B_Butterfly 2560/01/25 17:10
Thumb lg 3a1b66b7 60da 4f83 be30 547f685acfbf

อยากเจ้าเล่ห์ให้มีชั้นเชิง? นี่คือ 11 เทคนิคทางจิตวิทยาที่จะทำให้คนทำตามที่เราสั่งได้(โดยไม่รู้ตัว)

18091 Pepper

อยากให้คนเชื่อฟัง และทำตามที่เราสั่งใช่ไหมล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าจะมีเทคนิคในทางจิตวิทยาแบบไหนบ้างที่จะช่วยให้คนยอมทำตามที่เราสั่งได้โดยไม่ต้องใช้เวทย์มนตร์

psychology LifeHack Behavior

เชื่อหรือไม่ว่าคนธรรมดาอย่างคุณก็สามารถสะกดใจคนให้ทำตามคำสั่งได้ง่ายๆ ด้วยเทคนิคในทางจิตวิทยา เริ่มแรกที่ได้ยินแบบนี้ คุณอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนมากก็ยังต้องการที่จะให้ผู้อื่นเชื่อฟังและยอมทำตามคำสั่งของเราอยู่ดี แล้วถ้าหากว่าคุณเป็นหนึ่งในนั้นล่ะ อยากจะลองทำตามเทคนิคดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้รึเปล่า ถ้าคุณอยากรู้และอยากลองสะกดใจคนดูซักครั้งลองอ่านเทคนิคดีๆ ทั้ง 11 ข้อนี้และเริ่มทำตามดู เอาล่ะทีนี้ก็อย่าช้า... เรามาเริ่มกันที่ข้อแรกเลยดีกว่า

1. ยื่นข้อเสนออื่นๆ เพื่อหลอกล่อแทนที่จะบอกความต้องการออกไปโดยตรง

เทคนิคนี้ถือเป็นกลวิธีทางธุรกิจที่ใครหลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินมา เมื่อคุณมีความต้องการที่จะขายสินค้าบางอย่าง คุณอาจต้องใช้โฆษณาที่แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าเพื่อหลอกล่อให้ลูกค้าตัดสินใจ โดย Dan Ariely นักเศรษฐศาสตร์และนักจิตวิทยาได้กล่าวถึงเรื่องการกำหนดราคาเสนอขายสินค้าเอาไว้ว่า การที่ผู้ขายตั้งราคาสินค้าขึ้นมาให้แพงกว่าความเป็นจริงก่อน แล้วจึงค่อยเสนอขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าจะทำให้สินค้าชิ้นนั้นดูมีความน่าสนใจมากขึ้น ทำนองเดียวกันกับการบอกให้คนทำตามที่เราสั่ง การให้ตัวเลือกที่อาจจะทำได้ยากกว่าก่อนที่จะพูดถึงสิ่งที่เราต้องการถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะโน้มน้าวใจให้คนทำตามที่เราสั่งได้ไม่ยากเลยสักนิด เชื่อไม่เชื่อคุณก็ลองใช้วิธีนี้ดูสิ บางทีมันอาจจะได้ผลดีเกินคาดก็ได้...

2. จัดสภาพแวดล้อมในขณะที่พูดคุยให้เหมาะสมและผ่อนคลาย

ในการพูดคุยหรือเจรจาทางธุรกิจต่างๆ การสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีซึ่งคุณไม่ควรที่จะมองข้ามมันไปโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับเมื่อคุณต้องการให้คนอื่นทำตามคำสั่งหรือคำขอของคุณ คุณควรเลือกสร้างบรรยากาศในการพูดคุยให้เป็นกันเองมากที่สุดและพยายามลดท่าทีคุกคามทุกอย่าง เชื่อหรือไม่ว่าการพูดคุยในการบรรยากาศ หรือสภาพแวดล้อมที่ดีจะทำให้คู่สนทนาของคุณสามารถคล้อยตามสิ่งที่คุณพูดได้ง่ายขึ้น ลองนึกถึงการพูดคุยหารือกันเกี่ยวกับงานสำคัญในร้านกาแฟ กับการพูดคุยในห้องประชุม การยื่นข้อเสนอต่างๆ จะได้ผลมากกว่าหากคุณทำในร้านกาแฟเพราะอีกฝ่ายจะรู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเองมากกว่าและไม่รู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกคุกคามอยู่

