ทองใบ อัพเดทเมื่อ 14:24 25/05/2559
Thumb lg 8

10 อันดับเมืองในเกมสุดเจ๋ง ที่คุณต้องไปเที่ยวชมสักครั้ง

173 Pepper

"เมืองในฝัน" ที่คุณตามหา อาจจะอยู่ในลิสต์นี้ก็ได้นะ

game town

"เมืองน่าเที่ยว" ของคุณเป็นแบบไหน? ต้องมีวิวสวยๆ มีสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ ระบบคมนาคมที่ดี สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โจรผู้ร้ายไม่เยอะ หรือผู้คนทุกชนชั้นอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข? ถ้าคุณมีในใจแล้วแต่ยังไม่มีเงินไปเที่ยว หรือยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ผมขอเป็นไกด์พาคุณไปชม 10 อันดับเมืองในเกมที่น่าทึ่งสุดๆ ถ้าคุณได้อ่านแล้ว ไม่แน่ คุณอาจจะอยากแพ็คกระเป๋าไปเยือนเลยก็ได้

10. Midgar “Final Fantasy 7” (1997)

เมืองหลวงแห่งดวงดาวไกอาเมืองนี้ประกอบไปด้วย 8 เขตใหญ่ๆด้วยกัน ที่อยู่อาศัยของคนชนชั้นกลาง-สูง และรากฐานสำคัญต่างๆ ถูกยกขึ้นมาเหนือพื้นดิน แต่บนดินเป็นสลัมขนาดมหึมาที่มีแต่คนจนอาศัยอยู่ พวกเขาไม่มีโอกาสแม้กระทั่งสัมผัสแสงอาทิตย์ ด้วยการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน ทำให้เมืองด้านบนสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสูง คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องโจรผู้ร้าย แถมในเมืองยังมีสถาปัตยกรรมาอย่าง “โรงไฟฟ้า” ขนาดยักษ์ที่คอยดูดพลังงานจากดาวให้ดูชมเล่นอีกด้วย

9. City 17 “Half-life 2” (2004)

City 17 คือเมืองที่สถาปัตยกรรมแบบยุโรป บรรยากาศเงียบสงบ มีตึกรามบ้านช่องที่ดูเรียบง่าย เป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณกำลังหาสถานที่พักผ่อนสงบๆที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ข้อพึงระวังก็คือ เมืองนี้ถูกเหล่าเอเลี่ยนควบคุมอยู่ เวลาเดินไปไหนมาไหนอาจต้องระวังสักนิด และสิ่งก่อสร้างเอเลี่ยนขนาดมหึมาที่รู้จักในนาม “Citadel” ก็ตั้งอยู่กลางเมืองให้คุณเดินดูชมได้เพลินๆ

8. Prontera “Ragnarok Online” (2002)

เมืองจากเกมออนไลน์ที่คอเกมชาวไทยรู้จักกันดี Prontera คือเมืองหลวงของอาณาจักร Rune-Midgarts เป็นบ้านของอาชีพทรงเกียรติอย่าง Acolyte, Priest, Knight และ Crusader สถาปัตยกรรมของเมืองเป็นแบบยุโรปที่ดูเรียบง่ายสบายตา ปราสาท Prontera ที่ยิ่งใหญ่อลังการ เป็นศูนย์กลางของผู้เล่นในเกม อีกทั้งเพลง Theme ของเมือง ยังเป็นเพลงหนึ่งที่ไพเราะจับใจผู้เล่นมากๆ ถ้าหากใครอยากหวนรำลึกอดีต ก็มักจะกลับไปฟังเพลง Theme นี้เสมอๆ

7. Dunwall “Dishonored” (2012)

เมืองหลวงแห่งอาณาจักร Gristol และเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ ทุกอย่างในเมืองถูกสร้างด้วยเงินจากการค้า “น้ำมันปลาวาฬ” เชื้อเพลิงชั้นดีที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของเมือง สถาปัตยกรรมในเมืองเป็นแบบ Steam-Punk ที่อลังการและมีมนต์ขลังอย่างยิ่ง ย่านต่างๆในเมืองก็ล้วนสวยงามไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย ถ้าคุณแสวงหาความมั่งคั่ง เพียงแค่คุณเริ่มงานในฐานะผู้ค้าน้ำมันปลาวาฬ คุณก็จะกลายเป็นเศรษฐีในช่วงข้ามคืน

6. Vivec “The Elder Scrolls III: Morrowind” (2002)

ถึงแม้ว่าเมือง Imperial City ใน Oblivion และเมือง Solitude จากเกมล่าสุดในซีรีย์อย่าง Skyrim จะเป็นเมืองที่น่าหลงใหล แต่เมืองเหล่านั้นก็ไม่อาจเทียบชั้น Vivec ได้ ชื่อของเมืองตั้งมาจากเทพเจ้าที่ช่วยเมืองไว้จากเหตุการณ์ ”ดวงจันทร์” พุ่งชน และเปลี่ยนดวงจันทร์ดวงนั้นเป็นเรือนจำแทน สถาปัตยกรรมในเมืองนอกจากยิ่งใหญ่แล้วยังน่าทึ่ง เพราะพวกมันถูกสร้างบนน้ำ ด้วยสะพานที่เชื่อมต่อถึงกันหมด ทางด้านความเป็นอยู่ก็คล้ายๆกับเมืองอื่น คนรวยอยู่ในอาคารสูงๆ คนจนอยู่ด้านล่างกับพวกหนูสกปรก และผู้ปกครองในเมืองยังไม่ใช่คนธรรมดาเพราะเขาคือ “เทพเจ้า” ที่ช่วยเมืองไว้นั่นเอง เขาอยู่ในเมืองนี้ด้วย พร้อมกับเหล่าทหารที่แต่งตัวแหวกแนวสุดๆ

