหล่ามือโปรจะซื่อสัตย์กับคุณ
เช่น รอยสักบนนิ้วมันจะไม่สวยงามอยู่ตลอดไป ศิลปินที่ดีจะเตือนคุณก่อนในเรื่องพวกนี้ และอาจจะปฏิเสธการสัก เพราะส่วนใหญ่ธุรกิจของพวกเขาคือการบอกปากต่อปาก การเห็นลายเส้นสวยๆจากบนตัวคนอื่น ศิลปะของพวกเขาก็เปรียบเหมือนการโฆษณาตัวเอง เพราะฉะนั้นมันย่อมดีกว่าที่จะสร้างสรรค์ออกมาให้ดีที่สุด
Page บอกว่า “ศิลปินที่ดีจะปฏิเสธคุณ เพราะเงินของคุณมันไม่คุ้มค่ากับชื่อเสียงของพวกเขาหรอก”
แต่มันก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป โดยเฉพาะกับศิลปินที่ยังอ่อนประสบการณ์ และตั้งหน้าตั้งตาหาแต่เงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้
“พวกเขาอาจไม่ได้ถูกสอนมาจากครูที่ดี มันก็จะกลายเป็นธุรกิจที่แค่ไว้ทำกำไร เมื่อมีคนเปิดร้าน แล้วก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการสัก แล้วก็จ้างคนมาจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการสักเช่นกัน ก็แค่เพื่อมาหาเงิน”

6. พวกเขาจะเกลียดมาก ถ้าคุณไม่ดูผลงานของพวกเขาก่อน

เรื่องที่จะทำให้บรรดาศิลปินเคืองได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยก็คือ เมื่อลูกค้าไม่แม้แต่จะเข้าไปดูตัวอย่างผลงานของเขา ก่อนที่จะมาขอให้เขาสักให้ มันเหมือนกับว่าคุณไปจ้างช่างตกแต่งภายในมาแต่งบ้านให้ใหม่ แต่ไม่เค้ย ไม่เคย แม้แต่จะเข้าไปดูรีวิว หรือผลงานของคนที่คุณจ้างเลย แต่รอยสักนี่มันถาวรยิ่งกว่านั้นอีก อย่าลืมว่ามันจะอยู่กับคุณตลอดไปเลยนะ
“ผมอยากให้คุณดูผมที่ผลงาน ผมอยากให้คุณดูแล้วก็ตระหนักว่า ผมนี่แหละเป็นคนเดียวเท่านั้น ที่จะสักให้คุณได้” อีกอย่างนี่ก็เป็นตัวบ่งบอกว่าลูกค้าไม่คิดจะหาข้อมูลอะไรเลย “ถ้ารีบมากอยากจะสักขนาดนั้น แล้วหาข้อมูลยังขี้เกียจหา งั้นก็อย่าไปสักมันเลย”

7. สัญลักษณ์อินฟินิตี้นี่น่าเบื่อมาก

เทรนด์การสักมักจะมาแล้วก็ไป (รอยสักแบบ Tribal ตรงต้นคอก็เป็นเช่นนั้น โล่งใจที่ตอนนี้มันตกเทรนด์ไปแล้ว) แต่สัญลักษณ์อินฟินิตี้มันยังคงอยู่
Leever บอกว่ายังมีลูกค้ามาขอสักสัญลักษณ์อินฟินิตี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “คนที่ผมทำงานด้วย วันๆนึงต้องสักลายนี้สี่ห้ารอบได้ มันเป็นลายที่น่าเบื่อ มันคงอยู่ใน Pinterest อะไรพวกนี้”
ใช่แล้ว แล้วคนดังหลายคนก็สักลายนี้เช่นกัน อย่างเช่น Kristen Stewart และ Taylor Schilling ซึ่งเหล่าเซเลบจะส่งผลกับเทรนด์การสักอย่างมาก
"ตอนที่ Megan Fox มาสักลายตัวอักษรตรงแนวด้านข้างซี่โครง ปีนั้นนะ มีสาวๆมาสักแบบเดียวกันเพียบ แต่มันเป็นส่วนที่เจ็บมากนะ”