3. การช่วยเหลือให้ผู้อื่นบรรลุเป้าหมายเอาไว้ล่วงหน้า จะทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าจะต้องตอบแทนคุณ

เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของการช่วยเหลือคนเพื่อเอาบุญคุณบ้างไหม มันใช้ได้ผลจริงๆ แหละสำหรับคนทั่วไปที่ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่คุณคาดหวังเอาไว้ว่าอยากจะให้คนๆ หนึ่งเชื่อฟังและทำตามที่คุณสั่งก่อนอื่น คุณต้องเคยช่วยเหลือเขามาก่อน และเมื่อใดที่ได้รับคำขอบคุณจากการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าว แทนที่คุณจะตอบว่า "ไม่เป็นไร" ลองเปลี่ยนคำพูดมาเป็น "แน่นอน... มันคือสิ่งที่เพื่อนดีๆ ควรจะทำนี่นา" แค่นี้ก็จะทำให้คนฟังรู้สึกว่า เขาก็จะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับคุณ เมื่อใดก็ตามที่คุณร้องขอให้เขาช่วยทำอะไร การปฏิเสธก็จะเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคุณก็จะสามารถควบคุมพวกเขาได้ในที่สุด

4. เลียนแบบภาษากายของอีกฝ่ายจะทำให้เขารู้สึกดีกับคุณมากขึ้น

คุณรู้หรือไม่ว่าภาษากายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการสื่อสาร โดยทั่วไปแล้วเราจะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่ายนั้นโดยตัดสินจากภาษากายมากกว่าคำพูดของเขาเสียอีก... ดังนั้นในเบื้องต้นคุณจึงควรที่จะฝึกใช้ภาษากายของคุณให้มีประสิทธิภาพ การเลียนแบบท่าทางหรือภาษากายของอีกฝ่ายถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้คู่สนทนาของคุณรู้สึกใกล้ชิด สนิทสนม และชอบคุณมากขึ้น รู้อย่างนี้แล้วคุณจะทำยังไงล่ะ ลองฝึกสังเกตอากัปกริยาของคนรอบตัวและเลียนแบบภาษากายของเขาดูสิ มันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคุณ และทำให้สิ่งที่คุณร้องขอเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น และเขาอาจจะตอบรับกับสิ่งที่คุณต้องการได้มากขึ้น...

5. การพูดเร็วจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกเห็นด้วยกับคุณ

จากงานวิจัยในทางจิตวิทยาได้มีการระบุเอาไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณเกิดความรู้สึกขัดแย้งกับคู่สนทนา หรือมีข้อถกเถียงที่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะพูดหรือเจรจาให้สามารถลงรอยกันได้เสียที อีกวิธีหนึ่งที่น่าจะพอช่วยให้ข้อเสนอของคุณได้รับการตอบรับที่ดียิ่งขึ้นก็คือ คุณควรจะลองพูดให้เร็วขึ้น เพื่อให้อีกฝ่ายมีเวลาในการคิดและประมวลผลตัดสินใจน้อยลง โอกาสที่เขาจะเชื่อในสิ่งที่คุณพูดก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการเจรจา หรืออยากให้คนอื่นทำตามที่คุณสั่ง คุณต้องเตรียมพร้อมตัวเองไปให้ดี ต้องเตรียมเรื่องที่จะพูดให้กระจ่างแจ้งชัดเจน เมื่อถึงเวลาคุณจะได้พูดมันออกมาอย่างลื่นไหล คล่องแคล่วและไม่สะดุด เท่านี้คำพูดของคุณก็จะน่าฟังและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว

6. การสร้างความสับสนจะทำให้ผู้อื่นยอมปฏิบัติตามคำขอของคุณ

การสร้างความสับสนงงงวยให้กับคู่สนทนาเล็กน้อย ถือเป็นการรบกวนความคิดประจำของเขาซึ่งอาจมีผลต่อการตัดสินใจ คุณเชื่อหรือไม่ว่าเราสามารถใช้วิธีนี้ได้เพื่อให้คู่สนทนายอมเชื่อและทำตามในสิ่งที่เราร้องขอ เพราะคนที่กำลังอยู่ในสภาวะสับสน ส่วนมากย่อมต้องการที่จะให้ใครซักคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหา ตลอดจนช่วยหาทางออก เมื่อคุณยื่นข้อเสนอหรือคำขอใดๆ ไปให้กับเขาในช่วงเวลาที่กำลังอยู่ในความสับสน แน่นอนว่าผลตอบรับของมันจะต้องแตกต่างไปจากเวลาปกติ เขาอาจตอบรับคำขอของคุณง่ายขึ้นเพียงแค่คุณเสนอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างให้กับเขา ดังนั้น คุณน่าจะลองใช้วิธีนี้ดูบางทีการเจรจาของคุณอาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่ผ่านๆ มาก็เป็นได้

7. ลองยื่นคำขอในเวลาที่พวกเขากำลังเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่ทำอยู่

นับเป็นอีกหนึ่งเทคนิดในทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ สำหรับการยื่นคำขอในเวลาที่อีกฝ่ายกำลังอยู่ในสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติ จะว่าไปฟังดูก็เหมือนเป็นการหลอกล่อให้คนอื่นยอมทำตามเราโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คิดและพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนเช่นกัน แต่มันกลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ลองคิดถึงเวลาที่คุณยังอยู่ในความรู้สึกสับสน ลังเล หรือเหนื่อยหน่ายกับอะไรบางอย่าง ช่วงเวลาแบบนั้นไม่ว่าใครก็ตามจะเข้ามาหาคุณแล้วยื่นข้อเสนออะไรให้คุณมักพร้อมที่จะคว้าเอาไว้เสมอเพื่อให้มีหลักบางอย่างเอาไว้สำหรับยึดและจับ เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ พวกเขาต้องการหลักยึดเหมือนกันเวลาที่สภาวทางอารมณ์ยังไม่นิ่งแบบนี้ ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะให้คนอื่นเชื่อฟังและทำตามในสิ่งที่คุณขอแล้วล่ะก็ คุณจะต้องหมั่นสังเกตและตามให้ทันสภาวะทางอารมณ์ของพวกเขาให้ได้

8. ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกจับตามอง

การจับตามองนั้นช่วยให้คุณสามารถควบคุมความประพฤติ และการแสดงออกของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างวิเศษ คนเราส่วนใหญ่คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ในเวลาที่ไม่มีใครเห็น การทำอะไรก็ได้ในที่นี้อาจรวมไปถึงการกระทำความผิด ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสมด้วยเช่นกัน วิธีที่จะควบคุมพวกเขาให้เดินมาบนเส้นทางที่ถูกต้องคุณจึงต้องจับตามองเขาอย่างละเอียดในทุกฝีก้าว ทำนองเดียวกันหากคุณต้องการยื่นข้อเสนอหรือร้องขอให้เขาทำอะไรให้ คุณจะต้องรู้จักการใช้สายตาในการจับผิด หากคุณสามารถจับผิดเขาได้ในสิ่งที่เขาทำลงไปแล้วไม่ถูกต้อง อำนาจของการต่อรองก็จะกลับมาอยู่ในมือคุณ

9. ใช้คำนามที่คำกริยาเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพวกเขา

เชื่อหรือไม่ว่าการใช้คำพูดที่แตกต่างกัน แม้จะสื่อความหมายไปในทิศทางเดียวกันก็อาจส่งผลที่แตกต่างกันได้หากคุณไม่รู้จักเลือกคำพูดที่เหมาะสม และเทคนิคทางจิตวิทยาที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ก็คือการหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำกริยาเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนอื่นๆ คุณรู้หรือไม่ว่าการเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำกริยานั้นจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกับว่าคุณกำลังออกคำสั่งต่อเขาอยู่ และอาจเกิดความรู้สึกที่ต่อต้าน ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะให้อีกฝ่ายเชื่อฟัง และทำในสิ่งที่คุณต้องการแล้วล่ะก็ ลองเลือกใช้คำให้เหมาะสม แทนที่จะบอกให้ทำตรงๆ โดยใช้คำกริยาคุณอาจเลี้ยงไปพูดถึงประโยชน์ของการทำสิ่งนั้นๆ ด้วยคำนามแทน เท่านี้ก็จะฟังดูมีความน่าเชื่อถือกว่าแล้วล่ะใช่ไหม

10. ทำให้ผู้คนแตกตื่น เพื่อให้เขาตอบสนองต่อความต้องการของคุณ

เทคนิคทางจิตวิทยาข้อนี้ก็เหมือนกับอีกหลายๆ ข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว คนเราเมื่ออยู่ในสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติ ย่อมมีความต้องการที่จะหาหลักยึด และเมื่อคนเราเกิดความรู้สึกแตกตื่นหรือหวาดกลัวกับอะไร ความรู้สึกโล่งอก นับเป็นอารมณ์เชิงบวกที่ดี คุณจึงสามารถใช้ประโยชน์จากธรรมชาติข้อนี้ของมนุษย์ได้ ด้วยการสร้างอารมณ์แตกตื่นให้กับเป้าหมายของคุณก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ทำให้เขาผ่อนคลายและสงบลงในที่สุด เขาจะทำตามคำขอของคุณได้ อ้อ... ฝากไว้อีกนิดหนึ่งสำหรับการสร้างสถานการณ์ให้ผู้คนตกใจ ความจริงแล้วคุณก็ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องลงทุนลงแรงถึงกับเซตฉากขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว บางทีแค่คำพูดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คุณอื่นตระหนักถึงปัญหาอันยิ่งใหญ่ก็สามารถกระตุ้นให้พวกเขายอมร่วมมือกับคุณได้ เช่นคำขวัญในการรณรงค์ต่างๆ บางทีคุณอาจจะต้องลองศึกษาจากสิ่งเหล่านี้ดูบ้าง มันจะให้ประโยชน์กับคุณในชนิดที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียวล่ะ

11. เน้นพูดในสิ่งที่เขาจะได้รับมากกว่าสิ่งที่เขาจะต้องสูญเสีย

นับเป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ อีกข้อหนึ่งที่ไม่ว่าจะใครก็ตามล้วนแล้วแต่ต้องการจะได้มากกว่าเสียกันทั้งนั้น ในเวลาที่คุณเจรจาตกลงหรือต่อรองอะไรกับใครอยู่ พยายามพูดให้ฟังดูเหมือนอีกฝ่ายจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างให้มากกว่าพูดถึงสิ่งที่เขาจะต้องสูญเสีย เช่น หากคุณต้องการที่จะขายรถของคุณ แทนที่คุณจะบอกว่า "ฉันต้องการเงิน...บาท สำหรับรถของฉัน" เป็น "ฉันจะให้รถของฉันในราคา... บาท" ดีกว่า คุณเห็นข้อแตกต่างระหว่างคำพูดทั้งสองนี้บ้างหรือไม่ล่ะ คำพูดแรกเป็นคำพูดที่เน้นให้คนฟังนึกถึงจำนวนเงินที่ต้องจ่ายมาก่อนเป็นอันดับแรกในขณะที่คำพูดที่สองมุ่งเน้นให้พวกเรารู้สึกถึงสิ่งที่จะได้รับมากกว่า เห็นไหมล่ะนี่ก็เป็นเพียงหลักจิตวิทยาง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ในชีวิตประจำวัน อยากให้คนทำตามที่คุณสั่งใช่ไหมล่ะ ลองใช้อำนาจทางจิตวิทยาสะกดใจของพวกเขาดู แล้วคุณก็จะได้รับรู้ถึงความมหัศจรรย์ของมัน...

Author

Thumb lg f3db932e 4d39 4ea1 9836 d93962743dd3

B_Butterfly

โพสคอมเม้นต์

Bt delete image

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!