5. Silent Hill “Silent Hill” (1999-)

เมืองนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมืองจริงๆอย่างเมือง Centralia รัฐ Pennsylvania เมือง Silent Hill ตั้งอยู่ในอาณาเขตที่พวกอินเดียนเรียกขานกันว่าเป็น “สถานที่แห่งวิญญาณที่เงียบงัน” เมืองจึงเต็มไปด้วยหมอกที่เหมือนวิญญาณปกคลุมตลอดเวลา และในม่านหมอกนั้นก็เต็มไปด้วยความลับอันดำมืดเช่นลัทธิประหลาดและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เมืองนี้จึงเหมาะสำหรับผู้แสวงหาความลับและความท้าทาย ถ้าคุณใจแข็งเข้าไปอยู่ได้ คุณจะสนุกกับการค้นหาความลับในเมือง แต่เตรียมใจไว้หน่อย เพราะถ้าคุณเข้าไป คุณอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับออกมาอีกเลย

4. The Citadel “Mass Effect” (2007-2012)

ต่างจากเมืองอื่นๆในลิสต์ เพราะเมืองนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนดวงดาว แต่มันคือสถานีอวกาศขนาดยักษ์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนหลากเผ่าพันธุ์หลายวัฒนธรรม และยังเป็นที่ตั้งของสมาพันธ์แห่งกาแล็กซี่อีกด้วย เมืองมหึมานี้เป็นสถานที่ที่ควรไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง เพราะมันถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีแรงโน้มถ่วงสุดไฮเทค ฐานของเมืองคือวงแหวนขนาดยักษ์ที่มีแขนโลหะงอกออกมา ถ้าหากเมืองถูกโจมตี มันสามารถหุบแขนนั้นเข้าหากันได้ เมืองยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูง ทุกชนชั้นทุกเผ่าพันธุ์อยู่อย่างเสมอภาค ถ้าคุณอยากดื่มดำกับวิวอวกาศ พร้อมกับสภาพแวดล้อมที่เหมือนอยู่บนโลก คุณไม่อาจพลาดเมืองนี้ได้

3. Raccoon city “Resident Evil” (1996-)

เมืองนี้เต็มไปด้วยทุกอย่างที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งงานมากมาย สิ่งอำนวยความสะดวกและมหาวิทยาลัย แต่ปัญหาอย่างเดียวก็คือ สิ่งเหล่านั้นถูกควบคุมโดยบริษัทหายนะอย่าง Umbrella ที่ทำไวรัสมรณะหลุดออกมา คนในเมืองกลายเป็นซอมบี้และสัตว์กระหายเลือด เป็นสาเหตุให้เมืองล่มสลาย ทำให้ตำแหน่งงานจริงๆที่ว่างตอนนี้ก็คือ “นักล่าซอมบี้” ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่แสวงหาความตื่นเต้น หรืออยากไล่ยิงซอมบี้สักตัวแบบในเกมหรือภาพยนตร์ เมืองนี้มีเป็นกองทัพ ถ้าคุณพร้อมแล้ว เชิญแพ็คกระเป๋าเข้ามาได้เลย

2. Los Santos “Grand Theft Auto” (1997-)

จริงๆแล้ว เมืองทุกเมืองในเกมซีรีย์ GTA สามารถอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ทุกเมือง แต่ Los Santos นั้นพิเศษกว่า เมืองนี้คือบ้านของผู้เล่นในภาค San Andreas และภาคล่าสุดอย่างภาค V ต้นแบบของเมืองนี้คือเมืองดังอย่าง Los Angeles และ Los Santos ก็ถอดแบบความงดงามออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นต้นปาล์มเรียงรายตามถนน ตึกสีสันแปลกตา สถาปัตยกรรมสวยงาม ความฟู่ฟ่าหรูหราในแบบ Hollywood หรือความดิบเถื่อนแก๊งค์สเตอร์ในทางตอนล่างของเมือง เมืองยังเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติ อิสระต่างๆให้คุณอยากเป็นในสิ่งที่คุณเป็น ถ้าคุณเป็นนักแสวงหาความอิสระ Los Santos คือคำตอบ

1. Rapture “Bioshock” (2007-)

ถ้าเมืองที่ตั้งอยู่บนผืนดินน่าเบื่อแล้ว ลองมาอยู่ในเมืองที่อยู่ใต้มหาสมุทรดูเป็นไง? Rapture คือเมืองมหึมาที่ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก สร้างจากมันสมองอันปราดเปรื่องของ Andrew Ryan ที่ถือคติว่าเมืองนี้คือเมืองที่คุณจะอยู่อย่าง “ไร้ความกลัว” ไม่มีกำแพงทางด้านการเมือง ศาสนา หรือสังคมขวางกั้น ทุกคนอยู่กันอย่างอิสระผาสุกปราศจากการควบคุมใดๆ เมืองเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่น่าทึ่งสุดๆ มีรถรางที่เปรียบเสมือนเรือดำน้ำคอยบริการรับ-ส่งคุณไปตามจุดต่างๆของเมือง กำแพงและกระจกมีความทนทานสูง ทำให้คุณดื่มด่ำกับวิวใต้ทะเลได้อย่างไร้กังวล ถ้าหากคุณปรารถนาความเงียบสงบ ต้องการปลีกวิเวกจากสังคมที่วุ่นวาย Rapture คือเมืองอันดับหนึ่ง ที่คุณต้องมาเยือน

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg dad8e8af cf7f 467b ba20 98ad1ed61445

ทองใบ