8. พวกเขายังมีพลาดอยู่ตลอดเวลา

เพียงแต่พวกเขารู้ว่าจะแก้ไขมันยังไง ลูกค้าก็เลยไม่รู้น่ะสิ
“ศิลปินช่างสักทุกคนก็ทำพังกันทั้งนั้นแหละ เราแค่ใช้เวลาแก้มัน ตกแต่งตรงนั้นตรงนี้ เพิ่มสีตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ไม่มีลูกค้าสังเกตเห็นหรอก” ศิลปินคนนึงเปิดเผยกับ Reddit

9. คุณสามารถต่อรองกับพวกเขาได้

ไม่ใช่ทุกการสักจะต้องจ่ายเป็นเงินสด
“จริงๆแล้วผมชอบการต่อรองนะ เพราะทั้งสองฝ่ายมีแต่ได้กับได้ สิ่งต่อรองที่ปังที่สุดที่ผมเคยเจอก็คือ ตอนผมได้มอเตอร์ไซค์ KAWASAKI KZ750 ปี 1977 ที่มีรถพ่วงข้างด้วย มันเป็นดีลที่สุดยอดมาก!!”

10. ผู้ชายเป็นเพศที่ทนความเจ็บปวดได้แย่สุดๆ

ผู้หญิงสามารถรับมือกับการโดนทิ่มแทงที่ผิวหนังได้ดีกว่าผู้ชายมาก
Page เล่าว่า “เรื่องตลกคือ ผู้ชายที่ยิ่งดูดีเท่าไหร่ ยิ่งทนความเจ็บได้น้อย มีอยู่คนนึงมาขอสักลายแมนๆ แบบ Metallica แต่ทนเจ็บไม่ได้ซะงั้น สุดท้ายเดินออกจากร้านไปพร้อมเส้นหนึ่งเส้นเหมือนเถาวัลย์ลากไปตามต้นแขน 555"

11. การสักทับทำเงินได้เยอะ

อุตสาหกรรมการสักเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะคนที่ได้สักแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนน้อยมากที่จะหยุดตรงนี้ที่เธอแค่รอยสักเดียว อันนี้อ้างอิงจากผลสำรวจของ Pew Research Center รายงานว่ากว่า 50% มีรอยสักมากกว่า 1 และ 18% มีมากกว่า 6 ลายไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจการสักยังทำเงินได้มากจากการสักทับรอยเดิม
“ผมได้รายได้มาจากลูกค้าที่สักมาแล้ว มากกว่าลูกค้าหน้าใหม่ บางทีอาจจะขอให้สักทับลายที่ร้านคู่แข่งผม ที่สักมาห่วยๆ อีกอย่างนะ อย่างน้อยมันจะมีชื่่อที่คุณสักไปแล้วอยากจะลืมเสมอ”
พอพูดถึงเรื่องชื่อ ก็ไปดูข้อต่อไปกันเลย

12. มีเพียง 3 ชื่อเท่านั้น ที่คุณควรสัก

จากประสบการณ์ของศิลปินช่างสัก ถ้าคุณคิดจะไปสักชื่อใครสักคนให้จารึกไว้บนตัวคุณตลอดไป
มันควรจะเป็นชื่อของสัตว์เลี้ยง ลูกๆของคุณ หรือญาติที่จากไป เท่านั้น!

13. ร่างกายที่แย่ลง

"ถ้าคุณไม่ปวดหลังนะ แปลว่าคุณยังทำไม่เต็มที่เท่าที่ควร ตอนนี้คอผมแย่มาก มันก็ผลพวงจากหลายปีที่ต้องนั่งก้มหน้าก้มตาสัก ปัญหาเรื่องหลังนี่ถือว่าปกติมาก ก็เหมือนกับที่มือ คอ แล้วก็ปัญหาสายตา มันเล่นงานผมซะทั้งตัวเลยมั้ง”

Author

Thumb lg e7f01419 c326 4fdc a2fe a72f80f0462f

Pin Chantarakhajorn

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!